โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เคยสงสัยไหม? นมเปิดแล้วอยู่ได้กี่วัน ดูแค่วันหมดอายุบนขวด เสี่ยงท้องร่วงไม่รู้ตัว

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ไขข้อสงสัย นมเปิดแล้วอยู่ได้กี่วัน หลังเปิดขวดควรเก็บในตู้เย็นและดื่มให้หมดภายใน 3–5 วัน ไม่ควรยึดตามวันหมดอายุข้างขวด เช็กวิธีเก็บรักษาที่ถูกต้องและจุดสังเกตนมบูดเพื่อความปลอดภัย

นมเปิดแล้วอยู่ได้กี่วัน? เช็กระยะเวลาตามประเภทของนม

หนึ่งในความเข้าใจผิดของผู้บริโภคส่วนใหญ่คือ การเชื่อว่านมที่เปิดฝาหรือเปิดกล่องแล้ว จะยังสามารถเก็บไว้ดื่มได้จนถึง “วันหมดอายุ” ที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ แต่ในความเป็นจริง เมื่อบรรจุภัณฑ์ถูกเปิดออก อากาศและจุลินทรีย์ภายนอกจะเข้าไปปนเปื้อน ทำให้อายุการเก็บรักษาสั้นลงอย่างมาก โดยระยะเวลาหลังจากเปิดดื่มจะแตกต่างกันไปตามกระบวนการผลิตดังนี้

1. นมพาสเจอร์ไรส์

นมพาสเจอร์ไรส์ผ่านกรรมวิธีให้ความร้อนในระดับที่ทำลายจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค แต่ยังมีจุลินทรีย์บางชนิดหลงเหลืออยู่ เมื่อเปิดขวดหรือกล่องแล้ว ควรดื่มให้หมดภายใน 2–3 วัน และต้องเก็บรักษาในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียสตลอดเวลา

2. นมยูเอชที (UHT) และนมสเตอริไลซ์

แม้ว่านม UHT จะผ่านความร้อนสูงจนปลอดเชื้อและสามารถเก็บนอกตู้เย็นได้นานหลายเดือนก่อนเปิด แต่เมื่อเปิดกล่องแล้ว จะมีอายุเก็บรักษาในตู้เย็นได้ประมาณ 3–5 วัน เท่ากับนมสดทั่วไป เนื่องจากระบบปลอดเชื้อสิ้นสุดลงทันทีที่เปิดบรรจุภัณฑ์

3. นมสดหรือนมดิบ

นมที่ไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อทางอุตสาหกรรม มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสูง ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมดิบที่ไม่ผ่านการต้มหรือฆ่าเชื้อ และหากผ่านการต้มด้วยตัวเองแล้ว ควรบริโภคให้หมดภายใน 1–2 วัน

ทำไมหลังเปิดขวดจึงไม่ควรยึด “วันหมดอายุ” บนฉลาก?

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านความปลอดภัยด้านอาหารและกรมอนามัย ชี้แจงว่า วันที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ เช่น “BBF” (Best Before / ควรบริโภคก่อน) หรือ “EXP” (Expiry Date / วันหมดอายุ) เป็นเกณฑ์ที่ใช้รับรองคุณภาพของสินค้า ในกรณีที่ยังไม่ได้เปิดบรรจุภัณฑ์เท่านั้น

เมื่อเปิดฝาแล้ว อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงระหว่างการนำเข้า-ออกตู้เย็น รวมถึงแบคทีเรียจากอากาศหรือปากของผู้ดื่ม (กรณีดื่มตรงจากขวด) จะเร่งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ทำให้นมสามารถบูดเสียได้ก่อนถึงวันที่ระบุไว้บนฉลากเสมอ

4 สัญญาณเตือน “นมบูด” สังเกตอย่างไรก่อนดื่ม?

เพื่อป้องกันอาการท้องร่วงและภาวะอาหารเป็นพิษ ก่อนดื่มนมที่เปิดทิ้งไว้ ควรตรวจสอบกายภาพพื้นฐานตามหลักโภชนาการดังนี้

  • กลิ่นผิดปกติ มีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นหืน หรือกลิ่นบูดฉุน ซึ่งเกิดจากกรดแล็กติกที่แบคทีเรียสร้างขึ้น
  • ลักษณะเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไป นมเกิดการจับตัวเป็นก้อน เป็นเม็ดลอย หรือแยกชั้นน้ำกับไขมันอย่างชัดเจน
  • รสชาติเปรี้ยวหรือเฝื่อน หากชิมเพียงเล็กน้อยแล้วพบว่ารสชาติผิดไปจากเดิม ควรทิ้งทันที
  • บรรจุภัณฑ์บวมหรือมีฟอง หากมีฟองอากาศลอยอยู่บนผิวนมหรือกล่องนมบวม แสดงว่ามีก๊าซที่เกิดจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์
วิธีเก็บรักษานม

วิธีเก็บรักษานมให้สดใหม่และปลอดภัย

การยืดอายุนมหลังเปิดขวดให้ทรงคุณค่าทางโภชนาการได้นานที่สุด ต้องอาศัยพฤติกรรมการเก็บรักษาที่ถูกต้อง โดยควรเก็บขวดหรือกล่องนมไว้ที่ "ชั้นวางด้านในตู้เย็น" แทนการวางที่ประตูตู้เย็น เนื่องจากบริเวณประตูมีอุณหภูมิแกว่งตัวสูงจากการเปิด-ปิดบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ไม่ควรดื่มนมโดยตรงจากขวดหรือกล่องขนาดใหญ่ เพราะเอนไซม์และแบคทีเรียจากน้ำลายจะทำให้นมบูดเร็วขึ้น ควรใช้วิธีรินใส่แก้วให้พอดีกับความต้องการในแต่ละครั้ง และรีบปิดฝาให้นำกลับเข้าตู้เย็นทันที

ข้อเท็จจริงเรื่องระยะเวลาเก็บรักษานมหลังเปิดบรรจุภัณฑ์ เป็นเรื่องพื้นฐานในครัวเรือนที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ การจำกัดเวลาการบริโภคภายใน 3–5 วัน และการจัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนและปลอดภัยจากภาวะท้องร่วง.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เคยสงสัยไหม? นมเปิดแล้วอยู่ได้กี่วัน ดูแค่วันหมดอายุบนขวด เสี่ยงท้องร่วงไม่รู้ตัว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...