โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ZENSHO ทุ่มเปิด HAMA-SUSHI สาขาแรกอาเซียน ชิงส่วนแบ่งตลาดซูชิไทยแสนล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 พ.ย. 2568 เวลา 14.34 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2568 เวลา 07.34 น.

ZENSHO HOLDINGS กลุ่มธุรกิจอาหารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น เปิดตัว HAMA-SUSHI ในไทย ซึ่งเป็นสาขาแรกในภูมิภาคอาเซียน หวังชิงส่วนแบ่งในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่ากว่า “แสนล้านบาท” เชื่อตลาดซูชิ ในประเทศไทยยังมีโอกาสโตสูง แม้การแข่งขันจะเข้มข้นและเศรษฐกิจชะลอตัว ชู "ระบบเสิร์ฟตรงคุมความสดใหม่ ลดขยะอาหาร พร้อมโชยุ 4 ชนิดเป็นแต้มต่อเชิงต้นทุนในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก

23 พฤศจิกายน 2568 - ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สูงสำหรับธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าตลาดรวมที่สูงกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี และยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในอัตราเลขสองหลัก การขยายตัวของชนชั้นกลางและการเปิดรับวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นทำให้จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารแบบนั่งทาน (Casual Dining) และร้านซูชิสายพาน (Kaiten Sushi) ซึ่งมีการเปิดร้านใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ในช่วงปีที่ผ่านมา

ตลาดอาหารญี่ปุ่นไทยสนามรบที่ดึงดูดผู้เล่นระดับโลก

การเข้ามาของ HAMA-SUSHI (ฮามะ ซูชิ) โดย บริษัท เซนโช (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ ZENSHO HOLDINGS ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นรายเดียวที่ติดอันดับ Top 10 ธุรกิจอาหารที่มียอดขายสูงสุดของโลก จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงการแข่งขันที่ยกระดับขึ้น โดยเฉพาะการชิงส่วนแบ่งในตลาดซูชิสายพานที่มีผู้เล่นหลักครองตลาดอยู่แล้ว เช่น ผู้ประกอบการรายเดิมที่มีเครือข่ายร้านค้าที่แข็งแกร่ง

HAMA-SUSHI เลือกใช้กลยุทธ์การรุกตลาดด้วย "ราคาที่เป็นมิตร" (Affordable Pricing) ควบคู่ไปกับการนำเสนอทางเลือกและคุณภาพที่หลากหลาย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในญี่ปุ่น การกำหนดราคาที่สามารถเข้าถึงได้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดฐานลูกค้าในประเทศไทยที่มีความอ่อนไหวต่อราคาและมองหาความคุ้มค่า (Value for Money)

ตลาดซูชิสายพานในไทยมีการแข่งขันสูงจากแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ โดยทั่วไป คู่แข่งหลักมักกำหนดราคาเริ่มต้นของซูชิอยู่ที่ระดับ 30-40 บาทต่อจาน ขึ้นไป และมีการแบ่งระดับราคาตามประเภทวัตถุดิบ HAMA-SUSHI มีความได้เปรียบโดยสามารถนำเสนอ ซูชิคุณภาพกว่า 80 เมนู ที่มีราคาเริ่มต้นที่สามารถแข่งขันได้อย่างดึงดูดใจ และยังเพิ่มความพิเศษด้วยทางเลือกของ โชยุ 4 ชนิด ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารโดยไม่เพิ่มต้นทุนให้กับลูกค้ามากนัก

นอกจากนี้ การนำ ระบบ "เสิร์ฟตรง" (Straight Lane) มาใช้แทนสายพานแบบเดิม ถือเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง

  • การลด Food Waste : ระบบนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอาหารทุกจานที่เสิร์ฟถึงลูกค้าคืออาหารที่สั่งเท่านั้น ไม่มีการวางซูชิให้วนอยู่บนสายพานเป็นเวลานานจนต้องถูกทิ้ง ซึ่งเป็นการลดขยะจากอาหาร (Food Waste) และลดการสูญเสียวัตถุดิบในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
  • การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ : การเสิร์ฟแบบสั่งทำ (Made-to-Order) ทำให้การจัดการสินค้าคงคลังและการสั่งซื้อวัตถุดิบมีความแม่นยำสูงขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด "โครงสร้างพื้นฐานด้านอาหาร" (Food Infrastructure) ของ ZENSHO ที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถรักษาคุณภาพและความสดใหม่ พร้อมทั้งควบคุมต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่งที่ต้องแบกรับต้นทุน Food Waste จากระบบสายพานดั้งเดิม

การเปิดสาขาแรกที่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ถือเป็นการเลือกทำเลที่มีความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์สูง ย่านปิ่นเกล้าเป็นศูนย์กลางการค้าและคมนาคมในฝั่งธนบุรี โดยมีกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นกลุ่มครอบครัวอาศัยอยู่หนาแน่น การเริ่มต้นในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีการสัญจรสูง ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้าง การรับรู้ตลาด (Market Awareness) ได้อย่างรวดเร็วและตรงกลุ่มเป้าหมายทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการประชาสัมพันธ์ในช่วงแรก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มักถูกใช้โดยผู้เล่นรายใหญ่ในการรุกตลาดใหม่

นาย Tomoyoshi Nishijima เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนการ ขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Economies of Scale เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่าย การขยายตัวที่รวดเร็วนี้จะช่วยให้ HAMA-SUSHI สามารถสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาดซูชิสายพาน และแข่งขันกับผู้เล่นเดิมที่ครองตลาดอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"แม้ว่าสาขาในไทยจะเป็นสาขาแรกในอาเซียน แต่เรามีเครือข่ายร้านซูชิแล้ว 790 สาขาทั่วโลก จุดเด่นของเราคือ ระบบเสิร์ฟตรง (Straight Lane) ที่รับประกันความสดใหม่และช่วย ลดปริมาณขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบจะเสิร์ฟเฉพาะเมนูที่ลูกค้าสั่งเท่านั้น เรานำเสนอเมนูซูชิ 75 ชนิด พร้อมเมนูเสริมอื่น ๆ และ โชยุ 4 ชนิด เพื่อให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับการจับคู่รสชาติซูชิได้มากยิ่งขึ้น ลูกค้าจะได้สัมผัสกับซูชิคุณภาพเยี่ยมในบรรยากาศและการตกแต่งแบบ สวนญี่ปุ่น ซึ่งจำลองรูปแบบ ต้นตำรับจากญี่ปุ่น"

นอกจากกลยุทธ์ด้านราคาและนวัตกรรมแล้ว ZENSHO ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างผ่านมิติความยั่งยืน บริษัทได้ดำเนิน โครงการแฟร์เทรด (Fair Trade) โดยการเลือกใช้และรับซื้อเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงจากเกษตรกรไทยในพื้นที่ภาคเหนือโดยตรง ซึ่งปลูกด้วยระบบเกษตรเชิงวนป่าแบบยั่งยืน การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

การเปิดตัว HAMA-SUSHI ในประเทศไทยจึงเป็นการเคลื่อนไหวทางธุรกิจที่มีการวางแผนอย่างรอบด้าน โดยใช้จุดแข็งของนวัตกรรมและโครงสร้างซัพพลายเชนระดับโลกของ ZENSHO มาเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ในตลาดอาหารญี่ปุ่นที่มีมูลค่าสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...