โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“CK Fastwork–ทิวา ชินธาดาพงศ์” ถกมุมมองการลงทุน หุ้น–คริปโทฯ–AI อะไรคืออนาคตของความมั่งคั่ง?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 05.00 น.

ซีเค เจิง (CK) ซีอีโอ Fastwork และ ทิวา ชินธาดาพงศ์ นักลงทุน จับคู่ถกประเด็นการลงทุนในตลาดบิตคอยน์ และหุ้น สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการบริหารพอร์ตและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงแนวคิดต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ ในยุคที่เงินเฟ้อและเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงโลกการลงทุนอย่างรวดเร็ว ในงาน Thailand Blockchain Week 2025

13 พฤศจิกายน 2568- ในงาน Thailand Blockchain Week 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายนที่ผ่านมาซีเค เจิง (CK) ซีอีโอ Fastwork และ ทิวา ชินธาดาพงศ์ นักลงทุน Value Investor ได้ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นการลงทุนทั้งในตลาดบิตคอยน์และหุ้น โดยทั้งสองได้สะท้อนมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการบริหารพอร์ตและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงแนวคิดต่อสินทรัพย์ต่าง ๆ ในยุคที่เงินเฟ้อและเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงโลกการลงทุนอย่างรวดเร็ว ในหัวข้อ “จำเป็นไหมที่ต้องมี Bitcoin?”

ประเด็นแรกที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงก็คือ “สินทรัพย์ใดป้องกันเงินเฟ้อได้ดีที่สุด?”

โดย CK ให้มุมมองว่า ดัชนี S&P 500 เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ลึกด้านการเงินมากนัก เพราะในระยะยาวสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้แน่นอน โดย S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10% ต่อปี ขณะที่บิตคอยน์ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน แต่ต้องมีความรู้และเข้าใจความผันผวนของตลาดในระดับหนึ่ง

ขณะที่ ทิวา มองต่างออกไป โดยเชื่อว่าในอีก 10–20 ปีข้างหน้า เงินเฟ้ออาจไม่ได้น่ากลัวเหมือนในอดีต แต่สิ่งที่ควรกังวลมากกว่าคือ “การเข้ามาของ AI” ที่อาจทำให้เกิดอัตราการว่างงานสูงทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะผลกระทบของเงินเฟ้อ เขาเชื่อว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและคริปโทฯ จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์

สำหรับแนวทางการลงทุนในอีก 5–10 ปีข้างหน้า CK กล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน โดยมองว่าหากต้องการมั่งคั่งจริง ควรเริ่มจากการเพิ่มรายได้ก่อน แล้วค่อยทยอยนำเงินมาลงทุน เพราะการ “ลงทุนเพื่อให้รวยอย่างเดียว” ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูง

ขณะที่ ทิวา ให้มุมมองว่า หากนักลงทุนสามารถค้นหาหุ้นขนาดเล็กหรือ “Underdog Stock” ที่มีศักยภาพเติบโตได้ ก็อาจสร้างผลตอบแทนระดับ 10 ถึง 100 เท่าได้ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจลึกในธุรกิจนั้น ๆ เขายังเสริมด้วยว่า นักลงทุนคือ “ผู้เลือก” และข้อดีของการลงทุนคือเราไม่จำเป็นต้องลงมือทำงานเอง แต่เลือกให้เงินทำงานแทน

เมื่อพูดถึงการสร้างความมั่งคั่ง ทั้งสองคนมีเส้นทางที่ต่างกัน CK กล่าวว่าพอร์ตการลงทุนของเขาเติบโตมาจากทั้งหุ้นและคริปโทฯ โดยถือหุ้น Amazon, Facebook และ Nvidia มาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่วนฝั่งคริปโทฯ เริ่มทยอยซื้อบิตคอยน์ตั้งแต่ราคา 600–700 ดอลลาร์ ETH ในช่วง 36–86 ดอลลาร์ และ SOL ตั้งแต่ 0.25 ดอลลาร์ กลยุทธ์สำคัญคือ “ซื้อในเวลาที่คนไม่เชื่อ” และถือยาวหลายปี ปัจจุบันพอร์ตของเขามีสัดส่วนคริปโทฯ มากที่สุด คิดเป็นราว 25% โดยถือบิตคอยน์ไว้มากถึง 1,000 BTC ส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้และหุ้น

ขณะที่ ทิวา สร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก แม้จะเคยขาดทุนจากการลงทุนในเหรียญ LUNA แต่เขามองว่าความยากที่สุดของการลงทุนไม่ใช่การเลือกซื้อ แต่คือ “ระหว่างทาง” เพราะนักลงทุนต้องหาสินทรัพย์ที่ถือแล้ว “นอนหลับได้” ซึ่งหมายถึงสินทรัพย์ที่เรามีความเชื่อมั่นจริง ๆ ปัจจุบันพอร์ตของเขาประกอบด้วยหุ้นไทย 70% หุ้นจีน 30% และคริปโทฯ ในสัดส่วนเล็กน้อย

[caption id="attachment_208402" align="aligncenter" width="1000"]

ซีเค เจิง (CK) ซีอีโอ Fastwork[/caption]

ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาคือ “หุ้นเทคฯ หรือคริปโทฯ จะเลือกอะไร?”

CK ตอบชัดเจนว่าเลือก “หุ้น” เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้บุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมากหันไปพัฒนาเทคโนโลยี AI ทำให้นวัตกรรมและเงินทุนจาก VC หลั่งไหลเข้าสู่ภาคหุ้น AI มากกว่าโลกคริปโทฯ ที่เริ่มชะลอตัวเมื่อเทียบกับยุค DeFi ปี 2020–2021

ขณะที่ ทิวา เห็นด้วย โดยมองว่า Infrastructure ในตอนนี้พร้อมสำหรับการเติบโตของ AI แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มทยอยลงทุนในคริปโทฯ เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเรามี “Edge” หรือความเข้าใจลึกในสินทรัพย์ที่เราถือ

ในเรื่อง “ความเสี่ยงของหุ้น AI” CK มองว่าไม่เกิด Bubble เหมือน Dotcom ในอดีต เพราะปัจจุบันกลุ่มหุ้น AI นำโดยบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม Mag7 ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและมีพื้นฐานรองรับ อีกทั้งตลาดยังอยู่ในช่วง Early Stage ของการเติบโต (New S-Curve) ซึ่งยังมีพื้นที่ให้ขยายอีกมาก

ด้าน ทิวา ให้มุมมองต่างออกไป โดยเห็นว่าจีนอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญของหุ้น AI สหรัฐฯ เนื่องจากแนวทางของจีนมักพัฒนา Software ฟรีและเน้นขาย Hardware ซึ่งอาจทำให้หุ้น AI ของสหรัฐฯ สะดุดได้ เขาแนะนำให้นักลงทุนจับตาการเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิด

ส่วนมุมมองต่อบิตคอยน์นั้น CK กล่าวว่าในระยะยาว บิตคอยน์จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะผลของเงินเฟ้อจะกัดมูลค่าของเงินสด หากถือเงินสดไว้เฉย ๆ จะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ อย่างน้อยการถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่ ทิวา มองว่าแม้ทุกวันนี้ยังมีหุ้นที่น่าลงทุนอยู่ แต่ก็ถือบิตคอยน์บางส่วนเพื่อใช้ติดตามทิศทางของตลาดและเทรนด์การเงินในอนาคต พร้อมทิ้งท้ายว่า “สุดท้ายแล้ว เราสามารถเลือกถือสินทรัพย์อะไรก็ได้ ขอแค่เป็นสิ่งที่เรามีความถนัดและเข้าใจจริง ๆ”

[caption id="attachment_208403" align="aligncenter" width="1000"]

ทิวา ชินธาดาพงศ์[/caption]

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ คริปโทเคอร์เรนซี ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...