โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตหน่วยความจำจ่อหนักขึ้นอีก หลังราคาอุปกรณ์ผู้บริโภคพุ่ง นักวิเคราะห์ชี้ปัญหาลากยาวเกินปี 2027

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม AI กวาดซื้อหน่วยความจำ สำหรับสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ราคาชิปแพงขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว ขณะที่ผู้ผลิตยังตามอุปทานไม่ทัน

วิกฤตการณ์ขาดแคลนหน่วยความจำที่อยู่เบื้องหลังการปรับราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงที่ผ่านมากำลังจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยบรรดาผู้บริหาร และนักวิเคราะห์ต่างประเมินตรงกันว่าแรงกดดันด้านราคาจะยืดยาวไปจนถึงปี 2027 หรืออาจนานกว่านั้น

ต้นตอของปัญหาอยู่ที่การแย่งชิงกำลังการผลิตหน่วยความจำระหว่างสองฝั่งที่มีความต้องการต่างกันโดยสิ้นเชิง ฝั่งหนึ่งคือบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง เมตา, กูเกิล และแอมะซอน ที่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อีกฝั่งคือผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคอย่างแอปเปิล หรือไมโครซอฟท์ ที่ต้องการหน่วยความจำในตลาดทั่วไป ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำหลายรายจึงหันมาจัดสรรสายการผลิตให้บริษัทที่มีงบลงทุน AI มหาศาลมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อปริมาณที่เหลือสำหรับตลาดผู้บริโภค

ตัวเลขจากแหล่งต่างๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมาสะท้อนภาพวิกฤตนี้ได้ชัดเจน หมิง-ฉี กัว (Ming-Chi Kuo) นักวิเคราะห์จาก TF International Securities ประเมินว่าราว 15-20 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตหน่วยความจำที่เดิมถูกจัดสรรไว้สำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคในปี 2026 จะถูกเบนเป้าไปยังอุตสาหกรรมที่ต้องการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2027 และสัดส่วนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอีก

ซันเจย์ เมโรตรา ซีอีโอของ Micron กล่าวในการประกาศผลประกอบการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า อุปสงค์ยังคงเกินกว่าอุปทานของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่าภาวะตึงตัวดังกล่าวจะยืดเยื้อออกไปตลอดปี 2027

ทางด้านบริษัทวิจัย TrendForce รายงานเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ทั้งสามเจ้าของโลกยังคงให้ความสำคัญกับการผลิตชิประดับ advanced node เพื่อรองรับความต้องการจากโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นหลัก

ในฝั่งราคา นักวิเคราะห์จาก Jefferies อ้างอิงประมาณการของ อีธาน แทน ที่ปรึกษาด้านหน่วยความจำว่า ราคาหน่วยความจำมีแนวโน้มพุ่งขึ้น 40-50 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 3 ของปี 2026 ตามด้วยอีก 30-40 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 4 และคาดว่าจะทะยานขึ้นอีกราว 40-45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบปีต่อปีตลอดทั้งปี 2027

ผลกระทบต่อผู้บริโภคเริ่มชัดเจนขึ้นทุกที เมื่อแอปเปิลปรับขึ้นราคา Mac, iPad และอุปกรณ์เสริมไปหลายร้อยดอลลาร์สหรัฐ โดย ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล เปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็นน้ำท่วมร้อยปี และยืนยันว่า การขึ้นราคาให้ผู้บริโภคเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนไมโครซอฟท์ก็ปรับราคาเครื่องเล่นเกมคอนโซล Xbox เป็นรอบที่สามนับตั้งแต่ปี 2025 พร้อมเตือนว่า ราคาหน่วยความจำ และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในคอนโซลพุ่งขึ้นกว่า 2.5 เท่าแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในช่วงปลายปีของปี 2027

บริษัทวิจัยตลาดอย่าง IDC ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนว่า ตลาด PC ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ที่ปั่นป่วน โดยคาดการณ์ว่า ยอดจัดส่งพีซีทั่วโลกจะหดตัว 11.3 เปอร์เซ็นต์ตลอดทั้งปี และอาจดิ่งลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบปีต่อปี

ในส่วน อีลอน มัสก์ ออกมาแสดงความเห็นสอดคล้องกับคุก โดยระบุว่า นี่คือการปรับราคาครั้งใหญ่ที่สุดในทุกสิ่งที่เขาเคยเห็นมา และชี้ว่า ภาวะอุปทานขาดแคลนเมื่อเทียบกับอุปสงค์นั้นเป็นเรื่องที่ "บ้ามาก"

อย่างไรก็ดี วิกฤตหน่วยความจำขาดแคลนไม่ได้มืดมนเสียทีเดียว แต่ยังพอมี “แสงสว่างปลายอุโมงค์” เล็กน้อย จากความพยายามขยายกำลังการผลิตหน่วยความจำของผู้ผลิตหลายราย แต่กระบวนการปรับสายการผลิตต้องใช้เวลา และยังไม่มีหลักประกันว่าบริษัทอย่างแอปเปิลจะลดราคา MacBook หรือ iPad ลงหรือไม่ เมื่อต้นทุนชิปราคาถูกลงก็ตาม

ในระหว่างนี้ ผลพวงจากการแข่งขันสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังบั่นทอนกระเป๋าเงินผู้บริโภคไปเรื่อยๆ และยังไม่มีสัญญาณว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงในเร็วๆ นี้

ที่มา: Business Insider

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตหน่วยความจำจ่อหนักขึ้นอีก หลังราคาอุปกรณ์ผู้บริโภคพุ่ง นักวิเคราะห์ชี้ปัญหาลากยาวเกินปี 2027

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...