ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ชี้ช่องส่งต่อความมั่งคั่ง ท่ามกลางภาษีมรดกและสังคมสูงวัย
ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ประธานกรรมการ ตลท. ชี้ "พินัยกรรม" คือเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพย์สินหลังความตาย เผยแนวโน้มเศรษฐีไทยจ่อพุ่ง 24% ขึ้นเป็นอันดับ 9 ของโลก ท่ามกลางกระแสการถ่ายโอนมรดกมูลค่า 83 ล้านล้านดอลลาร์ เน้นย้ำ “วางแผนการเงินตลอดช่วงชีวิต” และการจดทะเบียนสมรสเพื่อรับสิทธิทางภาษีและกฎหมาย
14 พฤศจิกายน 2568 - ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี TFPA Wealth Management Forum 2025 หัวข้อ “Beyond Legacy: ถอดรหัสส่งต่อมรดก ผ่านเลนส์นักกฎหมาย - ภาษี” ว่า การมีอายุยืนยาวไม่สำคัญเท่ากับการวางแผนการเงินและชีวิตในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิด เติบโต เข้าสู่วัยสูงอายุ เจ็บป่วย และเสียชีวิต
โดยได้เสนอแนวทางการวางแผนชีวิตตามช่วงวัย ดังนี้:
- เกิด: สามารถเริ่มสะสมความมั่งคั่งให้บุตรได้ตั้งแต่แรกเกิด เช่น การรวมทุนสำหรับค่าเล่าเรียนไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน
- เติบโต: การลงทุนสามารถทำได้หลากหลายช่องทาง เช่น เงินฝากธนาคาร, หลักทรัพย์, กองทุนรวม, และการทำประกันสุขภาพ/ชีวิต
- อายุ 60-65 ปี: เป็นวัยแห่งความสำเร็จและความมั่งคั่ง แต่ยังคงต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อองค์กร, ครอบครัว, และสังคม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและเป็นที่เคารพนับถือ
- สูงอายุ (Active Aging): เกษียณอย่างมีคุณค่า เน้นการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ มีหลักประกันที่มั่นคง และการมีส่วนร่วมที่มีคุณค่าทางสังคม
- เจ็บป่วย: ควรมีการจัดการเรื่องประกันสุขภาพ/ชีวิต, การจัดการทรัพย์สิน, การเตรียมการในกรณีที่กลายเป็นบุคคลไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ, การทำพินัยกรรมชีวิต (Living Will) และพินัยกรรมเพื่อแบ่งทรัพย์สิน
- เสียชีวิต: การจัดการงานศพ, การบริจาคเพื่อการกุศล, และการจัดการภาษีมรดก
ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ย้ำว่า การจะมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปี สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการมีชีวิตอยู่เยี่ยงคนไร้ความสามารถ ดังนั้น การมีชีวิตยืนยาวต้องมาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดี “ถ้าไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่ายื้อ” อย่างไรก็ดี ได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมว่าไม่ได้หมายถึงการจบชีวิตตนเอง ซึ่งยังคงเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศไทย
ขณะที่สิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักถึงคือการจัดการหลังการจากไป ซึ่ง “พินัยกรรม” จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทว่าในสังคมไทย การพูดถึงความตายยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและถูกมองว่าเป็นเรื่อง “อัปมงคล” จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนชุดความคิด (Mindset) ในเรื่องนี้
แนวโน้มการถ่ายโอนความมั่งคั่งและสังคมสูงวัย
ภายใน 20 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ามรดกที่จะถ่ายโอนทั่วโลกสูงกว่า 83 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการเพิ่มขึ้นของเศรษฐีไทย ซึ่งจะพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 9 ของโลก จากปัจจุบันที่มีจำนวนแสนคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 24% แตะที่จำนวน 123,531 คน
นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเข้าสู่“สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) โดยปัจจุบันมีผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีจำนวน 20% ของประชากร หรือคิดเป็น 14.03 ล้านคน ซึ่งสัดส่วนผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับผู้อื่น และเริ่มมีการอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการขายบ้านเพื่อลดขนาดที่อยู่อาศัย (Downsizing) และการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุที่มีความสนใจร่วมกัน เช่น กลุ่มรักสัตว์ ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุยังคงต้องทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีการพิจารณาการขยายอายุเกษียณแล้ว
กลุ่มประชากรที่น่าสนใจคือ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) และ เจนเนอเรชันเอ็กซ์ (Gen X) ในไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าสู่วัยสูงอายุหรือใกล้เกษียณ และเป็นกลุ่มที่ได้สะสมสินทรัพย์ไว้มากที่สุดในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อสังหาริมทรัพย์ ทำให้คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งที่สุดในประเทศ
ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ระบุถึงความสำคัญของการยกระดับการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ของไทยให้ดีขึ้น แม้ว่าความพยายามในการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) โดยการเสนอให้นำบริษัทต่างชาติย้ายมายังประเทศไทย เพื่อให้คนไทยมีโอกาสพัฒนาด้าน Wealth Management จะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่กฎเกณฑ์ต่างๆ ก็เริ่มเปิดกว้างขึ้น เช่น การให้โอกาสคนไทยสามารถลงทุนในต่างประเทศ (Offshore) หรือการซื้อประกัน Universal Insurance
ภาษีมรดกและภาษีการให้: เครื่องมือการวางแผนทรัพย์สิน
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องของภาษีในการส่งต่อทรัพย์สิน หรือ ภาษีมรดก ซึ่งผู้บรรยายแสดงความเห็นว่า อัตราภาษีในประเทศไทยนั้นไม่น่ากลัว เนื่องจากมีอัตราเพียง 5% ถึง 10% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ที่ 55% ญี่ปุ่นและไต้หวันที่ 50%
อย่างไรก็ตาม ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายภาษีมรดกฉบับปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ทรัพย์สิน (ทั้งหุ้นและเงิน) ไหลออกไปยังต่างประเทศ (Beyond Legacy) ในขณะที่รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ปีละไม่ถึง 700 ล้านบาท ดังนั้น ภาษีมรดกจึงไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่มาคู่กับ ภาษีการรับให้
ภาษีการรับให้ มีอัตรา 5% และ 10% โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการทยอยโอนทรัพย์สินให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรม) ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
- กรณีผู้ให้โอนทรัพย์สินให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย: บุตรจะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อบุตร 1 คนต่อปี ส่วนที่เกินจาก 20 ล้านบาท ผู้ให้ต้องเสียภาษีในอัตรา 5% หรือเลือกนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามปกติ
- กรณีผู้ให้และผู้รับในกรณีอื่นๆ (ที่ไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย): หากผู้รับเป็นผู้อุปการะโดยหน้าที่, มีการทำสัญญาหรือจ้างงาน, หรือเป็นการให้โดยเสน่หาในพิธีหรือตามประเพณี จะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ผู้รับให้เสียภาษีในอัตรา 5% หรือเลือกนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามปกติ ในขณะที่ผู้ให้ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 5-35%
หลักการเบื้องต้นของภาษีการรับมรดก:
- อัตราภาษีและฐานภาษี: อัตราภาษีคือ 10% แต่หากผู้ได้รับทรัพย์มรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก จะเสียภาษีในอัตรา 5%
- ฐานภาษี: ต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท (หลังจากหักหนี้สิน) โดยต้องเสียภาษีสำหรับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวหรือหลายคราว
กรณีที่ไม่อยู่ในบังคับการจัดเก็บภาษีรับมรดก:
- มรดกที่เจ้ามรดกเสียชีวิตก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
- มรดกที่ คู่สมรส ของเจ้ามรดกได้รับจากเจ้ามรดก
ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ชี้ให้เห็นถึงเงื่อนไขที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การที่คู่สมรสที่ “จดทะเบียน” จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งปัจจุบันกฎหมายนี้ได้ครอบคลุมไปถึงคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกันด้วย การจดทะเบียนสมรสมีความสำคัญมากเพราะ:
- หากไม่มีการทำพินัยกรรม คู่สมรสที่ไม่จดทะเบียนจะไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดกแม้แต่บาทเดียว
- คู่สมรสที่จดทะเบียนมีสิทธิ์ได้รับการตั้งเป็น ผู้พิทักษ์/ผู้อนุบาล หากคู่สมรสกลายเป็นคนไร้ความสามารถ มิฉะนั้นพี่น้องหรือญาติคนอื่นจะเข้ามาเป็นผู้อนุบาลและจัดการทรัพย์สินแทน
ดังนั้น การจดทะเบียนสมรสจึงช่วยได้มากในการจัดการมรดกและภาษีมรดก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูงกลุ่มหนึ่ง
ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก
ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดกได้แก่:
- อสังหาริมทรัพย์
- หลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
- เงินฝากหรือเงินอื่นที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน
- ยานพาหนะ ที่มีหลักฐานทางทะเบียน
- ทรัพย์สินทางการเงินอื่นที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา
ทั้งนี้ "คริปโต" (Cryptocurrency) ถือเป็นหลักทรัพย์ จึงต้องเสียภาษี ขณะที่ทรัพย์สินประเภทอื่น เช่น นาฬิกา, เพชร, และทองคำ ยังไม่จัดเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ผู้บรรยายได้ยกตัวอย่างการวางแผนทรัพย์สินในกรณีที่บิดามารดาผู้สูงวัยเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ
เช่น ความจำไม่ดี ลูกอาจนำเงินไปซื้อทองคำ เมื่อมารดาเสียชีวิต ทองคำจะตกเป็นของลูกและไม่ต้องเสียภาษี
เครื่องมือการวางแผนภาษีมรดกที่สำคัญ ได้แก่:
- การให้ทรัพย์สินล่วงหน้า: หลีกเลี่ยงภาษีมรดกโดยการทยอยให้ก่อนเสียชีวิต โดยใช้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีการให้ปีละ 20 ล้านบาทต่อคน
- การทำประกันชีวิต: กำหนดให้ทายาทเป็นผู้รับประโยชน์ เนื่องจากเงินประกันไม่นับเป็นมรดก
- การจัดตั้งบริษัทจำกัด: โอนทรัพย์สินเป็นทุนจดทะเบียนและแบ่งหุ้นให้ทายาทล่วงหน้า
- การบริจาคการกุศล: ทรัพย์สินที่บริจาคจะได้รับการยกเว้นภาษี เพราะเป็นการสร้างประโยชน์ต่อสังคม
- การใช้โครงสร้าง Trust: จัดการทรัพย์สินข้ามพรมแดนและกำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์
- การวางแผนสภาพคล่อง: เตรียมเงินสดสำหรับจ่ายภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับขายทรัพย์สินในราคาต่ำ
ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ สรุปว่า วิธีการวางแผนจัดการทรัพย์สินหรือมรดกที่ง่ายที่สุดคือการทยอยโอนหรือย้ายทรัพย์สิน (Offshore Assets) ให้แก่บุตรหรือคนในครอบครัวในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ สิ่งสำคัญคือการแบ่งทรัพย์สินตามพินัยกรรมอย่างมีศิลปะเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ทายาท
ทางเลือกอื่นๆ ยังรวมถึงการจัดตั้ง Offshore Trust หรือการทำ ประกันชีวิต เพื่อเป็นแหล่งเงินสดสำหรับจ่ายภาษีทรัพย์สินและมรดกแทนลูกหลาน หรือการใช้หลายทางเลือกประกอบกัน เช่น การทำธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution), การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Company Holding), การจัดสรรและนำมรดกไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง
“การจัดสรรมรดกและพินัยกรรมยิ่งทำเร็วยิ่งดี เมื่อเริ่มมีทรัพย์สินเป็นชื่อของตัวเองก็สามารถทำพินัยกรรมหรือวางแผนการส่งต่อไปเลย ปัญหาคือตอนนี้ไทยยังสามารถทำได้เพียงแค่ฟิสิคอลเท่านั้น ดังนั้นนอกจากการทำพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์แล้วยังต้องจัดเก็บพร้อมทรัพย์สิน แจ้งรหัส สถานที่จัดเก็บพินัยกรรมและทรัพย์สินให้กับคนไว้ใจรับทราบด้วย”