โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บาทเปิดเช้านี้ 32.97 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มิถุนายน 2569 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์

11 มิ.ย. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.84-32.99 บาทต่อดอลลาร์) ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ตามคาด (เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ระดับ 2.9% ตามคาดเช่นกัน)

ทว่า รายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ FED จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากนัก ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเปลี่ยนไป หลังสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ทวีความร้อนแรงมากขึ้น จนทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า สถานการณ์สงครามอาจยืดเยื้อกว่าคาด (และมีโอกาสทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น)

ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้กลับมาปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย) สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED จากปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาตามคาด และในส่วนของรายละเอียด เช่น Inflation Breadth นั้น ยังคงสะท้อนภาพการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ รวมถึงธีม AI Boom แต่ยังไม่ได้สะท้อนถึงการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง

ทว่า ปัจจัยที่กลับมากดดันตลาดล่าสุด คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้เราประเมินว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดอยู่ เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าลงบ้าง และสามารถอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้านสำคัญได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงและรุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ทำการตอบโต้ที่รุนแรงเช่นกัน แต่จุดที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ ทั้งสองฝ่ายมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งในส่วนของน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และไฟฟ้า หรือไม่ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเกิดความเสียหายรุนแรง อาจยิ่งหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น กลับไปเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่อาจมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ รวมถึง ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่จะด้อยลง (ขาดดุลการค้ามากขึ้น)

อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk และพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พลิกกลับมาคลี่คลายลง หรือเห็นสัญญาณการกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง อาจทำให้ เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ได้ในระยะสั้น ซึ่งต้องจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นปัจจัยสะท้อนภาพดังกล่าวได้

ทว่า หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จากสถานการณ์ที่เริ่มลดความร้อนแรงลง แต่ในฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะไม่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยมากนัก (จนกว่าจะมั่นใจต่อการเจรจาหยุดยิงและเห็นสัญญาการเปิดช่องแคบ Hormuz) ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด โดยโซนแนวรับของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.10 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ จะช่วยให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง

ทว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงชัดเจน สะท้อนผ่านแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงในปีนี้ อาทิ Nvidia -3.7% ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.62% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.98%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป เคลื่อนไหว Sideways โดยย่อลงเล็กน้อย -0.08% โดยตลาดหุ้นยุโรปได้แรงหนุนบ้างจากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด

ทว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นยุโรปได้ถูกกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดีนี้

ตลาดบอนด์

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน แม้จะย่อตัวลงบ้าง หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 4.57%

โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น สอดคล้องกับ มุมมองของเราที่ยังคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.50% ทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้

ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (หรืออาจล่าช้ากว่าคาดบ้าง แต่ไม่เกินไตรมาส 3) และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน

เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม แม้จะย่อตัวลงในช่วงหลังตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด

นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นหลังเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงสู่ระดับ 160.50 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.7 -100.2 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ยังคงไม่สามารถช่วยพลิกฟื้น ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ได้อย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น และหนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและส่งผลให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

ส่วนทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเรามองว่า ECB อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง-ระยะยาวได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ทว่า ภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าช่วงปี 2022 กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 (หรืออย่างน้อยจะไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินไตรมาส 3) ทำให้เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยได้นานอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ECB จะคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน ECB ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความกังวลว่า สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...