ชูกลยุทธ์เรียนฟรี-อัปเกรดวิชาการ โมเดล‘อนุบาล 3 ขวบ’ลดเหลื่อมล้ำ
เกิดเป็นคำถามแล้วกรุงเทพมหานคร(กทม.)มีแนวโน้มที่จะยุบโรงเรียนในสังกัดหรือไม่ รวมถึงมีแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ที่จำนวนเด็กเข้าเรียนน้อยลงได้อย่างไร
สำหรับโรงเรียนในสังกัดกทม. มีทั้งหมด 437 โรงเรียน เปิดสอนในระดับชั้นอนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กนักเรียนในระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา
• ทำความเข้าใจโรงเรียนสังกัดกทม.
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า การศึกษาของกทม.เน้นการศึกษาเด็กเล็กเป็นหลักเพราะเมื่อเด็กจบจากโรงเรียนสังกัดกทม.แล้วก็จะต้องส่งต่อเข้าสู่โรงเรียนในสังกัดอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและปลาย ดังนั้นเราจึงมุ่งในการทำเรื่องการศึกษาของเด็กปฐมวัยให้ดี โดยปัจจุบันได้ทำการเปิดรับนักเรียนในระดับชั้นอนุบาล1 ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จำนวน 312 โรงเรียน
• ไม่มีนโยบายยุบโรงเรียน
เมื่อถามว่าในอนาคตโรงเรียนในสังกัดกทม.จะได้รับผลกระทบจากจำนวนเด็กที่เข้าเรียนน้อยหรือไม่นั้น นายศานนท์ ระบุ ถ้าหากมองทางเชิงกายภาพ กทม.โอกาสที่จะมีปัญหาน้อย เพราะตราบใดที่ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจ จะมีแรงงาน มีคนจากต่างจังหวัดเข้ามา ก็จะทำให้มึเด็กมากขึ้น แต่กทม.จะมีปัญหาอย่างอื่นแทน ทั้งนี้ถ้าถามจำนวนเด็ก ณ ปัจจุบันนี้ กทม.จะยังไม่มีปัญหาในช่วงระยะเวลา5-10 ปีนี้ แต่ก็มีโรงเรียนที่มีขนาดเล็กโดยมีจำนวนเด็กนักเรียนไม่ถึง 100 คนราว 10 แห่ง
"นโยบายยุบโรงเรียนไม่มีแต่จะเป็นการปรับเปลี่ยน รูปแบบไปตามบริบทโดยให้โรงเรียนเป็น Life long Learning เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรที่รวมถึงครู
จากเดิมอัตราส่วนครูจะถูกล็อคที่จำนวนสาขาวิชาหมายถึง 1 โรงเรียนจะต้องมีครูครบทั้ง 8กลุ่มสาระการเรียนรู้ ทำให้บางโรงเรียนมีจำนวนครูเกือบเท่ากับนักเรียน แต่การปรับเปลี่ยนนี้จะทำให้การจัดสรรทรัพยากรดีขึ้น โรงเรียนขนาดใหญ่ที่เคยขาดครูก็จะมีจำนวนครูเติมเข้าไปให้ครบในระบบโดยที่ไม่ต้องสรรหาบุคาลกร(recruit) ใหม่และในส่วนของงบประมาณที่ลงไปก็จะมี Economic of scale มากขึ้น พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่าโรงเรียนที่ดีที่สุดคือโรงเรียนที่ใกล้ที่สุด จึงยังคงจะต้องมีโรงเรียนใกล้บ้าน และอย่างน้อยโรงเรียนเล็กของเราจะต้องมีระดับชั้นละ 1 ห้องแต่ไม่ใช่มีจำนวนน้อยมากจนถึงขนาดเอาทุกห้องมาเรียนรวมกัน "
• กลยุทธ์เพิ่มจำนวนเด็กนักเรียน
นายศานนท์ กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลเดิมในปีการศึกษา 2567 พบว่าเด็กช่วงอายุ 0-6 ปี ในกรุงเทพฯ ที่มีประมาณ 300,000 คน โดยมีอัตราการเกิดปีละ 50,000 คนนั้น มีเด็กอยู่ในระบบการศึกษาเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น
แต่จากการดำเนินนโยบายเชิงรุก ทั้งการขยายรับเด็กอายุ 3 ขวบเพื่อเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลของโรงเรียนสังกัดกทม. ส่งผลให้ในปีการศึกษา 2568 ตัวเลขเด็กที่หลุดจากระบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 4 ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งปัจจัยหลัก ที่ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจ คือการเป็นโรงเรียนที่เรียนฟรีอย่างแท้จริง มีอาหารเช้าและกลางวันดูแลดี รวมถึงการปรับปรุงกายภาพห้องเรียนให้มีเครื่องปรับอากาศและห้องปลอดฝุ่น ทำให้โรงเรียน กทม. กลายเป็นที่พึ่งของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
"เนื่องด้วยการเรียนในระดับชั้นอนุบาลไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ เพราะภาคบังคับคือระดับชั้น ป.1-ม.3 ทำให้ผู้ปกครองเลือกที่จะไม่นำบุตรหลานเข้าโรงเรียนอนุบาลหรือเนสเซอรี่เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเราทำให้โรงเรียนภาครัฐเรียนฟรีได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ก็จะทำให้ผู้ปกครองนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย ปัจจุบันโรงเรียนสังกัดกทม.ชั้นอนุบาลเรารับเด็กเกือบ 50,000 คน ถือเป็นสัดส่วนที่เยอะที่สุดในเด็กปฐมวัยของทั้งเมือง ถ้าเราทำได้ดี เด็กที่เยอะที่สุดกลุ่มนี้ก็จะได้รับการดูแลที่ดีไปด้วย ในอนาคตอาจจะมีการเปิดในระดับเตรียมอนุบาล ซึ่งตอนนี้เรามองเห็นแล้วว่ามันมีความต้องการอยู่ ความเหลื่อมล้ำส่งผลให้มีเด็กหลุดสูงที่สุดคือในช่วงปฐมวัย ดังนั้นเราจึงมองว่า เราควรเป็นที่พึ่งสำหรับเด็กเล็กก่อน และเมื่อมีเด็กเรียนในระดับชั้นอนุบาลเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลให้เด็กขยับขึ้นไปเรียนต่อในระดับประถมศึกษาอัตโนมัติ"
• ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนเทียบเท่าอินเตอร์
นายศานนท์ กล่าวเพิ่มว่า กทม. ยังมีแผนขยายผลการเรียนการสอนในรูปแบบ English Program (EP) และการเรียนรู้ภาษาที่สองให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยปัจจุบันมีโรงเรียนที่มีห้อง EP แล้วกว่า 83 โรงเรียน และจะขยายให้ครบทั้ง 437 โรงเรียนในอนาคต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างมาตรฐานการศึกษาที่เท่าเทียมกันทั่วกรุงเทพฯ
" จุดมุ่งหมายของเรา คือโรงเรียนสังกัดกทม.จะต้องเป็นโรงเรียนที่ส่งต่อเด็กไปยัง สังกัดอื่นๆ และเรามีหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดังนั้นโจทย์คือจะต้องทำอย่างไรให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพได้มาตรฐานไม่ใช่โดดเด่นเพียงโรงเรียนเดียว จึงมีแนวคิดที่จะทำให้โรงเรียนกทม.มีมาตรฐานเหมือนโรงเรียนอินเตอร์ฯ ปัจจุบันเรามีโรงเรียนที่สอนแบบสองภาษาจำนวน 97 โรงเรียน แบ่งเป็นห้องเรียนไทย -อังกฤษ จำนวน 83 โรงเรียน และ ห้องเรียนไทย- จีน 14 โรงเรียนนอกจากนี้ ยังมีการเปิดสอนวิชาภาษาต่างประเทศเพิ่มเติมทั้งคือภาษาญี่ปุ่น 12 โรงเรียน ภาษาอาหรับ 71 โรงเรียนและภาษามลายู 7 โรงเรียน และในอนาคคยังวางแผนที่จะมีการยกระดับห้องเรียนEp ให้เป็นแบบอินเตอร์ จริงๆ ที่ใช้หนังสือเรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนั้นเราจึงไม่ยุบโรงเรียน แต่เราจะต้องทำอย่างไรให้คนเข้าถึงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงต้องมีการปรับอัตราส่วน ปรับพื้นที่ ทำให้คนเข้าถึงง่าย การเรียนฟรี มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน และค่อยๆยกระดับขึ้นไปพร้อมกัน"
ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน