โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"เอกนิติ" เสริมแกร่งสภาพคล่อง 25,000 ล้าน-ปล่อยสินเชื่อช่วย SMEs

Nation Online

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนิติ ทิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจของไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนในช่วงที่ผ่านมาเกิดผลกระทบทั้งต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นว่า กระทรวงการคลังภายใต้การนำของตน ได้มีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเยียวยาประชาชน และช่วยเหลือภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รูปแบบของมาตรการการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการคลัง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่มาตรการที่ต้องใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบมาตรการที่มีความหลากหลาย และครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมาย โดยล่าสุดได้มีการใช้มาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เพื่อให้ธนาคารมีเม็ดเงินและสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และสามารถนำสภาพคล่องที่มีเพิ่มขึ้นไปส่งผ่านเป็นมาตรการการในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)

นายเอกนิติ ระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมาได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ที่เสนอมาตรการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยกระทรวงการคลังจะมีการออกประกาศให้สถาบันการเฉพาะกิจทั้ง 4 แห่งลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ จากเดิม 0.25% ต่อปี เหลือ 0.0625% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยให้มีผลครอบคลุมระยะเวลาในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 2569

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง คาดว่า ผลจากมาตรการนี้จะนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อใหม่และทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 25,000 ล้านบาท

กระทรวงการคลัง ยังได้รายงานให้ที่ประชุม ครม.รับทราบว่า มาตรการนี้จะช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และช่วยให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ที่เศรษฐกิจไทยยังมีความผันผวนสูงจากนโยบายการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นประชาชนรายย่อย กลุ่มเปราะบาง และเอสเอ็มอีที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และเสี่ยงขาดสภาพคล่อง

นายเอกนิติ ย้ำว่า การลดเงินนำส่งจะช่วยลดต้นทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีงบประมาณไปดำเนินโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การผ่อนปรนการชำระหนี้ หรือการปล่อยสินเชื่อใหม่ รวมทั้งป้องกันการเพิ่มขึ้นของการกู้ยืมเงินนอกระบบซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวของกระทรวงการคลัง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานสภาพพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ให้ความเห็นว่ามาตรการนี้จะช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินทั้ง 4 แห่ง เพื่อใช้เม็ดเงินในส่วนนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...