BOJ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 0.75% สูงสุดรอบ 30 ปี ท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบาง
BOJ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 0.75% สูงสุดรอบ 30 ปี หลังเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องเกือบ 4 ปี สะท้อนความพยายามเดินหน้านโยบายการเงินสู่ภาวะปกติ แม้เศรษฐกิจเปราะบาง
วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 10.26 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 0.75% ในการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นับเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี หรือตั้งแต่ปี 2538 และเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ สะท้อนการเดินหน้าปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติอย่างต่อเนื่อง หลังญี่ปุ่นเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเป้าหมายมาเกือบ 4 ปี
การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ Policy Normalization ที่ญี่ปุ่นเริ่มต้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา หลัง BOJ ยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยผู้กำหนดนโยบายย้ำมาโดยตลอดว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างวงจรเชิงบวกระหว่างการปรับขึ้นค่าจ้างและระดับราคาสินค้า เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของBOJ ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 44 โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤศจิกายนขยายตัว 2.9% อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงได้กดดันกำลังซื้อของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากค่าจ้างที่แท้จริง (real wages) ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ตามข้อมูลจากกระทรวงแรงงานญี่ปุ่น
แม้การขึ้นดอกเบี้ยจะมีเป้าหมายควบคุมเงินเฟ้อ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง โดยตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ซึ่งมีการปรับทบทวนล่าสุด ระบุว่าเศรษฐกิจหดตัว 0.6% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และหดตัวถึง 2.3% ในรูป annualized ซึ่งแย่กว่าประมาณการเบื้องต้น
นอกจากนี้การปรับขึ้นดอกเบี้ยยังเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น และซ้ำเติมภาระการคลังของประเทศ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงที่สุดในโลกที่เกือบ 230% ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ด้านค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าเคลื่อนไหวในกรอบ 154–157 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และอ่อนค่าลงกว่า 2.5% นับตั้งแต่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนนโยบายการเงินผ่อนคลาย เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์จาก Oxford Economics ประเมินว่า หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ BOJ มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงกลางปี 2569 เพื่อดันอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับปลายทาง (terminal rate) ที่ราว 1% ซึ่งเป็นระดับที่สมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ เคยระบุว่าการประเมินอัตราดอกเบี้ยปลายทางยังทำได้ยาก โดย BOJ ประเมินกรอบกว้างไว้ที่ 1–2.5%
Oxford Economics เตือนว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจสร้างแรงเสียดทานทางนโยบายกับรัฐบาล หากเงินเฟ้อชะลอลงสู่ระดับใกล้ 2% ได้อย่างราบรื่นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเคยคัดค้านการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวในช่วงหาเสียง แม้ภายหลังจะส่งสัญญาณผ่อนคลายจุดยืนลง
ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลยอมรับการขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ คือการอ่อนค่าของเงินเยนและแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ซึ่งกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนทางนโยบาย โดยในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินรวม 21.3 ล้านล้านเยน หรือราว 1.355 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ
อ้างอิง : www.cnbc.com