‘ผู้เชี่ยวชาญ’วิเคราะห์เกณฑ์คัดเลือกผู้รับสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ชี้ตัดกลุ่มลักไก่
จากกรณีที่ ครม. ได้อนุมัติการลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569” ใหม่ พร้อมกับปรับเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติในรอบปี 2569 แบบเข้มข้น โดยใช้เกณฑ์รายได้เฉลี่ยและทรัพย์สินของครอบครัว มาเป็นการตรวจสอบแบบ “รายบุคคล” อย่างละเอียด เพื่อคัดกรองผู้มีรายได้น้อยตัวจริง ตามที่เสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : เช็ก 4 เงื่อนไขก่อนลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” รุ่นใหม่ ตรวจเข้มกว่าเดิมอย่างไรบ้าง
เรียกว่ากลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมขณะนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ได้หยิบยกประเด็นร้อนมาวิเคราะห์ถึงกรณีเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมระบุข้อความว่า"ประเด็นเรื่องเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่สังคมมักเรียกกันติดปากว่าบัตรคนจน รอบใหม่ ได้ขยับจากความอึดอัดใจในครอบครัว กลายมาเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในใจของทั้งคนทำงานและผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมอยากจะขอชวนทุกท่านถอยออกมาหนึ่งก้าว เพื่อมองเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง เป็นระบบ และตรงไปตรงมาที่สุดครับ"
นอกจากนี้ "เห็นด้วย 100% กับการยกระดับความเข้มงวด ก่อนอื่นผมขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่รัฐบาลเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้รับสิทธิ ในมิติการคลังและงบประมาณแผ่นดินที่มีจำกัด สวัสดิการแบบพุ่งเป้า (Targeted Welfare) ที่มีกลไกคัดสรรอย่างรัดกุมเป็นสิ่งจำเป็นมากครับ เพื่อตัดกลุ่มคนที่ลักไก่ หรือกลุ่มคนที่มีฐานะแต่ยังคงมาเบียดบังงบประมาณของประเทศออกไป นโยบายรัฐควรเดินหน้าไปสู่จุดที่เงินทุกบาทจากภาษีประชาชนพุ่งตรงไปถึงมือของคนที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ"
หากลองมาคลี่ระเบียบการและเกณฑ์คัดกรองแบบใหม่ ดูกันแบบชัดๆ จะเห็นเลยว่ารัฐบาลได้ยกระดับระบบตรวจสอบ (Data Linkage) ระหว่างกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร และกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นมาอย่างเข้มงวด โดยมีการกำหนด 9 กลุ่มต้องห้าม เกณฑ์คัดออกอย่างเด็ดขาด ประกอบด้วย ดังนี้
1. กลุ่มที่มีชื่อถูกนำไปหักลดหย่อนภาษี (ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คู่สมรส หรือบุตร)
2.กลุ่มคนเล่นหุ้น/นักลงทุน (มีพอร์ตหุ้น ถือครองตราสารหนี้ หรือพันธบัตรรัฐบาล)
3.เจ้าของธุรกิจ/นอมินี (เป็นกรรมการบริษัท หุ้นส่วนใน หจก. หรือจดทะเบียน VAT)
4.ผู้ถือประกันชีวิตมูลค่าสูง (มีกรมธรรม์ประเภทสามัญที่ส่งเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาท/ปีขึ้นไป)
5.นักเรียน/นักศึกษา ในระบบ (ยกเว้นกลุ่มเปราะบางเฉพาะ)
6.ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ
7.ผู้รับบำนาญ หรือเบี้ยหวัดรายเดือนจากภาครัฐ
8.นักบวช ภิกษุ สามเณร ในทุกศาสนา
9.ผู้ต้องขัง หรือผู้ถูกกักกันตามกฎหมาย
นอกจากนี้ "ยังบีบเพดานสินทรัพย์ให้แคบลง เช่น วงเงินหนี้สินรวมทุกบัญชีต้องไม่เกิน 100,000 บาท จากเดิมเคยยอมให้มีหนี้บ้าน/รถหลักล้าน เงินฝากและสลากออมทรัพย์รวมไม่เกิน 100,000 บาท ต้องไม่มีบัตรเครดิตเลยแม้แต่ใบเดียว และไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์"
2. ปมเงื่อนไขมัดรวม สิทธิลดหย่อนของลูก หักล้าง สวัสดิการของพ่อแม่
สำหรับประเด็นการนำสิทธิลดหย่อนภาษีของลูก มาเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิบัตรคนจนของพ่อแม่ ที่เราเคยพูดถึงความบิดเบี้ยวนี้ไปแล้วในโพสต์ก่อน ยิ่งเมื่อกางระเบียบการใหม่เราจะยิ่งเห็นชัดครับว่า รัฐเลือกใช้วิธีการจับคู่ Data แบบเหมาเข่ง โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าเกณฑ์ลดหย่อนของสรรพากรนั้นล็อกไว้ต่ำมากอยู่แล้ว พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี การที่ลูกมนุษย์เงินเดือนใช้สิทธินี้เพื่อขอคืนภาษีหลักร้อยหลักพันมาจุนเจือครอบครัว มันคือหลักฐานในตัวเองอยู่แล้วว่าพ่อแม่กลุ่มนี้ยากจนจริง การเอาสองกระทรวงมาหักล้างกัน จึงกลายเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่บีบคั้นใจพลเมืองดี ที่ยอมจ่ายภาษีตรงในระบบมากเกินไป
3. ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และปม "เบี้ยว" ย้อนหลังที่ต้องระวัง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกล แต่มันเกิดขึ้นแล้วกับมนุษย์เงินเดือน ที่เพิ่งกดยื่นภาษีไปเมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกเชื่อมโยงเข้าระบบ และกำลังจะทำให้พ่อแม่จำนวนมากขึ้นสถานะไม่ผ่านเกณฑ์ และถูกตัดสิทธิจริงในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นี้ แม้ในสัปดาห์นี้ ปลัดกระทรวงการคลังจะออกมาสยบข่าวลือว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายไล่เช็กบิลภาษีย้อนหลังแบบหว่านแห แต่ในระเบียบการกลับระบุเงื่อนไขซ่อนเร้นที่น่ากลัวไว้ว่า หากพ่อแม่โดนตัดสิทธิแล้วต้องการจะยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอสิทธิคืน พ่อแม่จะต้องแจ้งว่าลูกไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูจริง และระบบจะส่งข้อมูลกลับไปให้กรมสรรพากรตรวจสอบเชิงลึก เพื่อคัดสิทธิลดหย่อนภาษีของลูกออกทันที ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ลูกจะมีความเสี่ยงโดนเรียกคืนภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับหากพิสูจน์สเตตเมนต์ไม่ได้ นี่กลายเป็นการสร้างรอยร้าว ในสถาบันครอบครัวอย่างตลกร้าย บีบให้ครอบครัวต้องมานั่งคำนวณตัวเลขว่า จะยอมให้ลูกจ่ายภาษีแพงขึ้น ยอมไม่หักลดหย่อน เพื่อแลกกับการรักษาบัตรสวัสดิการของพ่อแม่ไว้ หรือพ่อแม่ต้องเซ็นตอกย้ำว่าลูกไม่ได้ดูแลเพื่อเอาสิทธิตัวเองคืน นโยบายที่ไร้หัวใจแบบนี้ทำให้พลเมืองดีที่ก้มหน้าจ่ายภาษีตรงเหนื่อยและน้อยใจเป็น
4. ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ หรือเราควรเปลี่ยนชื่อเป็น “บัตรคนจน” แล้วอุ้มกลุ่มที่วิกฤติจริงๆ?
คำว่าสวัสดิการแห่งรัฐ (State Welfare) ในทางสากล มันควรจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พลเมืองทุกคนหรือกลุ่มคนส่วนใหญ่เข้าถึงได้เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต แต่เมื่อรัฐออกแบบเกณฑ์คัดกรองที่ตึงและเข้มงวด ระดับสแกนกรรมขนาดนี้ บางทีเราควรเปลี่ยนชื่อให้ตรงกับเนื้อผ้าไปเลยดีไหมครับว่านี่ คือ บัตรกลุ่มเปราะบาง หรือ บัตรช่วยเหลือผู้ยากไร้ขั้นวิกฤติ และถ้าเจตนาของรัฐคืออยากจะช่วยเหลือกลุ่มคนที่จนและเดือดร้อนที่สุดจริงๆ ตัวเลขเกณฑ์รายได้เฉลี่ย 100,000 บาทต่อปี (ตกเดือนละประมาณ 8,300 บาท) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจจะยังกว้างเกินไปในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ข้อเสนอของผม คือ ถ้ารัฐบาลกล้าหาญพอที่จะปรับเกณฑ์รายได้ลงมาให้ต่ำกว่านี้ เช่น โฟกัสเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกิน 50,000-60,000 บาทต่อปี (ตกเดือนละ 4,000-5,000 บาท) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนและไม่มีรายได้เสริมอื่นๆ เลยจริงๆ แล้วนำเม็ดเงินงบประมาณส่วนต่างที่ประหยัดได้จากการคัดคนกลุ่มอื่นออก ไปเพิ่มวงเงินช่วยเหลือรายเดือนในบัตรให้สูงขึ้น ให้เป็นตัวเลขที่สามารถประทังชีวิตและซื้อข้าวของจำเป็นได้จริง วิธีนี้จะเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พุ่งเป้าเคลียร์ปัญหาความยากจนได้ตรงจุด โดยไม่ต้องเที่ยวไล่จับผิดหรือผลักภาระความอึดอัดใจไปให้สถาบันครอบครัวและมนุษย์เงินเดือน
ทั้งนี้"การทำนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องไม่ได้มีแค่ตัวเลขในห้องแอร์ แต่ต้องเข้าใจบริบทและวิถีชีวิตจริงของประชาชนด้วย เราอยากเห็นรัฐคัดกรองคนรวยที่ลักไก่ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เราไม่อยากเห็นรัฐใช้วิธีคิดแบบเหมาเข่งจนทำร้ายพลเมืองดีที่เป็นกระดูกสันหลังของระบบภาษีครับ"
ขอบคุณข้อมูลจาก : ณัฏฐ์ มงคลนาวิน