ศาลอาญา ไม่ถอนประกันตัว “ทนายตั้ม” คดีฉ้อโกงเงิน แต่ออกเงื่อนไขเพิ่ม สั่งห้ามจ้อสื่อ วิจารณ์ทำลายพยานหลักฐาน
ศาลอาญา ไม่ถอนประกันตัว “ทนายตั้ม” คดีฉ้อโกงเงิน แต่ออกเงื่อนไขเพิ่ม สั่งห้ามจ้อสื่อ วิจารณ์ทำลายพยานหลักฐาน
วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งไต่สวนคำร้อง กรณีที่อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผนดิน พร้อมด้วย น.ส อัจฉรา แสงขาว ทนายความของ นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย ได้ยื่นศาร้องให้ศาลเพิกถอนประกันนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" ในคดีฉ้อโกงเงินจ่านวน 71 ล้านบาท ภายหลังศาลอาญาเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว แต่ทนายตั้ม ได้ให้สัมภาษณ์พาดพิงพยานสำคัญในคดีนี้ ศาลพิเคราะห์ตามคำร้องและคำแถลงของคู่ความในวันนี้แล้ว เห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งที่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว และเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ระหว่างอุทธรณ์ แต่เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เพิ่มเติมให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือนำพยานหลักฐานในคดีออกมาวิจารณ์ในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือกระทำการใดอันอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด ส่วนกรณีที่ทนายโจทก์ร่วมขอให้ศาลไต่สวนกรณีจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาล หรือ ละเมิดอำนาจศาล นั้น ศาลเห็นว่า ความผิดฐานดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 เป็นคดีอาญาที่ต้องมีขั้นตอนการร้องทุกข์กล่าวโทษ สอบสวน ฟ้องร้องและพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติ มิใช้ให้ศาลมาไต่สวนเองสำหรับการลงโทษละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ 'ทั้งศาลมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี มาตรการหรือเครื่องมือบางอย่างสำหรับให้อำนาจศาลในการที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อควบคุมกระบวนพิจารณาคดีให้ดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและรวดเร็ว เพื่อให้ศาลปฏิบัติหน้าที่ได้ได้โดยไม่ถูกรบกวนหรือถูกคุกคามจากอิทธิพลภายนอกจนกระทบกับการ ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ สามารถอำนวยความยุติธรรม ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ตามความมุ่งหมายของภฎหมาย
อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏว่ามีการกระทำความผิดเป็นการรบกวน ขัดขวาง และข่มขู่ เป็นปฏิปักษ์หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือคำสั่งศาลมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่การที่ศาลจะใช้กฎหมายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในกรณีใด ศาลพึงต้องใช้อำนาจอย่างระมัดระวังและไม่ลุแก่อำนาจ เมื่อจำเลยที่ แถลงในรายงานกระบวนพิจารณาวันนี้ว่าจะไม่กระทำการใดที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลและศาลได้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องไต่สวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้อง จึงให้ยกคำร้องในส่วนนี้เสียทั้งนี้ กำชับให้จำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ระหว่างปล่อยชั่วคราวเคร่งครัด มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว จากนั้น ทนายตั้ม เปิดเผยความรู้สึกผ่านสื่อมวลชน ว่า ตนเองรู้สึกขอบคุณ และดีใจที่ได้รับความเมตตาจากศาลให้กลับไปหาครอบครัว โดยรู้สึกซาบซึ้งต่อความเมตตาของศาลที่พิจารณาคดีตามข้อกฎหมายและเหตุผล พร้อมยืนยันว่า จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัด ไม่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเนื้อหาคดีอีก และจะมุ่งต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป วันนี้รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ได้เตรียมใจไว้ส่วนหนึ่งแล้วว่า อาจไม่ได้กลับบ้าน และยังเป็นวันตรงกับวันที่บุตรของตนเองสำเร็จการศึกษา จึงตั้งใจจะรีบเดินทางไปร่วมแสดงความยินดีกับครอบครัวทันที