โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

โค่นขบวนการเถื่อน “ขาย DNA -ฟอกตัว” สวมบัตรคนไทยให้ต่างด้าว

Thai PBS

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 07.43 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 07.42 น. • Thai PBS

จับ 13 ผู้ต้องหาเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวนนี้มี “ขวัญชัย เนื่องจำนง” นายอำเภอเวียงแหง รวมอยู่ด้วย และนายหน้าผู้ร่วมขบวนการทุจริตสวมรายชื่อ “คนตาย” ทำบัตรประชาชนให้กับชาวต่างด้าว ราคาใบละ 400,000 บาท ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี พบออกบัตรฯไปแล้ว 700 ใบ เชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เคยก่อเหตุ ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนและเชียงราย

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (20 พ.ย.2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย, พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท.เดินทางลงพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ร่วมแถลงผลปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง

มีรายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ทีมล่วงหน้าประกอบด้วย พ.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท และหน่วยงานเกี่ยวข้องลงพื้นที่พบตรวจสอบจนได้ข้อเท็จจริงว่า ในพื้นที่ดังกล่าวมีขบวนการสวมสิทธิบัตรประชา ชนให้คนด่างด้าวจำนวนมาก และทำกันเป็นเครือข่ายขบวนการ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำความผิด จนมาสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐ 13 คน ตั้งแต่นายอำเภอเวียงแหง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและนายหน้า หลังพบพยานหลักฐานว่า ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีใช้พยานหลักฐาน เอกสารเท็จทำบัตรประชาชนไทยให้คนจีนเทา และคนต่างด้าว

โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอศาลออกหมายจับและเข้าตรวจค้นในพื้นที่กว่า 10 จุด พบมีบุคคลเกี่ยวข้องในขบวนการครอบครองอาวุธสงคราม ทั้งที่มีใบอนุญาต และไม่มีใบอนุญาต หรือปืนเถื่อน 6 กระบอก ซึ่งเจ้าหน้าที่ค้นเจอในบ้าน 5 กระบอก และในรถส่วนบุคคลอีก 1 กระบอก

และที่น่าตกใจ คือ ขบวนการดังกล่าวมี นายขวัญชัย เนื่องจำนง นายอำเภอเวียงแหง ถูกจับกุมดำเนินคดีและตกเป็นผู้ต้องหาส่วยสัญชาติด้วย หลังจากถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาสอบสวนแล้วให้การรับสารภาพว่า มีส่วนรู้เห็นกับขบวนการดังกล่าวจริง จึงมีการประสานแจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด คือกรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวชุดจับกุมระบุว่า ขบวนการสวมสิทธิคนตายออกบัตรให้คนต่างด้าว ได้ร่วมกันกระทำความผิด โดยแบ่งหน้าที่กันทำ หากบุคคลต่างด้าว ต้องการบัตรประจำตัวประชาชนจะเสียค่าใช้จ่าย 400,000-600,000 บาท เพื่อจะได้บัตรหัวศูนย์ หรือบัตร 0-89 ซึ่งเป็นบัตรสีขาวก่อนที่จะได้สวมบัตรบุคคลสัญชาติไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนคนไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล การซื้ออสังหาริมทรัพย์ การทำธุรกรรมทางการเงิน เปิดบัญชีธนาคาร หรือเปิดบริษัท

มีรายงานระบุว่า พื้นที่ในอำเภอตามแนวชายแดนไทยและเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไทย-เมียนมา เป็นจุดหนึ่งที่เจ้าหน้าที่พบว่ามีขบวนการฟอกตัวสวมสิทธิเป็นคนไทยมากที่สุด เช่น อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ และ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เป็นต้น

โดยเฉพาะ อ.เวียงแหง ถือได้ว่าเป็นเมืองหลวงของการทุจริตในการสวมสิทธิสถานะบุคคลมาอย่างยาวนาน และมีการกระทำความผิดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 และเจ้าหน้าที่รัฐระดับปลัดอำเภอถูกจับกุมดำเนินคดี ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ต่อมาในปี 2563 ก็มีปลัดอำเภอเข้ามาเกี่ยวข้องจนถูกลงโทษให้ออกจากราชการ และมาเกิดเหตุซ้ำรอยอีกครั้งในปี 2568

สำหรับรูปแบบของแผนประทุษกรรมไม่แตกต่างกัน คือ ขบวนการจะส่งนายหน้ามาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้ต้องการใช้บัตรประชาชนไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในขบวนการจะทราบว่ามีเลขบัตรใดบ้างที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานมาก แล้วจะดึงข้อมูลก็บไว้หรือมีข้อมูลแจ้งตายเด้งเข้ามาในบัญชี

หรือมีการรวบรวมรายชื่อของผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดารหรือตามแนวชายแดน การเดินทางเข้าถึงยากลำบาก โดยผู้ที่ถูกสวมบัตรจะมีสูติบัตรแจ้งเกิดแต่เสียชีวิตไปแล้ว และไม่มีการแจ้งตายไม่มีการจำหน่ายรายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน และยังไม่เคยทำบัตรประชาชนมาก่อน จากนั้นจะนำตัวผู้ที่ต้องการจะสวมสิทธิทำบัตรประชาชนมาแสดงตัวพร้อมยื่นคำร้องและสวมตัวเป็นคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าวเพื่อขอทำบัตรประชาชน

จากนั้นนายหน้าก็จะนำเจ้าบ้านพ่อแม่ญาติพี่น้องของผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านผู้นำชุมชนหรือบุคคลที่มีที่น่าเชื่อถือ มายืนยันรับรองสิทธิกับเจ้าหน้าที่ว่าผู้ที่ขอทำบัตรนั้น เป็นคนคนเดียวกับผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยการยื่นขอทำบัตรมักจะเป็นการยื่นขอทำบัตรครั้งแรกเกินกำหนดและอยู่นอกพื้นที่

เนื่องจากระบบมีช่องโหว่ตรงที่เป็นการทำบัตรครั้งแรก ทำให้ระบบฐานข้อมูลยังไม่มีภาพถ่ายใบหน้าและพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ใช้เปรียบเทียบจึงทำให้ยากต่อการตรวจสอบเพราะการทำบัตรนอกพื้นที่ที่กฎหมายให้สิทธิประชาชนให้ทำเมื่อมีการยื่นหลักฐานครบถ้วนและมีผู้รับรองครบถ้วนทุกอย่างจึงไม่สามารถปฏิเสธคำร้องขอได้

“เจ้าหน้าที่จะเอาเลขบัตรเหล่านี้มาแอบเก็บไว้ หากใครอยากได้ เขาจะเอาไว้ขาย เพราะก่อนจะได้เลขบัตรประชาชน 13 หลักจะต้องได้เลขศูนย์ คือ 089 หรือเรียกว่า “บัตรหัวศูนย์” ซึ่งจะต้องเข้ากระบวนการตรวจสอบ เช่น มีการสืบสายโลหิต มีถิ่นที่พำนัก และก็จะนำมาฟอกสวมให้คนต่างด้าว มีทั้งชาวจีนเทา เมียนมา กัมพูชา”

มีรายงานระบุว่า ปัจจุบันแผนประทุษกรรมการซื้อ-ขาย ฟอกตัวชาวต่างด้าวสวมสิทธิบัตรประชาชนไทยจะลงมาที่ จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด โดบราคาซื้อขายอยู่ที่ใบละ 4 แสนบาท หรือมากกว่านั้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งที่ทำมาหากินของคนจีน

“ในกรณีนี้ เราพบความผิดปกติมีกลุ่มจีนเทาเข้าสวมบัตรคนเสียชีวิต เนื่องจากบัตรประชาชนที่รวบรวมเป็นหลักฐานได้กว่า 20 ใบ พบข้อพิรุธคือ มีใบหน้าที่เป็นคนจีนอยู่ 4-5 คน จึงได้ประสานให้ บก.ปปป. และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ช่วยตรวจสอบโดยใช้วิธีการ FACE ID MATCHING ใน 6 คนที่นำไปตรวจสอบ พบว่า 3 คนเป็นชาวจีน และมีพลาสปอร์ต ซึ่งแสดงว่าไม่ไช่ได้บัตรมาจากถิ่นฐานกำเนินหรือแหล่งพำนักพิงและสายโลหิตที่เกิดในประเทศไทย” แหล่งข่าวชุดตรวจค้นจับกุมระบุ

มีรายงานระบุว่า สำหรับวิธีการฟอกบัตรบัตรประชาชนให้คนต่างด้าว นายหน้าจะติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกจ้างช่วยงานด้าน ทะเบียนของอำเภอ ลักลอบดำเนินการ โดยการใช้รหัสเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล ในการทำบัตรประชาชนของปลัดอำเภอที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย และปลอมลายมือชื่อของปลัดอำเภอ ให้กับผู้ที่สวมตัวทำบัตรประชาชนซึ่งปลัดและนายอำเภอมักจะ “รู้กัน”

ทั้งนี้ส่วนใหญ่ทำเป็นกระบวนการและเครือข่ายใหญ่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เคยก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนไทยเมียนมาด้าน จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และเชียงราย โดยจะมีการเรียกเก็บเงินค่อนข้างสูงหลักหลายแสนบาทไปจนถึงหลักล้านบาทต่อราย และมีความเป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มหรือเครือข่ายที่ทำผิดกฎหมายอื่นเช่นยาเสพติดและการฟอกเงินทุนจีนเทา

มีรายงานระบุอีกว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินของขบวนการปลอมแปลงบัตรประชาชนว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงใครบ้าง และมีตรวจข้อมูลเชิงลึกหลังพบ

ยังมีการซื้อขาย DNA เพื่อนำมาเป็นหลักฐานใช้แจ้งเกิดเพื่อให้ได้หมายเลข 13 หลักของ ชาวต่างด้าวที่มีฐานะและกำลังเงิน โดยไม่ต้องใช้บัตรหัวศูนย์หรือสวมบัตรคนตาย โดยเสียค่าใช้จ่ายรายละ 500,000-600,000 บาท จากการตรวจสอบพบว่า มีบัตรประชาชนที่ได้มาจาก DNA จำนวน 6,000-7,000 ใบ ในประเทศไทย

ขบวนการสวมตัวทำบัตรประชาชนผู้ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศไทยอย่างมาก เพราะชาวต่างด้าวผู้สวมบัตรบางคน นอกจากได้บัตรประจำตัวประชาชนคนไทยแล้ว มีหนังสือเดินทางประเทศไทย และมีหนังสือเดินทางต่างประเทศ แถมยังมีชื่อสกุลบุคคลต่างชาติ ใช้เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หลายครั้ง โดยรูปถ่ายในหนังสือเดินทางต่างประเทศ ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชน และหนังสือเดินทางประเทศไทยอีกด้วย

จึงต้องจับตาดูว่าหลังจากนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงจะโค่นล้มขบวน การเถื่อน "ส่วยสัญชาติ" ได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้การฟอกตัวสวมสิทธิคนต่างด้าวลอยนวลเป็นคนไทยและใช้ทรัพยากรของไทย โดยไร้วิธีการจัดการ

หมายเหตุ : นายขวัญชัย เนื่องจำนง นายอำเภอเวียงแหง ผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว นอกจากตกเป็นผู้ต้องหาคดีส่วยสัญชาติแล้ว ระหว่างนี้กรมการปกครองมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยกรมการปกครอง เพื่อรอขั้นตอนเสนอให้ออกจากราชการ เนื่องจากเป็นคดีอาญา

อ่านข่าว

คำพิพากษาฉบับเต็ม คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป "ทักษิณ" จ่าย 1.76 หมื่นล้าน

ปิดฉากคดีหุ้นชินคอร์ป “ทักษิณ” ต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านคืนรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ฟ้าผ่าถังเก็บน้ำมันดิบ "ไทยออยล์" บริษัทประกาศคุมสถานการณ์ได้แล้ว ไร้คนเจ็บ

6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไวรัล คลิปปลากระป๋องต้องสงสัย เจ้าของบริษัทยัน ไม่ใช่ปลาหมอคางดำ

7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"วันนอร์" เตรียมชง 4 แผนหลัก ขอ 4 ปี สร้างสันติสุขชายแดนใต้

8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สส.ภูมิใจไทย ร้อง "ปชน." ขอโทษ ปมกล่าวหา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน พาดพิงยาเสพติด

8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว อาชญากรรม อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...