ไทยเผชิญปัญหาคนมี 'ทักษะสูง’ แต่ยังมีการจ้างงานคุณภาพไม่เพียงพอ
ธนาคารโลก ได้เตือนว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านช่องว่างด้านการจ้างงานครั้งใหญ่ ขณะที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพด้านทักษะแรงงานในระดับสูง แต่ยังมีโอกาสการจ้างงานคุณภาพไม่เพียงพอ
ในหัวข้อ A sharp, data-driven framing of the 210 million job gap ของธนาคารโลก ได้เตือนว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญด้านตลาดแรงงาน โดยคาดว่า จะมีประชากรวัยทำงาน ายุ 15-65 ปี เพิ่มขึ้นถึง 320 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่จะมีตำแหน่งงานรองรับเพียงประมาณ 110 ล้านตำแหน่งเท่านั้น
โดยคนที่จะตกงาน ได้แก่ งานที่ใช้แรงกายเป็นประจำ เช่น พนักงานในสายการผลิตหรือโรงงานซึ่งกำลังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ และงานที่ใช้ความคิดเป็นระบบ เช่น พนักงานธนาคารที่ถูกแทนที่ด้วยตู้เอทีเอ็ม กระทั่งนักวิเคราะห์ทางการเงิน และนักเศรษฐศาสตร์ที่เริ่มถูก AI เข้ามาทำหน้าที่แทน
ข้อมูลยังระบุว่า ในภูมิภาคนี้มีแรงงานหลายล้านคนต้องสูญเสียงานไปแล้วจากการเข้ามาของระบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะในประเทศที่มีการผลิตเข้มข้นอย่างเวียดนาม
สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกประเมินว่า มีจุดแข็งด้านทักษะและศักยภาพของแรงงาน เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค แต่ปัญหาหลักอยู่ที่โอกาสในการจ้างงานที่ยังไม่เพียงพอ จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพางานทักษะต่ำ ทำให้เกิดภาวะทักษะไม่สอดคล้องกับตำแหน่งงาน แรงงานที่มีทักษะจึงหางานที่เหมาะสมกับศักยภาพไม่ได้
จากรายงาน Thailand Economic Monitor ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ของธนาคารโลก ระบุว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 2.3% ในปี 2570 ซึ่งม้การท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ จะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าจ้างจริงที่ทรงตัวหรือลดลงในบางภาคส่วน
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านแรงงานจากภาคเกษตรกรรมที่มีการจ้างงานคนจำนวนมาก แต่มีผลิตภาพต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมและบริการสมัยใหม่ยังไม่ราบรื่น ทำให้แรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบหรืออยู่ในงานผลิตภาพต่ำ ส่งผลให้รายได้ไม่เพิ่มขึ้นตามศักยภาพ
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกประเมินว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการก้าวสู่ผู้นำด้านอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วน, พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง ซึ่งหากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันเร่งดึงดูดการลงทุน ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงจุด จะช่วยกระตุ้น GDP ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 2.9% ภายในปี 2583
ถึงกระนั้น ไทยยังต้องเร่งปลดล็อกความท้าทายสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะพื้นฐานของแรงงานส่วนใหญ่, การเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ และการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้