โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ชูกลยุทธ์เรียนฟรี-อัปเกรดวิชาการ โมเดล‘อนุบาล 3 ขวบ’ลดเหลื่อมล้ำ

เดลินิวส์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • เดลินิวส์
ในช่วงปี2568 จะเห็นข่าวการปิดตัวลงของโรงเรียนหลายแห่งเนื่องมาจากจำนวนของเด็กที่น้อยลง และปัญหาด้านเศรษฐกิจของผู้ปกครอง ขณะที่โรงเรียนรัฐเองในบางพื้นที่ต้องมีการยุบโรงเรียนเนื่องจากจำนวนเด็กน้อยลง ส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกิดน้อยลง และอีกส่วนมาจากสภาพทางเศรษฐกิจของผู้ปกครองที่ไม่เพียงพอจะสนับสนุนให้เด็กเรียนต่อในระดับสูงต่อไป

เกิดเป็นคำถามแล้วกรุงเทพมหานคร(กทม.)มีแนวโน้มที่จะยุบโรงเรียนในสังกัดหรือไม่ รวมถึงมีแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ที่จำนวนเด็กเข้าเรียนน้อยลงได้อย่างไร

สำหรับโรงเรียนในสังกัดกทม. มีทั้งหมด 437 โรงเรียน เปิดสอนในระดับชั้นอนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กนักเรียนในระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา

• ทำความเข้าใจโรงเรียนสังกัดกทม.

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า การศึกษาของกทม.เน้นการศึกษาเด็กเล็กเป็นหลักเพราะเมื่อเด็กจบจากโรงเรียนสังกัดกทม.แล้วก็จะต้องส่งต่อเข้าสู่โรงเรียนในสังกัดอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและปลาย ดังนั้นเราจึงมุ่งในการทำเรื่องการศึกษาของเด็กปฐมวัยให้ดี โดยปัจจุบันได้ทำการเปิดรับนักเรียนในระดับชั้นอนุบาล1 ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จำนวน 312 โรงเรียน

• ไม่มีนโยบายยุบโรงเรียน

เมื่อถามว่าในอนาคตโรงเรียนในสังกัดกทม.จะได้รับผลกระทบจากจำนวนเด็กที่เข้าเรียนน้อยหรือไม่นั้น นายศานนท์ ระบุ ถ้าหากมองทางเชิงกายภาพ กทม.โอกาสที่จะมีปัญหาน้อย เพราะตราบใดที่ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจ จะมีแรงงาน มีคนจากต่างจังหวัดเข้ามา ก็จะทำให้มึเด็กมากขึ้น แต่กทม.จะมีปัญหาอย่างอื่นแทน ทั้งนี้ถ้าถามจำนวนเด็ก ณ ปัจจุบันนี้ กทม.จะยังไม่มีปัญหาในช่วงระยะเวลา5-10 ปีนี้ แต่ก็มีโรงเรียนที่มีขนาดเล็กโดยมีจำนวนเด็กนักเรียนไม่ถึง 100 คนราว 10 แห่ง

"นโยบายยุบโรงเรียนไม่มีแต่จะเป็นการปรับเปลี่ยน รูปแบบไปตามบริบทโดยให้โรงเรียนเป็น Life long Learning เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรที่รวมถึงครู

จากเดิมอัตราส่วนครูจะถูกล็อคที่จำนวนสาขาวิชาหมายถึง 1 โรงเรียนจะต้องมีครูครบทั้ง 8กลุ่มสาระการเรียนรู้ ทำให้บางโรงเรียนมีจำนวนครูเกือบเท่ากับนักเรียน แต่การปรับเปลี่ยนนี้จะทำให้การจัดสรรทรัพยากรดีขึ้น โรงเรียนขนาดใหญ่ที่เคยขาดครูก็จะมีจำนวนครูเติมเข้าไปให้ครบในระบบโดยที่ไม่ต้องสรรหาบุคาลกร(recruit) ใหม่และในส่วนของงบประมาณที่ลงไปก็จะมี Economic of scale มากขึ้น พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่าโรงเรียนที่ดีที่สุดคือโรงเรียนที่ใกล้ที่สุด จึงยังคงจะต้องมีโรงเรียนใกล้บ้าน และอย่างน้อยโรงเรียนเล็กของเราจะต้องมีระดับชั้นละ 1 ห้องแต่ไม่ใช่มีจำนวนน้อยมากจนถึงขนาดเอาทุกห้องมาเรียนรวมกัน "

• กลยุทธ์เพิ่มจำนวนเด็กนักเรียน

นายศานนท์ กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลเดิมในปีการศึกษา 2567 พบว่าเด็กช่วงอายุ 0-6 ปี ในกรุงเทพฯ ที่มีประมาณ 300,000 คน โดยมีอัตราการเกิดปีละ 50,000 คนนั้น มีเด็กอยู่ในระบบการศึกษาเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

แต่จากการดำเนินนโยบายเชิงรุก ทั้งการขยายรับเด็กอายุ 3 ขวบเพื่อเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลของโรงเรียนสังกัดกทม. ส่งผลให้ในปีการศึกษา 2568 ตัวเลขเด็กที่หลุดจากระบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 4 ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งปัจจัยหลัก ที่ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจ คือการเป็นโรงเรียนที่เรียนฟรีอย่างแท้จริง มีอาหารเช้าและกลางวันดูแลดี รวมถึงการปรับปรุงกายภาพห้องเรียนให้มีเครื่องปรับอากาศและห้องปลอดฝุ่น ทำให้โรงเรียน กทม. กลายเป็นที่พึ่งของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

"เนื่องด้วยการเรียนในระดับชั้นอนุบาลไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ เพราะภาคบังคับคือระดับชั้น ป.1-ม.3 ทำให้ผู้ปกครองเลือกที่จะไม่นำบุตรหลานเข้าโรงเรียนอนุบาลหรือเนสเซอรี่เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเราทำให้โรงเรียนภาครัฐเรียนฟรีได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ก็จะทำให้ผู้ปกครองนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย ปัจจุบันโรงเรียนสังกัดกทม.ชั้นอนุบาลเรารับเด็กเกือบ 50,000 คน ถือเป็นสัดส่วนที่เยอะที่สุดในเด็กปฐมวัยของทั้งเมือง ถ้าเราทำได้ดี เด็กที่เยอะที่สุดกลุ่มนี้ก็จะได้รับการดูแลที่ดีไปด้วย ในอนาคตอาจจะมีการเปิดในระดับเตรียมอนุบาล ซึ่งตอนนี้เรามองเห็นแล้วว่ามันมีความต้องการอยู่ ความเหลื่อมล้ำส่งผลให้มีเด็กหลุดสูงที่สุดคือในช่วงปฐมวัย ดังนั้นเราจึงมองว่า เราควรเป็นที่พึ่งสำหรับเด็กเล็กก่อน และเมื่อมีเด็กเรียนในระดับชั้นอนุบาลเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลให้เด็กขยับขึ้นไปเรียนต่อในระดับประถมศึกษาอัตโนมัติ"

• ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนเทียบเท่าอินเตอร์

นายศานนท์ กล่าวเพิ่มว่า กทม. ยังมีแผนขยายผลการเรียนการสอนในรูปแบบ English Program (EP) และการเรียนรู้ภาษาที่สองให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยปัจจุบันมีโรงเรียนที่มีห้อง EP แล้วกว่า 83 โรงเรียน และจะขยายให้ครบทั้ง 437 โรงเรียนในอนาคต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างมาตรฐานการศึกษาที่เท่าเทียมกันทั่วกรุงเทพฯ

" จุดมุ่งหมายของเรา คือโรงเรียนสังกัดกทม.จะต้องเป็นโรงเรียนที่ส่งต่อเด็กไปยัง สังกัดอื่นๆ และเรามีหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดังนั้นโจทย์คือจะต้องทำอย่างไรให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพได้มาตรฐานไม่ใช่โดดเด่นเพียงโรงเรียนเดียว จึงมีแนวคิดที่จะทำให้โรงเรียนกทม.มีมาตรฐานเหมือนโรงเรียนอินเตอร์ฯ ปัจจุบันเรามีโรงเรียนที่สอนแบบสองภาษาจำนวน 97 โรงเรียน แบ่งเป็นห้องเรียนไทย -อังกฤษ จำนวน 83 โรงเรียน และ ห้องเรียนไทย- จีน 14 โรงเรียนนอกจากนี้ ยังมีการเปิดสอนวิชาภาษาต่างประเทศเพิ่มเติมทั้งคือภาษาญี่ปุ่น 12 โรงเรียน ภาษาอาหรับ 71 โรงเรียนและภาษามลายู 7 โรงเรียน และในอนาคคยังวางแผนที่จะมีการยกระดับห้องเรียนEp ให้เป็นแบบอินเตอร์ จริงๆ ที่ใช้หนังสือเรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนั้นเราจึงไม่ยุบโรงเรียน แต่เราจะต้องทำอย่างไรให้คนเข้าถึงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงต้องมีการปรับอัตราส่วน ปรับพื้นที่ ทำให้คนเข้าถึงง่าย การเรียนฟรี มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน และค่อยๆยกระดับขึ้นไปพร้อมกัน"

ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...