โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เช้านี้ ค่าเงินบาท แข็งค่า เปิด 32.77 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 มิถุนายน 2569 เวลา 15.40 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์

12 มิ.ย. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนสูง (แกว่งตัวในกรอบ 32.84-32.99 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่นาน หลังผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้โพสขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก และจะเข้ายึดเกาะ Kharg รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอื่นๆ ของอิหร่าน ไม่ต่างกับที่สหรัฐฯ ทำกับเวเนซุเอลา ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวรับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์

หลังประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาประกาศยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาคลายความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและกลับมามีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง

นอกจากนี้ รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ออกมาผสมผสาน โดย PPI +6.5%y/y สูงกว่าคาดเล็กน้อย ทว่า Core PPI ที่ไม่รวมผลของหมวดอาหาร พลังงานและการขนส่ง +4.9%y/y ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ +5.4% พอควร

ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 75% หนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ (ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) การรีบาวด์ขึ้นแรงของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงหนัก โดยทั้งราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ได้ปรับตัวต่ำกว่าระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB)

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย FED จากทั้งปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งอาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ในช่วงนี้ และอาจจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้ในโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (ซึ่งเป็นโซนที่ผู้เล่นในตลาดต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ หรือปรับสถานะ ขายทำกำไรสถานะ Short THB พอสมควร) จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งเรามองว่า ไฮไลท์สำคัญในช่วงนี้ จะอยู่ที่ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED และ BOJ นอกเหนือจากปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญเดิม

ทั้งนี้ หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีพัฒนาการที่ดีขึ้น จนถึงขั้นมีการกำหนดแผนการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นต่อได้ จนสามารถทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งยังคงมีความเป็นไปได้อยู่ แม้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ก็ตาม (หากประเมินจากความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมพลังงานของอิหร่านอาจเสียหายถาวร จากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ เรามองว่า เร็วสุดจะเป็นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม และช้าสุดในช่วงกลางเดือนตุลาคม)

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น เหมือนในช่วงก่อนหน้า แต่ไม่ถึงขั้นที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ขู่ล่าสุด ว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรง และมีการยึดโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้ โจมตีถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบรรดาประเทศในตะวันออกกลาง จากฝั่งอิหร่านได้

เรามองว่าในกรณีดังกล่าว เงินบาทอาจอ่อนค่าลงบ้าง แต่อาจติดโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยการอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้นั้น จะต้องเห็นสถานการณ์การสู้รบที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในระยะสั้น หลังเกิดการสู้รบที่รุนแรงขึ้น

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.95 บาท/ดอลลาร์

มุมมองตลาดอื่น ๆ

บรรยากาศในฝั่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังประธานาธิบดี Donald Trump ได้ประกาศยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน หลังจากขู่โจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้บรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ต่างรีบาวด์สูงขึ้น อาทิ Micron +11.7%, Intel +9.3%, Nvidia +2.2% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.75% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้นแรง +2.54%

ทางฝั่ง ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.54% แม้จะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ขู่โจมตีอิหร่านอย่างรุนแรง

ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุน จากการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +4.6% รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น Shell +1.0% ตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ในช่วงตลาดกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปไม่ได้เผชิญแรงกดดันมากนัก หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) ตามคาด

ในส่วน ตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลงสู่ระดับ 4.47% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ที่ออกมาผสมผสาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ

โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น ยังคงสอดคล้องกับ มุมมองของเราที่ยังคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.50% ทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50%

เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (หรืออาจล่าช้ากว่าคาดบ้าง แต่ไม่เกินไตรมาส 3) และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

ทางด้าน ตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางทันทีที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน ที่ได้ขู่ก่อนหน้า กอปรกับ รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.7 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6 -100.3 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) สามารถรีบาวด์สูงขึ้นต่อเนื่อง เข้าใกล้โซน 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากมีจังหวะปรับตัวลงจนหลุดโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้

ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมิถุนายน ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลาง (Inflation Expectations) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ ผ่านรายงานข้อมูลภาคอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนเมษายน เช่นเดียวกันกับฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจมีสัญญาณที่ดีขึ้น ทว่าความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงยังคงสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีท่าที “Cautiously Optimistic” ไม่ต่างจากช่วงก่อนหน้าที่สถานการณ์จะกลับมาร้อนแรงขึ้นในช่วงไม่นานนี้

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...