โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นนิคมไทยศักยภาพพร้อม กองทุน-ต่างชาติเพิ่มน้ำหนัก

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

จับตาตัวเลข “ค่าบริการสาธารณูปโภค” ของหุ้นนิคมอุตสาหกรรม คาดต่อไปคือตัวชี้วัดรายได้-กำไร ไม่น้อยหน้ายอดขายที่ดิน หลังทุนใหญ่ต่างประเทศ แห่มาตั้ง Data Center ในไทย ด้วยศักยภาพและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของนิคมและของประเทศที่เอื้ออำนวย หนุน AMATA WHA โดดเด่น ขณะที่ ROJANA และ PIN ก็ไม่น้อยหน้า ทำให้กองทุนและนักลงทุนต่างชาติหันมาเพิ่มน้ำหนัก จนน่าลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนระยะยาว

กระดานหุ้นนิคมอุตสาหกรรมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่วิ่งขึ้นตามแรงเก็งกำไร แต่มันคือการเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ที่กำลังไหลเข้าสู่จุดยุทธศาสตร์ที่ไม่มีใครเปลี่ยนได้ ข่าวการได้รับรางวัลใหญ่ของ บมจ.ดับลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ถูกซ่อนอยู่หลังรางวัลนั้นคือโครงสร้างงบการเงินและศักยภาพการทำกำไรที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม พบว่า การลงทุนในหุ้นนิคมอุตสาหกรรมปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะเข้าลงทุนกับหุ้นที่เห็นว่าราคามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้วยเพราะกลัวไม่ทันกระแส หรือกลัวตกรถ จึงทำให้หุ้นนิคมฯ ทั้งกลุ่ม ขึ้นยกแผงอย่างไม่สมจริง แต่ในความจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเพราะทุกบริษัทมีพื้นฐานทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมเท่ากันหมด แต่มันคือการ "แห่ตามกระแส" (Sector Rally) ของตลาดทุนที่มองข้ามความจริงไปว่า "ใครคือผู้ชนะตัวจริงที่มีระบบสาธารณูปโภคพร้อมรับงาน Data Center ระดับโลก"

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันตั้งแต่ตอนนี้คือ สำหรับหุ้นนิคมอุตสาหกรรมของไทยนั้น กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างอุตสาหกรรม (Structural Pivot) ที่นิคมฯ ไม่ได้ขายแค่ที่ดินเปล่าอีกต่อไป แต่นี่คือการเปลี่ยนผ่านสู่ "Digital Infrastructure" ของภูมิภาค

ดังนั้น จึงทำให้การที่ P/E Ratio ของหุ้นกลุ่มนี้ถูกปรับตัวขึ้นไม่ใช่เรื่องของฟองสบู่ แต่คือการที่ตลาดเริ่มตระหนักว่า "กำไรจากบริการ" (Recurring Revenue) จากการขายไฟฟ้าและน้ำกำลังจะมาแทนที่กำไรจากการขายที่ดินที่เคยผันผวน จนทำให้ตอนนี้เริ่มมีการประเมินว่าหากมองข้ามช็อตไปอีก 3 ปีต่อจากนี้ สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญต่องบการเงินของหุ้นนิคมอุตสาหกรรม นอกจากตัวเลขยอดขายที่ดินในรายงานประจำปีแล้ว ตัวเลขกระแสเงินสดจากค่าบริการสาธารณูปโภคที่ Data Center ยักษ์ใหญ่ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของนิคมฯ ทุกเดือน ถือเป็นขุมทรัพย์ที่น่าสนใจ

นั่นเพราะการลงทุนในหุ้นนิคมฯ วันนี้ ไม่ใช่เกมเก็งกำไรระยะสั้น แต่มันคือการสะสม "สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" ที่จะสร้างกระแสเงินสดให้ในระยะยาว

ลงทุนรองรับData Centerสำคัญเพียงใด

ในสมรภูมิที่หลายบริษัทอ้างว่าเป็น "ผู้รับงาน Data Center"นั้น ความจริงการพิจารณาแค่ทำเลที่ตั้งหรือชื่อเสียงของบริษัทนั้นไม่เพียงพอ นักลงทุนต้องตั้งคำถามว่านิคมฯ เหล่านั้นมีสเปคไฟฟ้าแบบ Tier-4 จริงหรือไม่? มีระบบหล่อเย็นแบบปิด (Closed-loop) ที่หมุนเวียนน้ำได้ 100% หรือไม่? หรือเป็นเพียงการนำเสนอพื้นที่ขายแบบดิบๆ ที่สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งเมื่อลูกค้าไฮเทคเข้ามาใช้งานแล้วพบว่าสาธารณูปโภคไม่เสถียรจนเกิดปัญหาตามมาในอนาคต

ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า บริษัทนิคมฯ ต่างทุ่มงบมหาศาลไปกับระบบไฟฟ้าและน้ำ ไม่ใช่เพื่อความสวยงามในงบกำไรขาดทุน แต่คือการสร้าง "คูเมืองทางธุรกิจ" (Economic Moat) ที่บริษัทนิคมฯตระหนักถึง ขณะที่นิคมฯ ในประเทศเพื่อนบ้านไม่มีวันไล่ตามทันในระยะสั้น และเป็นตัวช่วยสร้าง Margin ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดประมาณ 50% ขณะที่นิคมฯ ทั่วไปทำได้เพียงแค่ 20-30% เท่านั้น

ปัจจุบัน หุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ละรายถือครองขุมทรัพย์ในโซนยุทธศาสตร์ที่ต่างกัน ทั้งโซน EEC ที่เป็นสมรภูมิเดือดแย่งชิงที่ดินใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง หรือโซนอยุธยาและปราจีนบุรีที่เป็นฐานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

สำหรับสิ่งที่พอช่วยเพิ่มข้อมูลสำหรับตัดสินใจได้ดีของนักลงทุน นั่นคือ ต้องดูที่เม็ดเงินลงทุนในระบบสาธารณูปโภค (Infrastructure CAPEX) ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาว่าบริษัทไหนเพียงแค่ถมที่ดินแล้วรอขายโดยไม่มีการลงทุนด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและน้ำระดับสูง นั้นถือว่าสอบตก เพราะโจทย์สำคัญของ Data Center ยุค 2026 คือมาตรฐานที่ผู้ประกอบการระดับโลกต้องการนั้นไม่ใช่แค่ "มีพื้นที่" แต่คือ "เสถียรภาพระดับ Tier-4" ซึ่งนิคมฯ ทั่วไปไม่มีให้

กองทุน-ต่างชาติเพิ่มน้ำหนักหุ้นนิคมฯ

มีรายงานว่า ปัจจุบันกองทุนระดับสถาบันกำลังกวาดซื้อหุ้นนิคมฯเหล่านี้เข้าพอร์ต เพราะมองว่านี่คือ "ทางรอด" ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมสู่ศูนย์กลาง Data Center และฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่คืองบลงทุนจริง (CAPEX) ที่จะทยอยไหลเข้าไทยในทุกไตรมาส

จึงทำให้เกิดคำถามว่า “ทำไมหุ้นกลุ่มนิคมฯ ถึงกลายเป็นพระเอกในสายตาต่างชาติ?” โดยคำตอบคือ "ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยของซัพพลายเชนโลก" (China+1 Strategy) ที่บีบให้ทุนข้ามชาติต้องย้ายฐานการผลิตออกมา และประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่คือ "จุดยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุด" ทั้งในด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและการมีพันธมิตรที่เข้าใจการปรับตัวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล

ส่องหุ้นนิคมฯในตลาดหุ้นไทย

เริ่มที่ บมจ.ดับลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ผู้นำระบบนิเวศพลังงานอัจฉริยะ (The Smart Grid Leader) โดยในด้านพลังงาน WHA ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนผ่าน WHAUP เพื่อสร้างระบบ Solar Rooftop และ Solar Floating ขนาดใหญ่รวมถึงการใช้ AI ในการบริหารจัดการพลังงาน (Smart Grid) ข้อมูลเชิงลึกจากรายงานประจำปีที่ผ่านมา ยืนยันว่านิคมฯ อย่าง WHA Rayong 36 รองรับการจ่ายไฟที่มีเสถียรภาพสูงระดับ Tier-3/4 ด้วยระบบที่เชื่อมต่อกับสถานีไฟฟ้าหลัก 2 จุดแบบ Redundancy เพื่อให้มั่นใจว่าหากสายส่งหลักจากรัฐดับ ระบบจะสลับไฟภายในนิคมฯ มาแทนที่ได้ในระดับมิลลิวินาที นอกจากนี้การถมที่ดินด้วยวิธี Deep Soil Mixing ยังเป็นการลงทุนเพื่อรองรับน้ำหนักตู้ Server มหาศาลที่หนักกว่าโรงงานปกติถึง 2.5 เท่า ไม่เกิดการทรุดตัวที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ถัดมา บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชั่น (AMATA) ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการนิคมอุตสาหกรรมที่เน้นความมั่นคงเชิงวิศวกรรม (The Engineering Titan) ด้วยเพราะบริษัทใช้จุดแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำเป็นอาวุธสำคัญ ผ่านการทุ่มงบกว่า 2,000 ล้านบาทในการสร้างอ่างเก็บน้ำ (Amata Reservoir) เพิ่มเติม เพื่อให้มีความจุรวมศักยภาพกว่า 30 ล้านลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่านี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ AMATA สามารถการันตีว่าลูกค้า Data Center จะไม่มีวันขาดน้ำในการระบายความร้อนแม้ในฤดูแล้งจัด ในส่วนของพลังงาน AMATA อาศัยการร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ระดับประเทศอย่าง Gulf และ B.Grimm ในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าแบบ SPP ที่มีความจุรวมกว่า 700 เมกะวัตต์กระจายตัวอยู่ในนิคมฯ ทำให้ AMATA มีความพร้อมทางพลังงานสูงกว่านิคมฯ ขนาดเล็กทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีการออกแบบพื้นที่ด้วย Low Vibration Control Foundation ที่รองรับแรงสั่นสะเทือนต่ำพิเศษ ยังเป็นการเสริมเกราะป้องกันอุปกรณ์ IT อ่อนไหวของลูกค้า

ขณะเดียวกัน บมจ. สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJANA) ด้วยเพราะบริษัทมีความโดดเด่นด้านพลังงานไฟฟ้า (The Power Specialist) กล่าวคือแทบเรียกได้ว่า ROJNA นั้นเป็น "บริษัทโรงไฟฟ้าที่มีนิคมฯ เป็นของแถม" โดยมีโรงไฟฟ้าของตัวเอง 3 แห่งรวมกว่า 400 เมกะวัตต์ (อ้างอิงข้อมูลสารสนเทศตลาดหลักทรัพย์ฯ) ซึ่งทำให้ ROJNA สามารถจ่ายไฟแบบ Dedicated Line ให้กับลูกค้าในนิคมฯ โดยตรงโดยไม่ผ่านการแย่งโหลดกับ Grid รัฐบาลในพื้นที่เสี่ยง นี่คือหัวใจสำคัญในการควบคุมค่า Harmonic Distortion ให้มีค่าต่ำที่สุด ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพการทำงานของเครื่อง Server แบบ 99.999% นอกจากนี้ข้อมูลการลงทุนช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมายังแสดงให้เห็นว่า ROJNA ทุ่มงบมหาศาลกับระบบเขื่อนกั้นน้ำและเขื่อนป้องกันน้ำท่วมรอบนิคมฯ ในพื้นที่อยุธยาและปราจีนบุรี ซึ่งเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่นิคมฯ ทั่วไปไม่มีความพร้อมจะลงทุน

อีกบริษัทที่น่าสนใจคือ บมจ. ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค (PIN) แม้ PIN จะไม่ได้เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า แต่มีรายงานว่าบริษัทได้ลงทุนหนักในด้าน Digital Connectivity โดยมีการวางระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงแบบ High-Capacity Feeder เชื่อมตรงเข้าสู่พื้นที่เช่าสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ พร้อมกับการวางระบบ Fiber Optic ใต้ดินแบบ 3 เส้นทางสำรอง (Triple Redundancy)

โดยมีข้อมูลจากเอกสารนำเสนอข้อมูลนักลงทุน (Q1/2026) ระบุถึงการลงทุนด้วยวิธี Surcharge Preloading ในการอัดดินแน่นล่วงหน้านานถึง 12 เดือน เพื่อรับประกันความหนาแน่นของพื้นดินสำหรับการสร้างฐานรากที่มั่นคง สิ่งนี้ยืนยันว่า PIN เน้นการทำระบบจัดการที่ดินที่รองรับลูกค้าเฉพาะทาง (Specialized Zoning) ทำให้การก่อสร้างโรงงานไฮเทคของลูกค้าทำได้รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ทั้งนี้จากการลงทุนของหุ้นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหล่านี้ ทำให้เชื่อว่าการที่บริษัทกลุ่มนี้จะสามารถทำ Margin ในระดับ 40-55% เมื่อเทียบกับนิคมฯ ทั่วไปที่ทำได้เพียง 20-30% ไม่ใช่เรื่องโชคดี แต่เป็นผลลัพธ์จากการลงทุนใน "อาวุธทางวิศวกรรม" ที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ง่ายๆ นั่นทำให้นี่คือข้อพิสูจน์ว่าราคาที่ดินที่สูงกว่าในพื้นที่ทั่วไป คือราคาของ "ความมั่นคง" ที่ Data Center ยอมจ่ายแลกกับการที่ธุรกิจของเขาจะไม่มีวันสะดุด

ส่องผลงานหุ้นนิคมฯในกระดานหุ้นไทย

การจะบอกว่านิคมฯ ไหน "มีของ" ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก แต่เป็นเรื่องของตัวเลขที่โกหกไม่ได้ โดยงบ Q1/2569 คือสิ่งที่ช่วยพิสูจน์ว่าใครที่เร่งเครื่องได้จริง โดยในในไตรมาส 1/69 WHA โชว์กำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นอย่างน่าจับตา โดยรายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภคและไฟฟ้าผ่าน WHAUP ทำรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 850 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เพิ่มขึ้น 18% แม้จะมีการลงทุน CAPEX หนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา แต่สัดส่วนรายได้ Recurring Income ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 32% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 28% ใน Q4/68 (QoQ) ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่า WHA ไม่ได้โตแค่จากยอดขายที่ดิน แต่โตจาก "ฐานลูกค้าเดิม" ที่ใช้ไฟและน้ำมากขึ้นอย่างชัดเจน นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าโมเดล Smart Grid ของบริษัทกำลังสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ถัดมาคือ ROJNA รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าซึ่งเป็น Recurring Income หลักใน Q1/69 อยู่ที่ 3,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 420 ล้านบาท หรือ 15% จาก Q1/68 (YoY) และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบจาก Q4/68 (QoQ) โดยความโดดเด่นคือค่าความสามารถในการทำกำไร (Operating Margin) ในส่วนธุรกิจไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 22% จาก 19% ในปีที่แล้ว เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ทำได้ดีขึ้น ตัวเลขนี้พิสูจน์ว่า ROJNA ไม่ได้เติบโตจากแค่ยอดขายที่ดินที่ผันผวน แต่ฐานกำไรจากโรงไฟฟ้าในเครือ 3 แห่งกำลังสร้าง "กำไรพื้นฐาน" ที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือสิ่งที่นักลงทุนสายเน้นมูลค่า (Value Investor) ต้องการเห็น

ขณะที่ AMATA ทำรายได้จากบริการสาธารณูปโภคใน Q1/69 ได้ที่ 1,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% (YoY) และ 3% (QoQ) ซึ่งกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในส่วนนี้พุ่งแตะระดับ 48% เพิ่มขึ้นจาก 45% ในไตรมาสก่อนหน้า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า "ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ" (Water Efficiency) ของ AMATA สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ PIN แม้จะเป็นนิคมฯ ขนาดเล็กกว่า แต่ทำอัตราการเติบโตของรายได้จากบริการได้โดดเด่นถึง 25% (YoY) จากฐานรายได้เดิม โดยเพิ่มขึ้นจาก 300 ล้านบาทใน Q1/68 เป็น 375 ล้านบาทใน Q1/69 ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติม คือการที่ตัวเลข Margin ของทั้ง 4 รายขยับขึ้นทุกบริษัทเมื่อเทียบกับ Q4/68 สิ่งเหล่านี้ช่วยยืนยันสมมติฐานที่ว่าพวกนี้คือ "นิคมฯ ที่มีสเปคสูง" และกำลังกินส่วนแบ่งทางการตลาดของนิคมฯ ทั่วไป เพราะสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบริการที่สูงขึ้นจากลูกค้า Data Center ได้ นี่คือจุดตัดสินที่ทำให้นักลงทุนต้องยอมรับว่า การลงทุนในนิคมฯ ยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่ราคาหุ้นถูกหรือแพง แต่ถูกตัดสินด้วย "ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนสาธารณูปโภคให้กลายเป็นกำไร" ที่เติบโตไม่ต่ำกว่า 10-20% ต่อปี

Data Center ไหนเข้าไทยมากน้อยเพียงใด

การเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็น "ความจริงที่กำลังเกิดขึ้น" ข้อมูลจากการรวบรวมสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในช่วงปี 2568-2569 ยืนยันถึงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 4.5 แสนล้านบาท ในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งถือเป็นตัวเลขทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 4 แห่ง คือ WHA, AMATA, ROJNA และ PIN คือพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักที่ผู้ประกอบการต่างประเทศปักหมุด

เริ่มที่ AMATA ข้อมูลที่ชัดเจนจากรายงานการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อช่วงไตรมาสที่ 1/69ระบุว่า AMATA กำลังเป็น "เนื้อหอม" ที่สุดในกลุ่ม โดยในช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายที่ดิน (Land Sale) กับกลุ่ม Data Center ไปแล้วถึง 120 ไร่ ซึ่งรวมถึงดีลกับ NTT Global Data Centers BKK5 และ THA Asset Co 1 (บริษัทในเครือ Digital Decarbonization Solutions Platform) และที่สำคัญคือ ข้อมูลจากผู้บริหารยืนยันว่าปัจจุบัน AMATA กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา (In talks) กับผู้ประกอบการ Data Center อีก 5 ราย ซึ่งคาดว่าจะมีการซื้อขายที่ดินรวมกันสูงถึง 1,000 ไร่ ในปี 2026 นี้

ถัดมาคือ WHA โดยผู้บริหารของบริษัท เปิดเผยว่าบริษัทกำลังเร่งปิดดีลกับกลุ่ม Data Center ยักษ์ใหญ่หลายโครงการ โดยเน้นกลยุทธ์การขายที่ดินที่มาพร้อมกับ "ระบบนิเวศพลังงานสะอาด" ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ แม้จะไม่มีการเปิดเผยชื่อลูกค้าในทันทีเนื่องจากข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) แต่ความเคลื่อนไหวในการรับรู้รายได้จากธุรกิจ Digital & Power ในไตรมาส 1/69 ที่โต 18% เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีลูกค้ากลุ่มไฮเทคเริ่มใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทจริงแล้ว

ขณะที่ ROJNA ระบุว่า บริษัทใช้ความได้เปรียบของการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า 3 แห่งรวมกว่า 400 MW เป็นจุดขายสำคัญสำหรับ Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าที่เสถียรระดับสูงสุด โดยมีข่าวว่าบริษัทกำลังเจรจากับผู้ประกอบการ Data Center รายใหญ่จากจีนและสหรัฐฯ ซึ่งต้องการพื้นที่ในนิคมฯ ปราจีนบุรีและอยุธยาเนื่องจากโครงสร้างดินที่มั่นคงและความเสี่ยงต่อภัยพิบัติต่ำที่สุดในโซน EEC ซึ่งดีลเหล่านี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นความชัดเจนในครึ่งปีหลังนี้

ส่วน PIN มีรายงานว่า ในไตรมาส 1/69 บริษัทมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ PIN 6 ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ Data Center โดยตรง แม้กระแสข่าวจะยังไม่เปิดเผยชื่อรายใหญ่แบบรายต่อรายเท่ากับ AMATA แต่ PIN ได้แสดงตัวเลขการเติบโตของรายได้จากบริการที่สูงถึง 25% (YoY) ซึ่งสะท้อนว่ามีลูกค้ากลุ่มเทคโนโลยีเข้ามาใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Fiber Optic & Power Feeder) อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การลงทุนของ Hyperscalers อย่าง Google, AWS, Microsoft และล่าสุดอย่าง TikTok (ByteDance) ที่ประกาศแผนลงทุนเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ในไทยคือหลักฐานยืนยันว่าหุ้นนิคมฯ ทั้ง 4 ตัวนี้ คือ "ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง" จากการเป็นฮับดิจิทัลของภูมิภาค ซึ่งการที่นักลงทุนเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" ของวัฏจักรการเติบโตระยะยาว และหากดูจากตัวเลข Backlog ที่แข็งแกร่งกว่า 2.1 หมื่นล้านบาทของ AMATA และยอดการขอส่งเสริมลงทุนจาก BOI ที่ทะลุ 1.87 ล้านล้านบาท ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า นิคมฯ เหล่านี้น่าเล่นจริงด้วยปัจจัยพื้นฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่กระแสลอยลม

ทิศทางหุ้นนิคมฯในอนาคต

การวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนิคมฯ ทั้ง 4 แห่ง ณ เดือนมิถุนายน 2569 แสดงให้เห็นถึง "ความต่าง" ในเชิงกลยุทธ์ที่นักลงทุนต้องแยกให้ออกระหว่างหุ้นที่เติบโตจากกระแส กับหุ้นที่เติบโตจากศักยภาพที่แท้จริง โดยเริ่มที่ AMATA เพราะแนวโน้มธุรกิจมีทิศทาง "เชิงบวก" อย่างโดดเด่น จากเป้ายอดขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนหลักจากลูกค้า Data Center ทั้งในไทยและเวียดนาม

ขณะที่งบการเงิน Q1/2569 ที่ผ่านมาโชว์กำไรสุทธิ 1,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.25% (YoY) พร้อมอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่พุ่งสูงถึง 57.39% สะท้อนว่าลูกค้า Data Center ยอมจ่าย "พรีเมียม" ในการซื้อที่ดินสูงกว่าโรงงานปกติ โดยราคาเหมาะสมตามบทวิเคราะห์ของ CGSI ปรับขึ้นสู่ระดับ 30.00 บาท และให้คำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากมี Backlog ในมือกว่า 2.1 หมื่นล้านบาทที่รองรับการรับรู้รายได้ตลอดทั้งปี

ด้าน WHA ปัจจุบันทิศทางธุรกิจเน้นการลงทุนเชิงรุกใน Smart Grid และพลังงานสะอาดตามแผน 5 ปี (2568-2572) ที่เตรียมงบลงทุนรวมกว่า 119,000 ล้านบาท โดย WHA คือผู้นำด้าน Recurring Income ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มจากการบริหารจัดการนิคมฯ แบบนิเวศอุตสาหกรรม อีกทั้งมีความแข็งแกร่งของกระแสการลงทุนที่ยังต่อเนื่อง โดย WHA เป็นหุ้นที่ได้เปรียบในแง่ของความหลากหลายทางรายได้จากการบริหารกองทรัสต์ WHART ซึ่งช่วยให้บริษัทมีสภาพคล่องสูง ราคาเหมาะสมที่ส่วนใหญ่เชื่อจะเกิดขึ้น โดยมีราคาเหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 5.50-6.00 บาท และเน้นลงทุนระยะยาวจากความพร้อมของฐานที่ดินใน EEC

ส่วน ROJNA "ความมั่นคงทางพลังงาน" จากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า SPP ในเครือ ทำให้สามารถส่งมอบไฟฟ้าคุณภาพสูง (Low Harmonic) ให้กลุ่ม Data Center ได้โดยตรงโดยไม่มีความเสี่ยงจากระบบส่งของรัฐ แม้จะไม่มีการเปิดเผยชื่อลูกค้าแบบรายตัวเท่ากับ AMATA แต่แนวโน้มธุรกิจในปี 2569 จะได้รับอานิสงส์เต็มที่จากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในเขตปราจีนบุรีและอยุธยา โดยราคาเหมาะสมอยู่ในระดับที่สะท้อนมูลค่าธุรกิจไฟฟ้าที่มั่นคง แนะนำให้จับตามองการเซ็นสัญญา PPA เพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะจะเป็นตัวเร่งกำไรที่สำคัญ

สำหรับ PIN แม้จะเป็นหุ้นนิคมฯ ขนาดเล็กที่ทำรายได้จากบริการโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม (โต 25% YoY ใน Q1/2569) เน้นลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคและ Data Center ในพื้นที่ชลบุรีและระยอง จุดแข็งคือการบริหารจัดการโซนโรงงานที่ทันสมัยและระยะทางที่ใกล้จุดเชื่อมต่อมอเตอร์เวย์และระบบราง ส่วนทิศทางธุรกิจในปี 2569 เน้นการขยายพื้นที่ PIN 6 เพื่อรองรับความต้องการที่ล้นทะลักจากพื้นที่ชลบุรี ราคาเหมาะสมเริ่มปรับตัวขึ้นตาม Backlog ที่รอการโอนกรรมสิทธิ์ โดยเป็นหุ้นที่มีความผันผวนสูงกว่ากลุ่มใหญ่แต่มีอัตราการเติบโตของรายได้ต่อปีที่น่าสนใจมาก

มีรายงานว่า เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยจะเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปีไปจนถึงปี 2573 โดยมีโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่เช่น TikTok System (8.4 แสนล้านบาท), Global Switch และ Evolution Data Center เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อน ดังนั้น หุ้นนิคมฯ ทั้ง 4 ตัวนี้จึงเปรียบเสมือน "ผู้ถือครองที่ดินทำเลทอง" ที่ไม่ใช่แค่ขายที่จบไป แต่กำลังเก็บเกี่ยวรายได้จากค่าบริการสาธารณูปโภคไปอีกหลายสิบปี นักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มี Backlog สูงและมีฐานลูกค้ากลุ่ม Digital Infrastructure ชัดเจนเป็นหลัก

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...