โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“สตาร์บัคส์-เบอร์เกอร์คิง” หันพึ่ง PE จีน ปรับเกมสู้ตลาดอาหารเดือด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ธ.ค. 2568 เวลา 16.05 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2568 เวลา 09.05 น.

แบรนด์อาหารตะวันตกเร่งขายหุ้นธุรกิจจีนให้กองทุนไพรเวทอิควิตีท้องถิ่น หวังเพิ่มความเร็ว ปรับตัวเข้าตลาด และรักษาส่วนแบ่ง ท่ามกลางการแข่งขันจากผู้เล่นจีนที่รุนแรงขึ้น

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 13.43 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สตาร์บัคส์และเบอร์เกอร์คิงกำลังทุ่มเดิมพันครั้งใหญ่กับโมเดลความร่วมมือที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน นั่นคือการขายหุ้นส่วนใหญ่ให้กับกองทุนไพรเวทอิควิตี (Private Equity: PE) ท้องถิ่น ท่ามกลางการแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โมเดลดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของแบรนด์ตะวันตก ที่เริ่มยอมรับว่าการบริหารจากสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศไม่เพียงพออีกต่อไป สำหรับตลาดจีนที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น

ในอดีต แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มจากตะวันตกเคยประสบความสำเร็จในจีนโดยแทบไม่ต้องปรับตัว สินค้าพรีเมียมจากต่างประเทศสามารถขายได้ด้วยตัวเอง แต่ปัจจุบันภาพนั้นเปลี่ยนไป ผู้เล่นท้องถิ่นเร่งแซงหน้าด้วยราคาที่แข่งขันได้ กลยุทธ์ดิจิทัลที่เฉียบคม และความเข้าใจผู้บริโภคจีนอย่างลึกซึ้ง ทำให้การตัดสินใจที่ล่าช้าจากสำนักงานใหญ่ซึ่งอยู่ไกลกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ

กองทุนไพรเวทอิควิตีของจีนจึงกลายเป็นพันธมิตรที่ตอบโจทย์ ด้วยจุดเด่นด้านความเร็วในการตัดสินใจ ความยืดหยุ่นในการปรับเมนูและราคา รวมถึงความสามารถในการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองระดับรองเคอิ ฮาเซกาวะ หุ้นส่วนของบริษัทที่ปรึกษา YCP กล่าวว่า “การมีส่วนร่วมของพวกเขาช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้ด้วยความเร็วแบบจีน”

ภายใต้โมเดลนี้ สตาร์บัคส์กำลังขายหุ้น 60% ในธุรกิจจีนให้กับ Boyu Capital ในดีลมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ โดยประเมินว่ามูลค่าธุรกิจจีนจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า รวมถึงรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ที่บริษัทแม่ในซีแอตเทิลจะได้รับ ขณะที่ CPE Capital เตรียมลงทุน 350 ล้านดอลลาร์ในธุรกิจเบอร์เกอร์คิงจีน และเข้าถือหุ้น 83% ทั้งสองดีลยังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569

กระแสดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสองแบรนด์ใหญ่เท่านั้น ในเดือนนี้ IDG Capital ซึ่งมีฐานในปักกิ่ง ได้เข้าซื้อหุ้นควบคุมในธุรกิจจีนของโยเกิร์ตแบรนด์ฝรั่งเศส Yoplait ด้วยมูลค่าราว 250 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มีรายงานว่า General Mills กำลังพิจารณาขายร้าน Haagen-Dazs ในจีน และ Oatly Group AB แบรนด์นมข้าวโอ๊ตจากสวีเดน ก็กำลังสำรวจทางเลือกในการขายธุรกิจจีนเช่นกัน

แรงกดดันต่อแบรนด์ตะวันตกยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อผู้เล่นท้องถิ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด Luckin Coffee แซงหน้า Starbucks ทั้งในแง่ยอดขายและจำนวนสาขาตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่ Restaurant Brands International เผชิญปัญหากับ Burger King ในจีน โดยยอดขายเฉลี่ยต่อร้านอยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับตลาดหลักอื่น ๆ ของบริษัท

นอกจากความคล่องตัวในการบริหารแล้ว กองทุน PE ท้องถิ่นยังมีความพร้อมในการปรับโครงสร้างผู้บริหาร และมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งกับซัพพลายเออร์ ผู้จัดจำหน่าย เจ้าของพื้นที่เช่า และหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานในการดำเนินธุรกิจ นี่คือปัจจัยที่ทำให้โมเดลความร่วมมือรูปแบบใหม่นี้ยิ่งได้รับความสนใจ

ห่าว โจว หุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายไพรเวทอิควิตีจีนแผ่นดินใหญ่ของ Bain & Company กล่าวว่า “นอกเหนือจากเงินทุน พันธมิตรท้องถิ่นยังนำประสบการณ์การฟื้นฟูกิจการ ความเชี่ยวชาญเฉพาะอุตสาหกรรม และเครือข่ายบุคลากร เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะถัดไป” พร้อมเสริมว่าแม้ดีลจะยังไม่ปิด แต่กองทุนเหล่านี้ก็เริ่มเข้าไปเตรียมงานและโฟกัสโครงการสำคัญล่วงหน้าแล้ว

แม้การตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อเจาะตลาดจีนจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความร่วมมือรอบล่าสุดสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนว่า แบรนด์ต่างชาติต้องยกเครื่องโครงสร้างธุรกิจอย่างจริงจัง เพื่อความอยู่รอดในสนามอาหารที่แข่งขันรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โจ ไง ประธาน McKinsey ประจำจีนแผ่นดินใหญ่ กล่าวว่า เมื่อความต้องการด้านความเร็วในการออกสู่ตลาด การปรับให้เข้ากับท้องถิ่นและนวัตกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทข้ามชาติจึงต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างการอัดฉีดเงินเพิ่มเติมเพื่อปกป้องส่วนแบ่งตลาด หรือการดึงพันธมิตรท้องถิ่นเข้ามาเสริมทัพ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Dairy Queen ซึ่งมีไอศกรีมในจีนกว่า 90% ที่พัฒนาเฉพาะตลาดท้องถิ่นและไม่มีจำหน่ายในสหรัฐ แฟรงก์ ถัง ประธาน FountainVest Partners ซึ่งบริหาร Dairy Queen และ Papa John’s ในจีน กล่าวในเวทีอุตสาหกรรมที่ฮ่องกงเมื่อเดือนก่อน

หัวใจสำคัญของโมเดลใหม่นี้อยู่ที่โครงสร้างค่าลิขสิทธิ์ นักวิเคราะห์จาก PitchBook ระบุว่าบริษัทข้ามชาติอาจเลือกถือหุ้นส่วนน้อย แต่คงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ โดยปล่อยให้พันธมิตร PE ดูแลการดำเนินงานประจำวัน สำหรับ Starbucks ค่าลิขสิทธิ์จาก Boyu อาจกลายเป็นแหล่งสร้างมูลค่าสูงสุดของการประเมินมูลค่าธุรกิจจีนที่บริษัทคาดไว้ถึง 13,000 ล้านดอลลาร์

แหล่งข่าวระบุว่า อัตราค่าลิขสิทธิ์ที่ Starbucks เสนอสูงกว่าที่ผู้เสนอราคารายอื่นพร้อมยอมรับ แม้บริษัทจะปฏิเสธแสดงความคิดเห็น แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าลิขสิทธิ์เพียง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ก็สามารถส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการ โดยเฉพาะในธุรกิจกาแฟที่มีมาร์จิ้นสูง

ในมุมของกองทุน PE ธุรกิจในจีนของบรรษัทข้ามชาติกลายเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูด ในช่วงที่อุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันให้เร่งนำเงินทุนที่ค้างอยู่ไปลงทุน หลังจากหลายปีของดีลที่ซบเซา ธุรกิจเหล่านี้มีทั้งกระแสเงินสดที่มั่นคง แบรนด์แข็งแรง และเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน

กรณีของ McDonald’s มักถูกยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จ ในปี 2566 McDonald’s China ซื้อหุ้นคืนจาก Carlyle หลังร่วมถือครองกัน 6 ปี ส่งผลให้ Carlyle ได้ผลตอบแทนสูงถึง 6.7 เท่าของเงินลงทุน

ข้อมูลจาก ARC Group ระบุว่าดีล carve-out ที่กองทุน PE เข้าซื้อธุรกิจย่อยของบริษัทขนาดใหญ่ในจีนปีนี้ มีมูลค่ารวมพุ่งขึ้นเป็น 39,000 ล้านดอลลาร์ จาก 23,000 ล้านดอลลาร์ตลอดทั้งปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากดีลขนาดใหญ่หลายรายการ รวมถึงการเข้าซื้อศูนย์การค้า 48 แห่งของ Dalian Wanda มูลค่า 6.9 พันล้านดอลลาร์

ท้ายที่สุด ดีลของ Starbucks สะท้อนแนวโน้มที่กว้างขึ้นของบริษัทต่างชาติ ซึ่งกำลังทยอยขายธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลักหรือมีผลประกอบการอ่อนแอในจีน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการผู้บริโภคที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

โจวจาก ARC Group กล่าวว่า “บริษัทตะวันตกบางแห่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นให้ถอนตัวจากธุรกิจจีนที่เติบโตช้า” พร้อมชี้ว่านี่คือจังหวะที่เหมาะสมสำหรับกองทุน PE ในการเข้าซื้อกิจการที่บริษัทแม่ไม่ได้ให้ความสำคัญอีกต่อไป

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นทั่วโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...