โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

ต่อหัวเสือต่อยพ่อดับ ลูกสาววัย 13 สุดช็อก สูญเสียเสาหลักครอบครัว

สยามรัฐ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เกิดเหตุสลด! พ่อล้มทั้งยืน ถูกต่อต่อยแค่ตัวเดียวบอกลูกให้ไปซื้อยาแก้แพ้กินไป 3 เม็ดช็อกดับต่อหน้าลูกสาววัย 13 ลูกสาวและภรรยาน้ำตาคลอเผยคำพูดสุดท้ายสุดสะเทือนใจ "เก็บเงินไว้เป็นค่าฌาปนกิจศพ" พร้อมวอนผู้ใจบุญช่วยทุนการศึกษาให้ลูกสาวคนเล็ก เพื่อสานฝันให้ได้เรียนต่อ หลังครอบครัวสูญเสียเสาหลักอย่างกะทันหัน

วันที่ 10 ก.ค.69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านเทพประทาน ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี หลังเกิดเหตุสลด เมื่อนายสำราญ สารินา หรือ "โหลย" อายุ 65 ปี เสียชีวิตภายหลังถูกตัวต่อต่อยเพียง 1 ตัว โดยบรรยากาศที่บ้าน ญาติและชาวบ้านกำลังร่วมกันจัดงานบำเพ็ญกุศลศพ ท่ามกลางความอาลัยและโศกเศร้า โดยเฉพาะภรรยาและลูกสาววัย 13 ปี ที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียเสาหลักของครอบครัว

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุ ผู้สื่อข่าวพบว่า บ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ท่ามกลางสวนยางพาราสลับกับพื้นที่ป่าชุมชน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอาศัยของตัวต่อและแมลงมีพิษหลายชนิด

นอกจากนี้ บริเวณบ้านยังพบว่ามีการตากเนื้อแห้งไว้จำนวนหนึ่ง โดยญาติและชาวบ้านสันนิษฐานว่า กลิ่นของเนื้ออาจดึงดูดให้ตัวต่อหัวเสือบินเข้ามาหาอาหาร เนื่องจากตัวต่อหัวเสือมีพฤติกรรมกินเนื้อและโปรตีนเป็นอาหาร

ด.ญ.ปิยธิดา หรือน้องสา อายุ 13 ปี ลูกสาวคนเล็กของผู้เสียชีวิต เล่าทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวานพ่อกำลังจะพาตนไปตลาดซื้อเนื้อหมูและเนื้อไก่มาทำอาหารเป็นเนื้อตากแห้งเพื่อไปขายในไร่เพื่อหารายได้ ระหว่างเดินไปหยิบเสื้อผ้าบริเวณราวแขวนผ้า พ่อไม่ทันสังเกตเห็นตัวต่อหัวเสือ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ตัวต่อที่จึงบินลงมาต่อยที่ศีรษะเพียง 1 ตัว ก่อนที่พ่อจะใช้เท้าเหยียบตัวต่อจนตาย ซึ่งตัวต่อนั้นตัวสีดำลายเหลือง
หลังถูกต่อย พ่อรีบบอกให้ตนไปซื้อยาแก้แพ้มาให้รับประทาน โดยรับประทานยาไปถึง 3 เม็ด แต่ไม่นานชั่วแค่ไม่กี่นาที ปรากฏว่าพ่ออาการกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการตัวสั่น ชักเกร็ง หายใจไม่ออก ก่อนหมดสติ ญาติและชาวบ้านรีบเข้ามาช่วยปั๊มหัวใจ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาล แม้จะพยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ น้องสา กล่าวทั้งน้ำตาว่า หากพ่อรับรู้ อยากให้พ่อมาเข้าฝัน เพราะพ่อจากไปโดยไม่ได้ร่ำลา พร้อมยืนยันว่าจะตั้งใจเรียนตามความตั้งใจของพ่อที่อยากเห็นลูกได้เรียนสูง ๆ
ด้าน นางพัชรี อายุ 62 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุตนเดินทางมาทำงานในตัวเมืองอุดรธานีได้ประมาณ 1 เดือน ปล่อยให้สามีอยู่บ้านกับลูกสาว กระทั่งได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายจนแทบทรุด สามีมีโรคประจำตัวคือโรคตับและโรคหอบหืด อีกทั้งมักแอบซื้อยาแก้หอบมารับประทานเอง แม้แพทย์จะเคยห้ามไว้ จึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า การรับประทานยาแก้แพ้ถึง 3 เม็ด ประกอบกับโรคประจำตัว อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อาการหลังถูกต่อต่อยทรุดหนักอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุเพียง 1 คืน ตนฝันว่าฟันหลุดร่วงทั้งซีก จนรู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่คิดว่าจะกลายเป็นลางร้าย ขณะที่การพูดคุยครั้งสุดท้าย สามีได้โทรศัพท์มาบอกให้ "เก็บเงินไว้เป็นค่าฌาปนกิจศพ" พร้อมย้ำว่าอยากเห็นลูกสาวได้เรียนสูง ๆ และจะยังไม่ยอมตายง่าย ๆ เพราะลูกยังไม่โต
นางพัชรี กล่าวต่อว่า ครอบครัวมีฐานะค่อนข้างยากลำบากและมีภาระหนี้สิน เดิมสามีรับจ้างทั่วไป แต่เมื่อสุขภาพไม่แข็งแรงจึงหันมาทำอาหารขายตามไร่เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว กระทั่งเสียชีวิตกะทันหัน ทำให้ครอบครัวขาดเสาหลักและรายได้ในทันที ปัจจุบันทั้งคู่มีลูกทั้งหมด 4 คน ลูกคนโตต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวแล้ว เหลือเพียงลูกสาวคนเล็ก ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนน้ำซึมวิทยา เป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติดี แม้จะเป็นคนพูดน้อยและค่อนข้างเก็บตัว แต่มีความฝันอยากเรียนต่ออย่างน้อยจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หากวิญาณสามีรับรู้ อยากบอกสามีให้ไปสู่สุคติ ไม่ต้องเป็นห่วงคนข้างหลัง เพราะจะสู้ทำงานเลี้ยงลูกต่อไป พร้อมวอนผู้ใจบุญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากประสงค์จะช่วยเหลือทุนการศึกษาหรือค่าใช้จ่ายในการเรียนของน้องสา สามารถประสานผ่านโรงเรียนน้ำซึมวิทยา หรือองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ได้ เพราะอยากให้ลูกสาวมีโอกาสได้เรียนต่อและมีอนาคตที่ดี แม้วันนี้ครอบครัวจะต้องสูญเสียเสาหลักไปอย่างไม่มีวันกลับ ก็ฝากเตือนพี่น้องประชาชนหากเจอต่อหัวเสือต่อย ถ้ามีโรคประจำตัวไม่ควรซื้อยามากินเองไม่งั้นอาจจะเสียชีวิตแบบนี้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...