โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พริษฐ์ แฉ เมกะโปรเจกต์การศึกษา 2.6 หมื่นล้าน ส่อเอื้อเครือข่ายทุน 5 บริษัท

Khaosod

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พริษฐ์ แฉ เมกะโปรเจกต์การศึกษา 2.6 หมื่นล้าน ส่อเอื้อเครือข่ายทุน 5 บริษัท

พริษฐ์ แฉ เมกะโปรเจกต์การศึกษา 2.6 หมื่นล้าน ส่อเอื้อเครือข่ายทุน 5 บริษัท เหน็บ เหมือนมหกรรมรวมญาติพลัส จี้รัฐแจงใครได้ประโยชน์

เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระแรก ว่า สมัยก่อนเวลาเราพูดถึงโครงการรัฐที่ใช้งบประมาณเยอะ เรามักจะนึกถึงโครงการก่อสร้างตึกอาคาร ทางด่วน หรือเขื่อน แต่สมัยนี้โครงการรัฐที่ใช้งบประมาณเยอะ รวมถึงโครงการในโลกดิจิทัลที่อาจจะมองด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้น

โดยโครงการที่ตนจะพูดถึงวันนี้ ตนขอเรียกว่าเป็นโครงการอภิมหาโครงการหรือเมกะโปรเจกต์เรื่องแพลตฟอร์มการเรียนรู้หลักหมื่นล้านบาท ซึ่งถูกริเริ่มผลักดันตั้งแต่สมัยพรรคภูมิใจไทยเป็นเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกอบด้วยโครงการใหญ่ 4 โครงการ ได้แก่

1.โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime หรือที่เรียกว่า NDLP ซึ่งใช้งบประมาณ 1.73 หมื่นล้านบาท

2.โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) สำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยมศึกษาที่มีการใช้งบประมาณ 3.15 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้อยู่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ

3.โครงการ Skill/Credit Portfolio สำหรับนักศึกษาที่ใช้งบประมาณ 5.14 พันล้านบาท และ 4.ระบบคลังหน่วยกิตกลาง Nationnal Credit Bank ที่ใช้งบประมาณ 384 ล้านบาท

โดยทั้ง 2 โครงการนี้อยู่ในส่วนของกระทรวง อว. หากนับเฉพาะ 4 โครงการนี้รวมกันจะเห็นว่าเมกะโปรเจกต์แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ใช้งบประมาณรวมกันกว่า 2.62 หมื่นล้านบาท เทียบเท่ากับการสร้างตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) 10 ตึก เทียบเท่ากับงบประจำปีของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงพลังงาน 5 กระทรวงรวมกัน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราสามารถทำได้ในขณะนี้ คือ การไปดูผลตอบรับเบื้องต้นต่อบางส่วนของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น ในโครงการ NDLP ซึ่งเสียงสะท้อนจากครูและโรงเรียนนำร่องเหล่านั้นกลับกำลังส่งสัญญาณให้เราว่า สิ่งที่เราได้มาอาจจะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่เราจ่ายไป ระบบให้การช่วยเหลือสนับสนุนก็มีความล่าช้า โรงเรียนจะไปแก้ไขข้อมูลเองก็ทำไม่ได้ หากจะรอให้ส่วนกลางแก้ไขให้บางครั้งก็ต้องรอเป็นเดือน

“เมื่อท่านจะมาขอให้สภาอนุมัติงบหลักพันและหมื่นล้านบาท เพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นั้น รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่า เหตุใดการดำเนินการที่ผ่านมาของเมกะโปรเจกต์นี้จึงตะกุกตะกัก และรัฐบาลจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เมกะโปรเจกต์นี้ล้มเหลวในอนาคต

ปัญหาหนึ่งที่เราสังเกตเห็นคือความไม่ชัดเจนเรื่องทิศทางของนโยบาย รัฐบาลชุดปัจจุบันโดยเฉพาะรมว.ศึกษาธิการ ยังไม่ได้ออกมาฉายภาพให้เราเห็นชัดว่า ท่านตั้งใจจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเมกะโปรเจกต์นี้ จะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเทคโนโลยีด้านการศึกษา หลายครั้งที่ท่านออกมาแสดงความเห็นก็มีอาการกลับไปกลับมาในหลายเรื่อง” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ แม้ว่านโยบายจะมีความสับสนกลับไปกลับมาดูไร้ทิศทาง แต่ในความเห็นของตน ตนเห็นว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องความไม่ชัดเจนของนโยบาย แต่อาจจะเป็นเรื่องของความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา จนทำให้เกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ เพราะเมื่อเราไปดู TOR ของทุกโครงการที่เป็นองค์ประกอบในเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ แทบจะทุกฉบับพบพิรุธที่ชวนให้เกิดความสงสัยทั้งนั้น

ตัวอย่างเช่น TOR โครงการ NDLP ที่แบ่งออกเป็น 2 เฟสรวมกัน 4 สัญญา โดยในแต่ละฝ่ายจะมีหนึ่งสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแพลตฟอร์มและเกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อ ซึ่งไม่ได้แปลกอะไร แต่กลับมีการตั้งชื่อและจัดหมวดหมู่ว่าเป็นโครงการจ้างที่ปรึกษาทั้งในเฟส 1 และเฟส 2 อาจจะไม่ได้ต่างจากอะไรเลย นอกจากเฟส 1 เป็นการผลิตสื่อ ม.ปลาย และเฟส 2 เป็นการผลิตสื่อ ม.ต้น

และหากเจาะเข้าไปในเฟส 1 มีการกำหนดให้จ้างที่ปรึกษาทั้งหมด 475 คน ทำให้การแข่งขันลดลง เพราะคนที่จะสามารถไปร่วมประกวดในโครงการดังกล่าว ได้ถูกบีบบังคับให้เหลือเฉพาะที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง หรือใน TOR โครงการ Skill/Credit Portfolio ก็พบข้อพิรุธ TOR ที่เสี่ยงเป็นการกีดกันการแข่งขันเหมือนมีการลดสเปกให้ผู้ที่รู้ล่วงหน้าก่อนจึงจะชนะการประกวด

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าข้อพิรุธต่างๆ ใน TOR ที่ตนพูดไปข้างต้นอาจจะทำให้เรามีข้อสงสัยมากขึ้นว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ในครั้งนี้ แต่ตนเชื่อว่าเราอาจจะหายสงสัย หากเราขยับไปวิเคราะห์รายชื่อบริษัทที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเมกะโปรเจกต์

สิ่งที่ตนทำ คือ ไปนำ 4 โครงการของเมกะโปรเจกต์มาบวกกับโครงการ TH-AI Passport ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะของประชาชนเช่นเดียวกัน ทำให้เราพบว่ามี 12 โครงการย่อยหรือ 12 สัญญาที่จะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมี 10 โครงการย่อยหรือสัญญาที่มีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อไปดูว่ามีบริษัทอะไรบ้างที่มีส่วนร่วมกับ 12 โครงการ คำตอบที่ได้คือ 23 บริษัท ทำให้เราเห็น 3 ข้อค้นพบสำคัญ คือ 1.มีหนึ่งบริษัทที่โผล่มาเยอะที่สุด ชนะการประกวดไป 5 โครงการจาก 10 โครงการ โดยตนจะเรียกว่าบริษัท A แม้ว่าบริษัทดังกล่าวจะถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 แต่บริษัทดังกล่าวก็เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2567 ที่บังเอิญว่าเป็นปีแรกและเป็นปีเริ่มต้นของเมกะโปรเจกต์ในครั้งนี้พอดี

ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อและทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียนถึง 25 เท่า จนทำให้มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 40 เท่า ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปแล้วก็อาจจะทำให้อนุมานได้ว่า มาจากโครงการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้อาจสงสัยว่าบริษัทดังกล่าวถูกตั้งขึ้นมา เพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์ในครั้งนี้เป็นการเฉพาะหรือไม่

2.เมื่อเราเจาะลึกลงไปก็ค้นพบว่า บริษัทดังกล่าวคือบริษัท A ไม่ได้มาแค่โดดๆ เพราะเมื่อไปวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นก็ค้นพบว่า ความจริงแล้วบริษัทดังกล่าวเป็นการจับมือกันระหว่างเจ้าของผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทอีก 2 บริษัท คือบริษัท I และบริษัท J ซึ่งบริษัท A มีตึกที่ทำการเดียวกับบริษัท I

3.ไม่ได้มีแค่บริษัท A ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท I และบริษัท J แต่ยังมีบริษัท B และบริษัท G ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยมีบริษัท I เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน 2 บริษัทดังกล่าว

“สรุปคือมี 5 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัท I และบริษัท J คืออยู่ในอาณาจักรเดียวกัน ผมจะไม่บอกว่าบริษัท I และบริษัท J คือบริษัทอะไร แต่หากท่านประธานลองมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูบิลบอร์ดก็อาจจะพอเดาได้” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเรามาค้นพบว่า แท้จริงแล้ว 5 บริษัทดังกล่าวอยู่ในอาณาจักรหรือเครือข่ายหรือเป็นทีมเดียวกัน จะนำไปสู่ข้อสรุปที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า เครือข่ายและอาณาจักรนี้สามารถกินรวบทุกโครงการในเมกะโปรเจกต์นี้แบบเบ็ดเสร็จ

หรือหากไปดูบริษัทที่มาเป็นคู่เทียบก็จะพบว่ายังวนเวียนอยู่ในบริษัทเดิมๆ เช่นกัน เช่น บริษัท D ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ 4 โครงการในเมกะโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นบริษัทที่โด่งดังจากการทำตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติ และเท่าที่ผมทราบก็ยังไม่ได้มีประสบการณ์ในการทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ แต่กลับมาร่วมถึง 4 โครงการในเมกะโปรเจกต์ดังกล่าว

ฉะนั้น อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตรงนี้จึงเป็นเสมือนมหกรรมรวมญาติพลัส ระหว่างกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน เป็นญาติกันที่ไม่ได้โดยสายเลือด แต่เป็นเส้นเงินบวกกับเพื่อนบ้านความคุ้นเคยที่มาร่วมวงกันเป็นประจำ

ทั้งหมดนี้จึงกลับมาสู่คำถามที่ตนตั้งไว้ตอนต้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ เมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ถูกริเริ่มขึ้นมาโดยใคร ถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มทักษะ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน หรือถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มโครงการรัฐและเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุน

เพราะหากเป้าหมายที่แท้จริงคือการเพิ่มกำไรให้กับทุนบางกลุ่ม ก็ไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมเราจึงเห็นหลายโครงการที่มีความทับซ้อน เพราะยิ่งเพิ่มโครงการยิ่งเพิ่มแพลตฟอร์มได้ก็ยิ่งเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม

หากเป้าหมายที่แท้จริง คือ การเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มก็ไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจึงดูเหมือนเต็มไปด้วยกลเม็ดในการทำให้กลุ่มทุนบางกลุ่มนั้นได้เปรียบ และผมจะติดตามโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนหลักหมื่นล้านบาทถูกขโมยไปช่วยคนรวยไม่กี่คน โดยอ้างเรื่องการยกทักษะประชาชนมาบังหน้า

“แม้ว่าเราจะสรุปชัดๆ ไม่ได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ขอทิ้งท้ายโดยการยืมประโยคจากนายกฯ ว่า ที่ไหนมีควันที่นั่นมีไฟ และเชื่อว่าข้อมูลที่ผมนำเสนอวันนี้เป็นควันที่ชัดเจนมากเพียงพอ รัฐบาลจะเร่งหากองไฟแล้วดับไฟหรือจะเลือกปล่อยให้ไฟลามทุ่งจนเผาผลาญภาษีของพี่น้องประชาชน การตัดสินใจอยู่ในมือท่าน” นายพริษฐ์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พริษฐ์ แฉ เมกะโปรเจกต์การศึกษา 2.6 หมื่นล้าน ส่อเอื้อเครือข่ายทุน 5 บริษัท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...