ZENSHO ทุ่มเปิด HAMA-SUSHI สาขาแรกอาเซียน ชิงส่วนแบ่งตลาดซูชิไทยแสนล้าน
ZENSHO HOLDINGS กลุ่มธุรกิจอาหารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น เปิดตัว HAMA-SUSHI ในไทย ซึ่งเป็นสาขาแรกในภูมิภาคอาเซียน หวังชิงส่วนแบ่งในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่ากว่า “แสนล้านบาท” เชื่อตลาดซูชิ ในประเทศไทยยังมีโอกาสโตสูง แม้การแข่งขันจะเข้มข้นและเศรษฐกิจชะลอตัว ชู "ระบบเสิร์ฟตรงคุมความสดใหม่ ลดขยะอาหาร พร้อมโชยุ 4 ชนิดเป็นแต้มต่อเชิงต้นทุนในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก
23 พฤศจิกายน 2568 - ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สูงสำหรับธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าตลาดรวมที่สูงกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี และยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในอัตราเลขสองหลัก การขยายตัวของชนชั้นกลางและการเปิดรับวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นทำให้จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารแบบนั่งทาน (Casual Dining) และร้านซูชิสายพาน (Kaiten Sushi) ซึ่งมีการเปิดร้านใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ในช่วงปีที่ผ่านมา
ตลาดอาหารญี่ปุ่นไทยสนามรบที่ดึงดูดผู้เล่นระดับโลก
การเข้ามาของ HAMA-SUSHI (ฮามะ ซูชิ) โดย บริษัท เซนโช (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ ZENSHO HOLDINGS ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นรายเดียวที่ติดอันดับ Top 10 ธุรกิจอาหารที่มียอดขายสูงสุดของโลก จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงการแข่งขันที่ยกระดับขึ้น โดยเฉพาะการชิงส่วนแบ่งในตลาดซูชิสายพานที่มีผู้เล่นหลักครองตลาดอยู่แล้ว เช่น ผู้ประกอบการรายเดิมที่มีเครือข่ายร้านค้าที่แข็งแกร่ง
HAMA-SUSHI เลือกใช้กลยุทธ์การรุกตลาดด้วย "ราคาที่เป็นมิตร" (Affordable Pricing) ควบคู่ไปกับการนำเสนอทางเลือกและคุณภาพที่หลากหลาย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในญี่ปุ่น การกำหนดราคาที่สามารถเข้าถึงได้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดฐานลูกค้าในประเทศไทยที่มีความอ่อนไหวต่อราคาและมองหาความคุ้มค่า (Value for Money)
ตลาดซูชิสายพานในไทยมีการแข่งขันสูงจากแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ โดยทั่วไป คู่แข่งหลักมักกำหนดราคาเริ่มต้นของซูชิอยู่ที่ระดับ 30-40 บาทต่อจาน ขึ้นไป และมีการแบ่งระดับราคาตามประเภทวัตถุดิบ HAMA-SUSHI มีความได้เปรียบโดยสามารถนำเสนอ ซูชิคุณภาพกว่า 80 เมนู ที่มีราคาเริ่มต้นที่สามารถแข่งขันได้อย่างดึงดูดใจ และยังเพิ่มความพิเศษด้วยทางเลือกของ โชยุ 4 ชนิด ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารโดยไม่เพิ่มต้นทุนให้กับลูกค้ามากนัก
นอกจากนี้ การนำ ระบบ "เสิร์ฟตรง" (Straight Lane) มาใช้แทนสายพานแบบเดิม ถือเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง
- การลด Food Waste : ระบบนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอาหารทุกจานที่เสิร์ฟถึงลูกค้าคืออาหารที่สั่งเท่านั้น ไม่มีการวางซูชิให้วนอยู่บนสายพานเป็นเวลานานจนต้องถูกทิ้ง ซึ่งเป็นการลดขยะจากอาหาร (Food Waste) และลดการสูญเสียวัตถุดิบในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
- การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ : การเสิร์ฟแบบสั่งทำ (Made-to-Order) ทำให้การจัดการสินค้าคงคลังและการสั่งซื้อวัตถุดิบมีความแม่นยำสูงขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด "โครงสร้างพื้นฐานด้านอาหาร" (Food Infrastructure) ของ ZENSHO ที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถรักษาคุณภาพและความสดใหม่ พร้อมทั้งควบคุมต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่งที่ต้องแบกรับต้นทุน Food Waste จากระบบสายพานดั้งเดิม
การเปิดสาขาแรกที่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ถือเป็นการเลือกทำเลที่มีความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์สูง ย่านปิ่นเกล้าเป็นศูนย์กลางการค้าและคมนาคมในฝั่งธนบุรี โดยมีกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นกลุ่มครอบครัวอาศัยอยู่หนาแน่น การเริ่มต้นในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีการสัญจรสูง ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้าง การรับรู้ตลาด (Market Awareness) ได้อย่างรวดเร็วและตรงกลุ่มเป้าหมายทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการประชาสัมพันธ์ในช่วงแรก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มักถูกใช้โดยผู้เล่นรายใหญ่ในการรุกตลาดใหม่
นาย Tomoyoshi Nishijima เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนการ ขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Economies of Scale เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่าย การขยายตัวที่รวดเร็วนี้จะช่วยให้ HAMA-SUSHI สามารถสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาดซูชิสายพาน และแข่งขันกับผู้เล่นเดิมที่ครองตลาดอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"แม้ว่าสาขาในไทยจะเป็นสาขาแรกในอาเซียน แต่เรามีเครือข่ายร้านซูชิแล้ว 790 สาขาทั่วโลก จุดเด่นของเราคือ ระบบเสิร์ฟตรง (Straight Lane) ที่รับประกันความสดใหม่และช่วย ลดปริมาณขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบจะเสิร์ฟเฉพาะเมนูที่ลูกค้าสั่งเท่านั้น เรานำเสนอเมนูซูชิ 75 ชนิด พร้อมเมนูเสริมอื่น ๆ และ โชยุ 4 ชนิด เพื่อให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับการจับคู่รสชาติซูชิได้มากยิ่งขึ้น ลูกค้าจะได้สัมผัสกับซูชิคุณภาพเยี่ยมในบรรยากาศและการตกแต่งแบบ สวนญี่ปุ่น ซึ่งจำลองรูปแบบ ต้นตำรับจากญี่ปุ่น"
นอกจากกลยุทธ์ด้านราคาและนวัตกรรมแล้ว ZENSHO ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างผ่านมิติความยั่งยืน บริษัทได้ดำเนิน โครงการแฟร์เทรด (Fair Trade) โดยการเลือกใช้และรับซื้อเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงจากเกษตรกรไทยในพื้นที่ภาคเหนือโดยตรง ซึ่งปลูกด้วยระบบเกษตรเชิงวนป่าแบบยั่งยืน การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
การเปิดตัว HAMA-SUSHI ในประเทศไทยจึงเป็นการเคลื่อนไหวทางธุรกิจที่มีการวางแผนอย่างรอบด้าน โดยใช้จุดแข็งของนวัตกรรมและโครงสร้างซัพพลายเชนระดับโลกของ ZENSHO มาเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ในตลาดอาหารญี่ปุ่นที่มีมูลค่าสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้