โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยช่วยไทยพลัส ใช้ยังไงให้คุ้มที่สุด ไม่เหลือเงินทิ้งสิ้นเดือน

LSA Thailand

อัพเดต 25 พ.ค. เวลา 17.57 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 10.57 น. • Lifestyle Asia Thailand
ไทยช่วยไทยพลัส

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 น่าจะเป็นอีกหนึ่งวันที่วุ่นวายของปวงชนชาวไทยเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลได้เปิดให้ลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีทั้งหมดทั้งสิ้น 30 ล้านสิทธิ โดยรัฐช่วยจ่ายให้ในอัตราส่วน 60% ส่วนประชาชนจ่าย 40% (สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท/คน/เดือน) เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 มีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจ หรือคุณจะใช้ยังไงให้คุ้มกับการได้สิทธิครั้งนี้

Related articles

“คนละครึ่ง” คัมแบ็ค 2568 มีอะไรที่ทุกคนควรจะรู้ ไปเช็คลิสต์กัน

“เที่ยวไทยคนละครึ่ง” สายเที่ยวในประเทศห้ามพลาด เตรียมข้อมูลแล้วลุย!!

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ที่คุณต้องรู้ในเบื้องต้น

  • แน่นอนคุณต้องมีสัญชาติไทย
  • คุณมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน คุณก็จะได้รับสิทธิแน่นอน
  • ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส
  • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

โดยวิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส (60/40) 3 ขั้นตอนง่ายๆ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง หนึ่ง เพียงแค่คุณเข้าแอปฯ “เป๋าตัง” สอง กดรูปโครงการไทยช่วยไทยพลัส หน้าแรกเป๋าตัง หรือ หน้าหลัก G Wallet และ สาม อ่านรายละเอียดเงื่อนไขโครงการ จากนั้นกดปุ่ม “ลงทะเบียน”

หลังลงทะเบียนแล้ว คุณก็จะได้หนึ่งยิ้มไปเลยว่า “คุณได้รับสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) แล้ว เริ่มใช้สิทธิได้วันที่ 1 มิ.ย. 69”

Photo Credit: thaihelpplus via Website

ความหมายของสัดส่วน 60 / 40

โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับประชาชนนั้น มีความหมายสำคัญในแง่ของ “การช่วยลดค่าครองชีพโดยตรงจากรัฐบาล” ในลักษณะของโครงการร่วมจ่าย (Co-pay) ที่รัฐบาลปรับสัดส่วนการช่วยสนับสนุนให้มากขึ้นกว่าโครงการในอดีต เช่น คนละครึ่ง ที่รัฐช่วย 50% แต่รอบนี้เปลี่ยนมาเป็น รัฐช่วยจ่ายให้ถึง 60% และประชาชนควักกระเป๋าจ่ายเองเพียง 40%

เมื่อรัฐช่วยจ่าย 60% คุณไปซื้อของหรือใช้บริการที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ รัฐจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ 60% คุณจ่ายเองแค่ 40% ของราคาสินค้า โดยวงเงินสนับสนุนต่อวันที่รัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาท ต่อคนต่อวัน ซึ่งหมายความว่าในวันนั้น คุณสามารถซื้อของในส่วนที่รัฐช่วยเต็มที่ได้คุ้มที่สุดเมื่อยอดซื้อรวมไม่เกินประมาณ 333 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลจำกัดวงเงินช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน

Photo Credit: thaihelpplus via Website

ขอบเขตการใช้สิทธิ (ใช้ซื้ออะไรได้บ้าง?)

คุณสามารถใช้สิทธินี้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (G-Wallet) กับร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ (แอปพลิเคชันถุงเงิน) ระหว่างเวลา 06.00 น. – 23.00 น. ของทุกวัน โดยสินค้าที่ใช้ได้ คือ ค่าอาหาร, เครื่องดื่ม, และสินค้าทั่วไป รวมถึงกลุ่ม Food Delivery, ร้านค้า OTOP และกิจการขนส่งสาธารณะ/ขนส่งมวลชนที่ร่วมโครงการ แต่เราอาจจะหมายเหตุไว้ว่า ในรอบนี้ร้านนวด, สปา, ทำเล็บ และทำผม ไม่เข้าร่วมโครงการ และไม่รวมถึงร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดใหญ่

Photo Credit: thaihelpplus via Website

ทริคเด็ดกับตัวเลขที่คุณต้องใช้ ไทยช่วยไทยพลัส ให้หมดแบบสุดคุ้ม

การจะใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ให้คุ้มที่สุดในแต่ละวัน ต้องเริ่มจากการเข้าใจ “ตัวเลขคณิตศาสตร์” ของเงื่อนไขโครงการก่อนให้ได้ เนื่องจากรัฐให้วงเงินสูงสุด 200 บาท/วัน แต่จำกัดยอดรวมไม่เกิน 1,000 บาท/เดือน โดยเฉลี่ยแล้วเราจะมีเงินรัฐช่วยจริง ๆ แค่เดือนละ 1,000 บาท ไม่ใช่ 200 บาท x 30 วัน

ดังนั้น คำแนะนำในการบริหารเงินให้คุ้มค่าและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ มีดังนี้

1. สูตรคำนวณยอดซื้อ “จุดคุ้มที่สุด” รายวัน

ยอดซื้อที่ดึงเงินรัฐได้เต็มสิทธิ (200 บาทพอดี) คือ 333 บาทต่อวัน โดยถ้าคุณซื้อของรวม 333 บาท: รัฐช่วย 60% = 200 บาท (เต็มเพดานรายวัน) / คุณจ่ายเอง 40% = 133 บาท โดยข้อควรระวัง ซื้อเกินยอดนี้ รัฐไม่ช่วยเพิ่มนะจ๊ะ

ถ้าคุณซื้อของรวม 500 บาท รัฐจะช่วยตัดแค่ 200 บาท เท่านั้น ส่วนเกินอีก 300 บาทที่เหลือ คุณต้องเป็นคนจ่ายเองทั้งหมด (รวมจ่ายเอง 300 บาท)

2. เลือกกลยุทธ์การใช้ให้เหมาะกับตัวคุณ

เนื่องจากเงินรวมต่อเดือนคือ 1,000 บาท คุณต้องเลือกเล็งเป้าหมายว่าอยากใช้แบบไหนระหว่าง “หมดไวแต่ได้ก้อนใหญ่” หรือ “กินใช้นาน ๆ เน้นประหยัดรายวัน”

  • โมเดลที่ 1: “สายตุนของใช้ / บุฟเฟต์มื้อใหญ่” ใช้หมดภายใน 5-6 วัน โดยเหมาะสำหรับคนที่อยากใช้สิทธิซื้อของแห้ง ของใช้จุกจิกเข้าร้าน/เข้าบ้าน หรือกินมื้อพิเศษ ดังนั้นหาวิธีซื้อของให้ยอดใกล้เคียง 333 บาทต่อวัน เพื่อดึงเงินรัฐมาใช้วันละ 200 บาทเต็ม ๆ ซึ่งผลลัพธ์คือ คุณจะใช้สิทธิได้ทั้งหมด 5 วันต่อเดือน 200 บาท x 5 วัน = 1,000 บาทพอดี วิธีนี้คุ้มในแง่ของ “ความเต็มเม็ดเต็มหน่วย” ในแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน
  • โมเดลที่ 2: “สายเซฟค่าข้าวรายวัน” โดยกระจายใช้ได้ 10 – 20 วัน เหมาะสำหรับคนวัยทำงานที่อยากลดค่าใช้จ่ายตุนข้าวกล่องกลางวัน ซื้อกาแฟ หรือค่าเดินทางสาธารณะไปทำงาน เพื่อเซฟค่าใช้จ่ายรายวัน โดยสูตรเฉลี่ย 10 วัน/เดือน ทำให้คุณคุมยอดซื้อของไว้ที่ วันละ 167 บาท ซึ่งรัฐช่วย 100 บาท คุณจ่ายเอง 67 บาท (จะใช้สิทธิได้ 10 วันพอดีในเดือนนั้น) สูตรเฉลี่ยนี้คือ 20 วัน/เดือน ซึ่งคุมยอดซื้อของไว้ที่ วันละ 83 บาท หรือรัฐช่วย 50 บาท / คุณจ่ายเอง 33 บาท จะช่วยลดค่ากาแฟหรือข้าวแกงมื้อกลางวันไปได้เกือบครึ่งเดือนเลยทีเดียว

3. ทริคเด็ดควรรู้เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด

ร้านค้าโชห่วยชุมชนที่ร่วมโครงการ มักมีสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ผงซักฟอก น้ำยาร้างจาน ให้ใช้สิทธิซื้อตุนไว้ในวันที่จะจัดรอบ “ดึงวงเงินเต็ม” 200 บาท หรือคุณแชร์ยอดกับคนในบ้าน หากซื้อของชิ้นใหญ่ในร้านค้าชุมชนที่ราคาประมาณ 600-700 บาท ให้สลับแอปฯ “เป๋าตัง” ของคนในบ้านสแกนแยกจ่ายคนละยอด (คนละ 333 บาท) เพื่อให้ได้ส่วนลด 60% เต็มวงเงินของทั้งสองคน

เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้เหลือตอนสิ้นเดือน ย้ำอีกครั้งว่าเงิน 1,000 บาท ไม่ทบไปเดือนถัดไป พอเข้าสู่วันที่ 25 ของเดือน ให้รีบเช็กยอดคงเหลือในแอปฯ หากเหลือเยอะ ให้รีบนำออกไปใช้ซื้อของแห้งเก็บไว้ทันทีก่อนระบบจะรีเซ็ตในวันที่ 1 ของเดือนถัดไปนั้นเอง

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia

Hero & Featured Photo Credit: thaihelpplus via Website

Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...