“CK Fastwork–ทิวา ชินธาดาพงศ์” ถกมุมมองการลงทุน หุ้น–คริปโทฯ–AI อะไรคืออนาคตของความมั่งคั่ง?
ซีเค เจิง (CK) ซีอีโอ Fastwork และ ทิวา ชินธาดาพงศ์ นักลงทุน จับคู่ถกประเด็นการลงทุนในตลาดบิตคอยน์ และหุ้น สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการบริหารพอร์ตและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงแนวคิดต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ ในยุคที่เงินเฟ้อและเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงโลกการลงทุนอย่างรวดเร็ว ในงาน Thailand Blockchain Week 2025
13 พฤศจิกายน 2568- ในงาน Thailand Blockchain Week 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายนที่ผ่านมาซีเค เจิง (CK) ซีอีโอ Fastwork และ ทิวา ชินธาดาพงศ์ นักลงทุน Value Investor ได้ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นการลงทุนทั้งในตลาดบิตคอยน์และหุ้น โดยทั้งสองได้สะท้อนมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการบริหารพอร์ตและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงแนวคิดต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ ในยุคที่เงินเฟ้อและเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงโลกการลงทุนอย่างรวดเร็ว ในหัวข้อ “จำเป็นไหมที่ต้องมี Bitcoin?”
ประเด็นแรกที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงก็คือ “สินทรัพย์ใดป้องกันเงินเฟ้อได้ดีที่สุด?”
โดย CK ให้มุมมองว่า ดัชนี S&P 500 เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ลึกด้านการเงินมากนัก เพราะในระยะยาวสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้แน่นอน โดย S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10% ต่อปี ขณะที่บิตคอยน์ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน แต่ต้องมีความรู้และเข้าใจความผันผวนของตลาดในระดับหนึ่ง
ขณะที่ ทิวา มองต่างออกไป โดยเชื่อว่าในอีก 10–20 ปีข้างหน้า เงินเฟ้ออาจไม่ได้น่ากลัวเหมือนในอดีต แต่สิ่งที่ควรกังวลมากกว่าคือ “การเข้ามาของ AI” ที่อาจทำให้เกิดอัตราการว่างงานสูงทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะผลกระทบของเงินเฟ้อ เขาเชื่อว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและคริปโทฯ จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์
สำหรับแนวทางการลงทุนในอีก 5–10 ปีข้างหน้า CK กล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน โดยมองว่าหากต้องการมั่งคั่งจริง ควรเริ่มจากการเพิ่มรายได้ก่อน แล้วค่อยทยอยนำเงินมาลงทุน เพราะการ “ลงทุนเพื่อให้รวยอย่างเดียว” ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูง
ขณะที่ ทิวา ให้มุมมองว่า หากนักลงทุนสามารถค้นหาหุ้นขนาดเล็กหรือ “Underdog Stock” ที่มีศักยภาพเติบโตได้ ก็อาจสร้างผลตอบแทนระดับ 10 ถึง 100 เท่าได้ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจลึกในธุรกิจนั้น ๆ เขายังเสริมด้วยว่า นักลงทุนคือ “ผู้เลือก” และข้อดีของการลงทุนคือเราไม่จำเป็นต้องลงมือทำงานเอง แต่เลือกให้เงินทำงานแทน
เมื่อพูดถึงการสร้างความมั่งคั่ง ทั้งสองคนมีเส้นทางที่ต่างกัน CK กล่าวว่าพอร์ตการลงทุนของเขาเติบโตมาจากทั้งหุ้นและคริปโทฯ โดยถือหุ้น Amazon, Facebook และ Nvidia มาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่วนฝั่งคริปโทฯ เริ่มทยอยซื้อบิตคอยน์ตั้งแต่ราคา 600–700 ดอลลาร์ ETH ในช่วง 36–86 ดอลลาร์ และ SOL ตั้งแต่ 0.25 ดอลลาร์ กลยุทธ์สำคัญคือ “ซื้อในเวลาที่คนไม่เชื่อ” และถือยาวหลายปี ปัจจุบันพอร์ตของเขามีสัดส่วนคริปโทฯ มากที่สุด คิดเป็นราว 25% โดยถือบิตคอยน์ไว้มากถึง 1,000 BTC ส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้และหุ้น
ขณะที่ ทิวา สร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก แม้จะเคยขาดทุนจากการลงทุนในเหรียญ LUNA แต่เขามองว่าความยากที่สุดของการลงทุนไม่ใช่การเลือกซื้อ แต่คือ “ระหว่างทาง” เพราะนักลงทุนต้องหาสินทรัพย์ที่ถือแล้ว “นอนหลับได้” ซึ่งหมายถึงสินทรัพย์ที่เรามีความเชื่อมั่นจริง ๆ ปัจจุบันพอร์ตของเขาประกอบด้วยหุ้นไทย 70% หุ้นจีน 30% และคริปโทฯ ในสัดส่วนเล็กน้อย
[caption id="attachment_208402" align="aligncenter" width="1000"]
ซีเค เจิง (CK) ซีอีโอ Fastwork[/caption]
ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาคือ “หุ้นเทคฯ หรือคริปโทฯ จะเลือกอะไร?”
CK ตอบชัดเจนว่าเลือก “หุ้น” เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้บุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมากหันไปพัฒนาเทคโนโลยี AI ทำให้นวัตกรรมและเงินทุนจาก VC หลั่งไหลเข้าสู่ภาคหุ้น AI มากกว่าโลกคริปโทฯ ที่เริ่มชะลอตัวเมื่อเทียบกับยุค DeFi ปี 2020–2021
ขณะที่ ทิวา เห็นด้วย โดยมองว่า Infrastructure ในตอนนี้พร้อมสำหรับการเติบโตของ AI แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มทยอยลงทุนในคริปโทฯ เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเรามี “Edge” หรือความเข้าใจลึกในสินทรัพย์ที่เราถือ
ในเรื่อง “ความเสี่ยงของหุ้น AI” CK มองว่าไม่เกิด Bubble เหมือน Dotcom ในอดีต เพราะปัจจุบันกลุ่มหุ้น AI นำโดยบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม Mag7 ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและมีพื้นฐานรองรับ อีกทั้งตลาดยังอยู่ในช่วง Early Stage ของการเติบโต (New S-Curve) ซึ่งยังมีพื้นที่ให้ขยายอีกมาก
ด้าน ทิวา ให้มุมมองต่างออกไป โดยเห็นว่าจีนอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญของหุ้น AI สหรัฐฯ เนื่องจากแนวทางของจีนมักพัฒนา Software ฟรีและเน้นขาย Hardware ซึ่งอาจทำให้หุ้น AI ของสหรัฐฯ สะดุดได้ เขาแนะนำให้นักลงทุนจับตาการเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิด
ส่วนมุมมองต่อบิตคอยน์นั้น CK กล่าวว่าในระยะยาว บิตคอยน์จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะผลของเงินเฟ้อจะกัดมูลค่าของเงินสด หากถือเงินสดไว้เฉย ๆ จะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ อย่างน้อยการถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่ ทิวา มองว่าแม้ทุกวันนี้ยังมีหุ้นที่น่าลงทุนอยู่ แต่ก็ถือบิตคอยน์บางส่วนเพื่อใช้ติดตามทิศทางของตลาดและเทรนด์การเงินในอนาคต พร้อมทิ้งท้ายว่า “สุดท้ายแล้ว เราสามารถเลือกถือสินทรัพย์อะไรก็ได้ ขอแค่เป็นสิ่งที่เรามีความถนัดและเข้าใจจริง ๆ”
[caption id="attachment_208403" align="aligncenter" width="1000"]
ทิวา ชินธาดาพงศ์[/caption]