โฆษกรัฐบาล ยัน ไทยไม่เปิดด่าน หากกัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข 4 ข้อ เดินหน้า เร่งปราบสแกมเมอร์
โฆษกรัฐบาล ยัน ไทยไม่เปิดด่าน หากกัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข 4 ข้อ เดินหน้า เร่งปราบสแกมเมอร์ ด้าน “เบญจมินทร์” เผย 3 ข้อ กลไก JBC ซ่อมแซมหลักเขตแดน พร้อมทำหมุดชั่วคราว ไร้ผลทางกฎหมาย จ่อ หารือ JBC ซ้ำ มกราคม 69
วันที่ 3 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ , พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม , พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย , พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก , พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ , พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ และ พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงความคืบหน้าจากผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี และ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา (Joint Declaration) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (JBC และ GBC)
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า วันนี้จะเป็นการแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและผลการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยจะเป็นอีกครั้งที่เราต้องการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในทุกประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่มีความสำคัญ คือ สถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชา ดังนั้นการแถลงข่าวในวันนี้ก็จะมีทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมแถลงร่วมกัน
ไทยและกัมพูชาเดิมทีเราก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปด้วยดีมาโดยตลอดกระทั่งช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ที่ผ่านมาเริ่มมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นการรุกล้ำเข้ามาของฝั่งกัมพูชา ทำให้เกิดความไม่สบายใจของฝั่งไทย และในช่วงเดือนพฤษภาคม ได้มีการต่อสู้กันจากการรุกล้ำเข้ามาขึดคูเลท จากนั้นช่วงเดือนกรกฎาคมระเบิดลูกแรกของกัมพูชาตกลงที่ฝั่งไทย และมีการโต้ตอบกัน 4 วัน 5 คืน จนกระทั่งวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ได้มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิง หลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม หลังจากวันนั้นมาฝั่งไทยหยุดยิง ฝั่งกัมพูชาหยุดยิง เดิมทีเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่หลังจากนั้นเริ่มมีผู้สังเกตการณ์ที่เป็นคนนอกเข้ามา คือ สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย
ดังนั้นการไปดำเนินการใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา จะเป็นเรื่องที่ถูกสังคมโลกจับตามอง ผ่านมาจนถึงวันนี้ 96 วัน ทุกวันชาวบ้านตื่นมาก็เจอกับปืนใหญ่ รถถัง สถานการณ์จากนี้ไปสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ประเทศไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศที่มีพื้นที่ติดกัน เราไม่ได้ลืมความเจ็บแค้น แต่วันนี้เรากำลังพูดกันว่าเมื่อมีพื้นดินติดกันข้อเท็จจริงนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เราจะเดินหน้าอย่างไร เราหวังที่จะให้ประชาชนในบริเวณนั้นตื่นขึ้นมาพร้อมกับเห็นรถถังทุกวันหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าทุกคนไม่ได้คิดเช่นนั้น เราคงไม่ได้หวังที่ประชาชนต้องอยู่กับความหวาดผวาว่าวันนี้ฉันต้องอพยพหรือไม่ ตอนนี้ตนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนอยากเห็น คือ การใช้ชีวิตของคนในประเทศไทยเป็นปกติสุขที่สุด โดยที่เราไม่สูญเสียดินแดนของเราแม้แต่หนึ่งตารางเซนติเมตร
วันนี้มาถึงจุดที่เราต้องเดินหน้าสู่การหาคำตอบและทางออกในกรณีพิพาทของไทยกับกัมพูชาแล้ว หนึ่งในขั้นตอนที่ยึดโยงมาจากสัญญาหยุดยิงคือแนวทางว่าจะมีการปฏิบัติต่อกันอย่างไรระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งแนวทางปฏิบัตินั้นตนเชื่อว่าประชาชนจะทราบอยู่แล้วว่าเรายืนยันแน่นหนักใน 4 ข้อหลัก วันนี้มีการเซ็นเอกสารเพิ่มเติม คือ แนวทางที่จะจะสามารถปฏิบัติว่าไทยจะดำเนินการอย่างไรและกัมพูชาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และ 1 ใน 4 ข้อนั้นคือเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ด้วย ประเทศไม่สามารถเดินหน้าได้ด้วยข่าวลือแต่ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยข้อเท็จจริง
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า เราจะได้เห็นภาพในการทำงาน ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ ฝ่ายตำรวจ เรื่องของสแกมเมอร์ โดยในช่วงที่ผ่านมาในขณะที่ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เป็นที่สงบเรียบร้อย ความร่วมมือซึ่งทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่าจะต้องมีการตั้งคณะการทำงานร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่ได้รับการสานต่อทั้งสิ้น แต่ภายใต้ Joint Declaration เรื่องเหล่านี้จะต้องกลับมาดำเนินการต่อให้ได้ ท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงผลการประชุมหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานของคณะกรรมการ ซึ่งจะมีหน้าที่ในการติดตามประเมินผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำเนินการของทั้งฝั่งกัมพูชาและฝั่งไทย เราก็จะมีหน้าที่ในการอำนวยการคณะสังเกตการณ์ให้การสังเกตการณ์เป็นไปด้วยความ สงบเรียบร้อยปกติที่สุด ยืนยันรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประเทศ โดยยึดหลักที่เราจะไม่เสียดินแดน ไม่เสียอธิปไตยแม้แต่ตารางเซ็นติเมตรเดียว ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
จะเห็นได้ว่าหนึ่งเดือนที่นายกรัฐมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี เราไม่มีดินแดนไทยพื้นไหนแม้แต่ 1 ตารางเซนติเมตร ที่เราสูญเสียให้กัมพูชา เราไม่มีอวัยวะชิ้นใดของทหารผู้เสียสละ ที่จะเสียไปจากสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา เราไม่ได้เห็นเลือดของทหารเหล่านั้นหยดลงบนผืนแผ่นดินไทย และที่สำคัญที่สุดเราไม่เห็นเลือดของประชาชนที่ต้องหลั่งบนผืนดินไทย ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ดังนั้นแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไป รัฐบาลมีความตั้งใจ ที่อยากจะทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นปกติที่สุด ภายใต้เงื่อนไขการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของไทย นโยบายของรัฐบาลชัดเจนด่านชายแดนไทยกัมพูชา จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลจะพิจารณาทำหลังจากที่กัมพูชา ดำเนินการตามเงื่อนไขทั้งหมดที่กัมพูชาได้ให้คำมั่นไว้ ในถ้อยแถลงเท่านั้น ฉะนั้นขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่ารัฐบาลไทยไม่ย่อหย่อน และไม่มีทางที่จะสมยอมต่อกัมพูชาอย่างแน่นอน
ด้านนายเบญจมินทร์ ระบุว่า กลไก JBC เป็นกลไกทางเทคนิคในการจัดทำเขตแดน หลังมีการประชุมวิสามัญเมื่อช่วงที่ผ่านมา โดยผลลัพธ์ของการประชุมแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักๆ คือ
1. เรื่องการซ่อมแซมและจัดทำหลักเขตแดน เพื่อเปลี่ยนไปทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่เสียหาย ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันแล้ว
2.การเร่งรัดการแก้ไขทีโออาร์ปี 2003 เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ โดยเห็นชอบที่จะทดลองการใช้งานเทคโนโลยีใหม่นี้ภายในสัปดาห์แรก ของเดือนธันวาคม 2568
3.การเห็นพ้องต่อกระบวนการการสำรวจและจัดทำหมุดชั่วคราวอย่างเร่งด่วน บริเวณหลักเขตแดนที่ 42-47 ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองที่ดินในบริเวณดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหวังว่าจะมีส่วนช่วยในการลดการกระทบกระทั่งหรือความขัดแย้งในรูปแบบต่าง
สำหรับประเด็นการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวนั้น ตอนนี้ทางฝ่ายกัมพูชาอยู่ระหว่างพิจารณาร่างคำแนะนำทางเทคนิค ซึ่งทางฝ่ายไทยได้จัดทำร่างเสนอไปแล้วและรอคำตอบอยู่ โดยกำหนดไว้ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 หลังจากนั้นจะเริ่มการสำรวจเพื่อวางหมุดชั่วคราว ภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 โดยแผนงานคร่าวๆ เริ่มจากหลักเขตแดนที่ 42-43 และตามด้วยหลักเขตแดนที่ 46-47 และ 43-46 ตามลำดับ เมื่อทั้งสองฝ่ายดำเนินการแล้วก็ต้องนำผลของการสำรวจดังกล่าว เสนอต่อรัฐบาลแต่ละฝ่าย เพื่อทำความเห็นชอบ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้มีกลไกที่เหมาะสม เพื่อปรับการถือครองที่ดินของทั้งสองฝ่ายต่อไป
ย้ำว่าการวางหมุดชั่วคราวนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการสำรวจเท่านั้น ไม่กระทบต่อสิทธิ์ของไทยและกัมพูชาในเรื่องของเขตแดนทางบกตามกฏหมายระหว่างประเทศ อีกส่วนหนึ่งที่เราได้ตกลงกันคือให้มีการประชุม JBC อีกครั้ง เพื่อติดตามสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งเราจะให้มีขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคมปี 2569