โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บทความ : เมื่อความปลอดภัยสำคัญกว่าความสะดวก บทเรียนจากสิงคโปร์ที่อุตสาหกรรมการเงินทั่วโลกกำลังเรียนรู้

สยามรัฐ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริการทางการเงินอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินแบบเรียลไทม์ การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ การเปิดบัญชีออนไลน์ หรือการยืนยันตัวตนผ่านระบบดิจิทัล ทุกอย่างถูกออกแบบให้ "เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และสะดวกขึ้น" แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาชญากรรมทางการเงินก็พัฒนาเร็วไม่แพ้กัน

ทุกวันนี้ มิจฉาชีพไม่ได้อาศัยเพียงการสุ่มโทรศัพท์หรือส่งข้อความหลอกลวงอีกต่อไป แต่เริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ เพื่อสร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ เจาะจงตัวบุคคล และเพิ่มโอกาสในการหลอกลวงได้อย่างแนบเนียน ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังทำให้หลายประเทศ รวมถึงองค์กรด้านการเงินทั่วโลก หันกลับมาทบทวนคำถามสำคัญว่า "ความสะดวก" เพียงอย่างเดียว ยังเพียงพอหรือไม่ หากต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือแนวทางการรับมือของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากผู้กำหนดนโยบายและผู้ให้บริการทางการเงินในหลายประเทศ เพราะสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นความรวดเร็ว ไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น ให้กับระบบการเงินดิจิทัลในระยะยาว

เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ

แนวโน้มที่หลายประเทศกำลังจับตา คือการที่มิจฉาชีพนำ AI มาช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ เว็บไซต์ หรือข้อมูลที่เปิดเผยสู่สาธารณะ เพื่อนำมาสร้างบทสนทนา ข้อความ หรือสถานการณ์ที่ตรงกับพฤติกรรมของเหยื่อแต่ละราย ยิ่งข้อมูลมีมาก การหลอกลวงก็ยิ่งแนบเนียน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการป้องกันภัยไซเบอร์ในปัจจุบัน ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งระบบ การออกแบบบริการ และการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้บริโภคควบคู่กันไป

ความเชื่อมั่น…กำลังมีค่ามากกว่าความรวดเร็ว

ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการจำนวนมากแข่งขันกันทำให้การทำธุรกรรมง่ายที่สุด แต่สิงคโปร์กำลังเสนออีกมุมหนึ่งว่า สิ่งที่สำคัญกว่าความเร็ว คือ ความเชื่อมั่น (Trust) เพราะหากระบบทำธุรกรรมรวดเร็ว แต่ผู้ใช้งานไม่มั่นใจว่าทรัพย์สินและข้อมูลของตนจะปลอดภัย ความสะดวกนั้นก็อาจไม่มีความหมาย แนวคิดดังกล่าวจึงกำลังกลายเป็นทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมการเงินทั่วโลก นั่นคือการสร้างสมดุลระหว่างความสะดวก (Convenience) และความปลอดภัย (Security) ให้เดินไปพร้อมกัน

เพิ่มขั้นตอน…เพื่อป้องกันความเสียหายที่ใหญ่กว่า

อีกแนวคิดที่น่าสนใจ คือ Positive Friction แม้คำว่า Friction จะหมายถึงความฝืด หรือขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น แต่ในบริบทของความปลอดภัย กลับหมายถึงการเพิ่มขั้นตอนเฉพาะในธุรกรรมที่ระบบประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง ตัวอย่างมาตรการที่หลายประเทศเริ่มนำมาใช้ ได้แก่ เพิ่มการยืนยันตัวตนเมื่อพบความผิดปกติ / หน่วงเวลาการโอนเงินในบางธุรกรรมที่มีความเสี่ยง / หน่วงเวลาการเชื่อมต่อกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) / ใช้ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ก่อนอนุมัติธุรกรรม แม้ผู้ใช้งานอาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่นาที แต่หากช่วยป้องกันการสูญเสียเงินทั้งบัญชี ขั้นตอนเหล่านั้นก็อาจเป็นเวลาที่คุ้มค่าที่สุด

ความปลอดภัยต้องถูกออกแบบตั้งแต่วันแรก

อีกหลักคิดที่หลายองค์กรการเงินทั่วโลกให้ความสำคัญ คือ Security by Design หรือการออกแบบบริการโดยให้ความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยเพิ่มมาตรการป้องกันภายหลัง แนวทางนี้ช่วยให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการในระยะยาว

ในฐานะผู้ให้บริการทางการเงิน “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ติดตามพัฒนาการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เทคโนโลยีการป้องกันการฉ้อโกง และแนวโน้มภัยคุกคามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้จากกรณีศึกษาของประเทศต่างๆ จะช่วยให้อุตสาหกรรมการเงินสามารถพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสะดวกและความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น เพื่อแบ่งปันแนวโน้มที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมการเงินโลก และชวนให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในด้านการดำเนินงาน เคทีซีให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารความเสี่ยง การติดตามธุรกรรมที่อาจมีความผิดปกติ การปกป้องข้อมูลของสมาชิกตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสื่อสารและเผยแพร่ความรู้ด้านความปลอดภัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมาชิกสามารถใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น เพราะในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่มีระบบใดปลอดภัยได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากผู้ใช้งานขาดความรู้และความระมัดระวัง

ความเชื่อมั่น คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล

ในอดีต ความได้เปรียบของผู้ให้บริการอาจวัดจากความเร็วในการทำธุรกรรม แต่ในอนาคต ความได้เปรียบอาจวัดจากความสามารถในการสร้าง ความไว้วางใจ (Trust) ให้กับผู้บริโภค เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้น และ AI ถูกนำมาใช้ทั้งในทางสร้างสรรค์และทางที่ผิด การลงทุนด้านความปลอดภัยจึงไม่ใช่เพียงต้นทุนขององค์กร แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

บทเรียนจากสิงคโปร์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของมาตรการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ แต่เป็นสัญญาณว่าการเงินยุคใหม่จะไม่ได้แข่งขันกันที่ "ใครทำได้เร็วที่สุด" หากแต่แข่งขันกันที่ "ใครสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้บริการได้มากที่สุด" และนั่นคือทิศทางที่อุตสาหกรรมการเงินทั่วโลก รวมถึงเคทีซียังคงติดตาม เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลของคนไทยเป็นทั้ง สะดวก ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ มากยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...