อวสาน First Jobber อีกแล้วเหรอ ‘เด็กจบใหม่’ ในโลกโหดร้าย สู้อย่างไรให้ยังมีหวัง
เด็กจบใหม่ คนจ็อบแรก เป็นวัยที่ ‘เจ็บ’ เสมอ ทุกวันนี้ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังครอบงำตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่กลายเป็นคนรุ่นที่เจ็บหนัก เพราะหลายๆ งานกำลังเปลี่ยนโครงสร้าง เวลาสำหรับการเรียนรู้งานน้อยลงเรื่อยๆ
ขณะที่โลกของ AI นั้นแทบไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ คมขึ้น ทำงานได้มากขึ้นทุกวัน Claude AI สามารถ Input งานแต่ละฝ่ายให้ประชุมกันเอง ได้ข้อสรุป แล้วนำเสนอเรา ขณะที่ ChatGPT จากที่เคย ‘เพี้ยน’ ก็เรียนรู้จนคมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากมนุษย์
คำถามสำคัญนอกเหนือจากว่า ‘คน’ ยังมีคุณค่าอยู่แค่ไหน ก็คือ เด็กจบใหม่ที่อยู่ในการศึกษาโลกเก่า ต้องปรับตัวแบบไหนและปรับตัวแค่ไหน ทำอย่างไร เพื่อให้เด็กจบใหม่ยังคงมี ‘พื้นที่เริ่มต้น’ ในตลาดแรงงาน
ทำไม First Jobber ถึงลำบากกว่าที่คิด
ในอดีต ตำแหน่งเริ่มต้นจำนวนมาก คือพื้นที่ให้เด็กจบใหม่ได้ฝึกงานจริง เรียนรู้ระบบองค์กร ทำงานเอกสาร เด็กจบใหม่ถ้าทำตัวน่ารัก ก็จะเป็นที่รักของทุกคน หากทำผิดก็คือการเรียนรู้ หากทำถูกก็ทำให้อยู่ในโลกการทำงานได้ และหากตั้งใจทำงาน ก็ทำให้อนาคตการทำงานสดใส เติบโตขึ้นตามลำดับขั้นต่อไป
แต่ปัญหาคือ งานแบบนี้จำนวนไม่น้อยกำลังถูก AI แทนที่ ไม่ใช่แทนได้แบบสมบูรณ์ทั้งหมด แต่มากพอที่องค์กรจะตั้งคำถามว่า ยังจำเป็นต้องรับคนเพิ่มหรือไม่
งานที่เคยต้องใช้เด็กจบใหม่ 3 คน อาจเหลือคนมีประสบการณ์ 1 คน บวก AI อีกหลายตัว งานที่เคยต้องมีผู้ช่วยคอยสรุปเอกสาร อาจใช้ AI ช่วยอ่าน ย่อ จัดหมวดหมู่ และงานที่เคยต้องมีคนร่างอีเมล ทำพรีเซนเทชัน หาข้อมูลเบื้องต้น หรือทำรายงานประจำ อาจใช้ AI ทำร่างแรกได้ภายในไม่กี่นาที
AI ไม่เถียง ไม่เกี่ยงงาน เรียนรู้ระบบองค์กรได้ภายในเสี้ยววินาที AI ไม่มีอารมณ์ ไม่ป่วย ไม่ติดงาน และกำลังเรียนรู้ สร้างตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำหน้าที่ให้ครอบคลุมกว่าเดิม
ทั้งหมดคือความโหดร้ายของตลาดงานยุคใหม่ AI ไม่ได้แย่งเฉพาะงานของคนเก่งหรือมีประสบการณ์ แต่มันกำลังแย่ง ‘งานฝึกมือ’ ที่เด็กจบใหม่เคยใช้เป็นจุดเริ่มต้น
ปัญหาอีกชั้นหนึ่งคือ เมื่อตำแหน่งงานลดลง คนที่ถูกเลิกจ้างหรือมีประสบการณ์อยู่แล้ว ก็จะลงมาแข่งขันในตลาดเดียวกับเด็กจบใหม่
จากเดิม เด็กจบใหม่แข่งกับเด็กจบใหม่ด้วยกัน วันนี้ เด็กจบใหม่อาจต้องแข่งกับคนที่ทำงานมา 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี บริษัทจำนวนมากย่อมเลือกคนที่ทำงานได้ทันทีมากกว่าคนที่ต้องสอนใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน ต้นทุนสูง และองค์กรไม่อยากเสี่ยง
คำถามสำคัญที่ First Jobber ต้องตอบให้ได้คือ หากบริษัทรับเราเข้าไป เราทำอะไรให้เขาได้ทันที
Reskill-Upskill ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือเงื่อนไขของการอยู่รอด
คำว่า Reskill (การเรียนรู้ทักษะใหม่ที่อาจไม่ได้อยู่ในสาขาที่เรียนมา) และ Upskill (การเพิ่มความสามารถให้ลึกขึ้น คมขึ้น และใช้ได้จริงมากขึ้น) ถูกพูดกันจนเหมือนคำโฆษณา แต่สำหรับเด็กจบใหม่ คือเรื่องจริงมากขึ้นทุกวัน
สิ่งที่เด็กจบใหม่ยุคนี้ต้องตอบคำถามก็คือ จะเติมเต็มอะไรให้กับองค์กร และ ‘แก้ปัญหา’ ตอบโจทย์ Pain Point อะไรให้องค์กรได้บ้าง
หากเรียนการตลาด แค่รู้ทฤษฎีอาจไม่พอ แต่ต้องอ่านอินไซต์ผู้บริโภค ทำคอนเทนต์ ทดลองยิงแอด ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล และรู้ว่า AI ช่วยงานไหนได้บ้าง เรื่อยไปจนถึงการตัดคลิปเบื้องต้น และต้องมีประสบการณ์ในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ชัดเจนว่า ในโลกใหม่ไม่ได้ต้องการคนที่รู้เยอะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่นำความรู้ที่ได้ไปทำงานจริงได้ เรียนรู้ และปรับตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม
Portfolio สำคัญกว่าที่เคย
เด็กจบใหม่จำนวนมากยังคิดว่า พอร์ตโฟลิโอคือสิ่งที่ต้องทำตอนสมัครงานเท่านั้น แต่ในโลกความเป็นจริง พอร์ตโฟลิโอคือสิ่งที่ต้องเก็บเกี่ยวตลอดตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เพราะในวันที่ทุกคนมีปริญญาเหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้แตกต่างคือ หลักฐานว่าเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง
พอร์ตโฟลิโอที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ แต่อย่างน้อยคือสิ่งที่ตอบคำถามว่า เราคิดอะไร ทำอะไร แก้ปัญหาอะไร และเรียนรู้อะไร เป็นรายงานที่ไม่ใช่เพียงทำส่งอาจารย์ แต่คือการเอาไปใช้จริงต่อไป
ในโลกที่ทุกคนใช้ AI เขียนเรซูเมให้ดูดีและส่งต่อให้ใครก็ได้ สิ่งที่น่าเชื่อกว่าคำบรรยายตัวเองคือ ‘งานจริง’ ที่พิสูจน์ว่าเราทำได้
การฝึกงานไม่ใช่แค่เอาใบรับรอง แต่คือสนามจริง
อีกข้อที่สำคัญก็คือ เมื่อทุกคนจบการศึกษาใน ‘บล็อก’ เดียวกันหมด การฝึกงานยิ่งสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ใช่เพราะต้องมีชื่อบริษัทสวยๆ อยู่ในเรซูเม แต่เพราะการฝึกงาน คือโอกาสได้เห็นว่าโลกการทำงานจริงต่างจากห้องเรียนอย่างไร
เด็กจบใหม่ที่เคยฝึกงานจริงจะเข้าใจจังหวะงาน การสื่อสารในองค์กร แรงกดดัน และเข้าใจว่า ทำไมงานที่ดูง่ายจึงซับซ้อน และความรับผิดชอบในโลกความเป็นจริงนั้น มากกว่าโลกในรั้วมหาวิทยาลัยนัก
ที่สำคัญ การฝึกงานทำให้เริ่มมีคนที่เคยเห็นเราทำงานจริงว่าเป็นอย่างไร ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ นอกเหนือจากการทำงานคือ พฤติกรรมและเคมีว่าเข้ากับองค์กรได้ดีแค่ไหน
ในวันที่บริษัทลังเลว่าจะรับเด็กจบใหม่ดีไหม คำแนะนำจากคนที่เคยทำงานกับเราจริง อาจมีน้ำหนักมากกว่าข้อความสวยๆ ในเรซูเม
คอนเน็กชันและกิจกรรมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
เด็กจำนวนไม่น้อยถูกสอนให้เชื่อว่า แค่ตั้งใจเรียนก็พอแล้ว แต่ในโลกการทำงานจริง การเรียนอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป กิจกรรม ค่าย โปรเจกต์ ชมรม งานอาสา งานประกวด งานพาร์ตไทม์ หรือการทำโปรเจกต์เล็กๆ กับเพื่อน ล้วนเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ฝึกทักษะที่ห้องเรียนให้ไม่ได้เสมอไป
แต้มต่อในโลกของการทำงานจริงมีตั้งแต่ การสื่อสารกับคนหลากหลาย การรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานเป็นทีม การถูกปฏิเสธ การต่อรอง การรับฟีดแบ็ก ไปจนถึงการทำงานให้เสร็จแม้ไม่มีใครบังคับ
และที่สำคัญ ทำให้เรารู้จักคนในแวดวงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร นักธุรกิจใหญ่ ฝ่ายปฏิบัติการ ‘มดงาน’ คนสำคัญ ไปจนถึงผู้อยู่เบื้องหลังที่จะแนะนำเราต่อให้กับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ
ฉะนั้น คอนเน็กชันไม่ใช่การฝากงานแบบระบบเส้นสายเสมอไป แต่คือการมีคนรู้ว่า เราเป็นใคร ทำอะไรได้ น่าเชื่อถือแค่ไหน และมีความรับผิดชอบเพียงพอไหม
ใช้ชีวิตกับ AI ให้เป็น ไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น
สิ่งสำคัญมากกว่าใช้ AI เป็นไหม คือใช้ AI ทำอะไร
เพราะในโลกอันใกล้ เด็กจบใหม่ First Jobber ทุกคนจะเหมือนกันหมดคือ ใช้ AI เป็นทุกคน แต่คนที่ใช้ AI ได้ล้ำกว่า เรียนรู้เรื่อง AI ได้มากกว่า ตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเลือกข้อมูลเก่งกว่า ย่อมตัดสินใจได้
AI อาจทำงานเร็วกว่าเรา แต่เรายังต้องทำให้ตัวเองเป็นคนที่รู้ว่า งานแบบไหนควรให้ AI ทำ งานแบบไหนที่มนุษย์คิดได้ดีกว่า และงานแบบไหนต้องใช้ความเข้าใจชีวิตจริง
เตรียมใจรับความผิดหวัง และเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้า
ความจริงที่ต้องพูดตรงๆ คือ เด็กจบใหม่ยุคนี้อาจต้องเจอกับความผิดหวังมากกว่าคนรุ่นก่อน ส่งเรซูเมไปแล้วไม่มีใครตอบ สัมภาษณ์หลายรอบแล้วไม่ได้งาน เงินเดือนต่ำกว่าที่คิด งานแรกไม่ตรงสาย งานที่อยากทำไม่มีตำแหน่งว่าง หรือได้งานแล้วพบว่า โลกการทำงานไม่โรแมนติกอย่างที่เคยจินตนาการ
ทั้งหมดนี้เจ็บปวด แต่ไม่ใช่จุดจบ สิ่งสำคัญคือ อย่าวางชีวิตไว้บนแผนเดียว ถ้าอยากทำงานสายหนึ่ง ควรมีทักษะข้างเคียงที่พาไปอีกสายหนึ่งได้ ถ้าอยากเข้าบริษัทใหญ่ ควรมองบริษัทเล็ก สตาร์ทอัพ องค์กรไม่แสวงกำไร หรือฟรีแลนซ์เป็นทางเลือกด้วย
ถ้าอยากทำงานครีเอทีฟ ควรมีทักษะธุรกิจหรือข้อมูลติดตัว ถ้าอยากทำงานออฟฟิศ ควรมีทักษะดิจิทัลที่พิสูจน์ได้ ถ้าอยากทำงานตรงสายแต่ตลาดยังไม่เปิด ก็ควรมีงานระหว่างทางที่ทำให้เราไม่หยุดเติบโต
แผนสำรองไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการยอมรับว่าโลกจริงไม่แน่นอน และเราต้องมีทางเดินมากกว่าหนึ่งทาง
ทั้งหมดนี้ ความหวังของเด็กจบใหม่อาจอยู่ที่การเริ่มลงมือเร็วกว่าเดิม ฝึกทักษะมากกว่าเดิม สร้างพอร์ตโฟลิโอให้เป็นรูปธรรม ฝึกงานให้เจอโลกจริง รู้จักคนให้มากขึ้น ใช้ AI ให้ฉลาดกว่าแค่สั่งให้มันทำงานแทน และเตรียมใจว่า บางครั้งโลกก็อาจไม่ได้เข้าข้างเรา
โลกของ First Jobber อาจโหดร้ายขึ้นจริง แต่คนที่มีความสามารถยังมีที่ยืน และคนนั้นคือ คนที่เรียนรู้เร็วพอที่จะเปลี่ยนตัวเอง ในเวลาเดียวกับที่โลกหมุนไปไกลเกินจะตามทัน