โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ชี้ช่องส่งต่อความมั่งคั่ง ท่ามกลางภาษีมรดกและสังคมสูงวัย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 17.43 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2568 เวลา 10.40 น.

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ประธานกรรมการ ตลท. ชี้ "พินัยกรรม" คือเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพย์สินหลังความตาย เผยแนวโน้มเศรษฐีไทยจ่อพุ่ง 24% ขึ้นเป็นอันดับ 9 ของโลก ท่ามกลางกระแสการถ่ายโอนมรดกมูลค่า 83 ล้านล้านดอลลาร์ เน้นย้ำ “วางแผนการเงินตลอดช่วงชีวิต” และการจดทะเบียนสมรสเพื่อรับสิทธิทางภาษีและกฎหมาย

14 พฤศจิกายน 2568 - ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี TFPA Wealth Management Forum 2025 หัวข้อ “Beyond Legacy: ถอดรหัสส่งต่อมรดก ผ่านเลนส์นักกฎหมาย - ภาษี” ว่า การมีอายุยืนยาวไม่สำคัญเท่ากับการวางแผนการเงินและชีวิตในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิด เติบโต เข้าสู่วัยสูงอายุ เจ็บป่วย และเสียชีวิต

โดยได้เสนอแนวทางการวางแผนชีวิตตามช่วงวัย ดังนี้:

  • เกิด: สามารถเริ่มสะสมความมั่งคั่งให้บุตรได้ตั้งแต่แรกเกิด เช่น การรวมทุนสำหรับค่าเล่าเรียนไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน
  • เติบโต: การลงทุนสามารถทำได้หลากหลายช่องทาง เช่น เงินฝากธนาคาร, หลักทรัพย์, กองทุนรวม, และการทำประกันสุขภาพ/ชีวิต
  • อายุ 60-65 ปี: เป็นวัยแห่งความสำเร็จและความมั่งคั่ง แต่ยังคงต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อองค์กร, ครอบครัว, และสังคม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและเป็นที่เคารพนับถือ
  • สูงอายุ (Active Aging): เกษียณอย่างมีคุณค่า เน้นการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ มีหลักประกันที่มั่นคง และการมีส่วนร่วมที่มีคุณค่าทางสังคม
  • เจ็บป่วย: ควรมีการจัดการเรื่องประกันสุขภาพ/ชีวิต, การจัดการทรัพย์สิน, การเตรียมการในกรณีที่กลายเป็นบุคคลไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ, การทำพินัยกรรมชีวิต (Living Will) และพินัยกรรมเพื่อแบ่งทรัพย์สิน
  • เสียชีวิต: การจัดการงานศพ, การบริจาคเพื่อการกุศล, และการจัดการภาษีมรดก

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ย้ำว่า การจะมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปี สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการมีชีวิตอยู่เยี่ยงคนไร้ความสามารถ ดังนั้น การมีชีวิตยืนยาวต้องมาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดี “ถ้าไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่ายื้อ” อย่างไรก็ดี ได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมว่าไม่ได้หมายถึงการจบชีวิตตนเอง ซึ่งยังคงเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศไทย

ขณะที่สิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักถึงคือการจัดการหลังการจากไป ซึ่ง “พินัยกรรม” จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทว่าในสังคมไทย การพูดถึงความตายยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและถูกมองว่าเป็นเรื่อง “อัปมงคล” จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนชุดความคิด (Mindset) ในเรื่องนี้

แนวโน้มการถ่ายโอนความมั่งคั่งและสังคมสูงวัย

ภายใน 20 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ามรดกที่จะถ่ายโอนทั่วโลกสูงกว่า 83 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการเพิ่มขึ้นของเศรษฐีไทย ซึ่งจะพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 9 ของโลก จากปัจจุบันที่มีจำนวนแสนคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 24% แตะที่จำนวน 123,531 คน

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเข้าสู่“สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) โดยปัจจุบันมีผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีจำนวน 20% ของประชากร หรือคิดเป็น 14.03 ล้านคน ซึ่งสัดส่วนผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับผู้อื่น และเริ่มมีการอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการขายบ้านเพื่อลดขนาดที่อยู่อาศัย (Downsizing) และการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุที่มีความสนใจร่วมกัน เช่น กลุ่มรักสัตว์ ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุยังคงต้องทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีการพิจารณาการขยายอายุเกษียณแล้ว

กลุ่มประชากรที่น่าสนใจคือ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) และ เจนเนอเรชันเอ็กซ์ (Gen X) ในไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าสู่วัยสูงอายุหรือใกล้เกษียณ และเป็นกลุ่มที่ได้สะสมสินทรัพย์ไว้มากที่สุดในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อสังหาริมทรัพย์ ทำให้คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งที่สุดในประเทศ

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ระบุถึงความสำคัญของการยกระดับการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ของไทยให้ดีขึ้น แม้ว่าความพยายามในการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) โดยการเสนอให้นำบริษัทต่างชาติย้ายมายังประเทศไทย เพื่อให้คนไทยมีโอกาสพัฒนาด้าน Wealth Management จะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่กฎเกณฑ์ต่างๆ ก็เริ่มเปิดกว้างขึ้น เช่น การให้โอกาสคนไทยสามารถลงทุนในต่างประเทศ (Offshore) หรือการซื้อประกัน Universal Insurance

ภาษีมรดกและภาษีการให้: เครื่องมือการวางแผนทรัพย์สิน

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องของภาษีในการส่งต่อทรัพย์สิน หรือ ภาษีมรดก ซึ่งผู้บรรยายแสดงความเห็นว่า อัตราภาษีในประเทศไทยนั้นไม่น่ากลัว เนื่องจากมีอัตราเพียง 5% ถึง 10% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ที่ 55% ญี่ปุ่นและไต้หวันที่ 50%

อย่างไรก็ตาม ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายภาษีมรดกฉบับปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ทรัพย์สิน (ทั้งหุ้นและเงิน) ไหลออกไปยังต่างประเทศ (Beyond Legacy) ในขณะที่รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ปีละไม่ถึง 700 ล้านบาท ดังนั้น ภาษีมรดกจึงไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่มาคู่กับ ภาษีการรับให้

ภาษีการรับให้ มีอัตรา 5% และ 10% โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการทยอยโอนทรัพย์สินให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรม) ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

  • กรณีผู้ให้โอนทรัพย์สินให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย: บุตรจะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อบุตร 1 คนต่อปี ส่วนที่เกินจาก 20 ล้านบาท ผู้ให้ต้องเสียภาษีในอัตรา 5% หรือเลือกนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามปกติ
    • กรณีผู้ให้และผู้รับในกรณีอื่นๆ (ที่ไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย): หากผู้รับเป็นผู้อุปการะโดยหน้าที่, มีการทำสัญญาหรือจ้างงาน, หรือเป็นการให้โดยเสน่หาในพิธีหรือตามประเพณี จะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ผู้รับให้เสียภาษีในอัตรา 5% หรือเลือกนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามปกติ ในขณะที่ผู้ให้ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 5-35%

หลักการเบื้องต้นของภาษีการรับมรดก:

  • อัตราภาษีและฐานภาษี: อัตราภาษีคือ 10% แต่หากผู้ได้รับทรัพย์มรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก จะเสียภาษีในอัตรา 5%
    • ฐานภาษี: ต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท (หลังจากหักหนี้สิน) โดยต้องเสียภาษีสำหรับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวหรือหลายคราว

กรณีที่ไม่อยู่ในบังคับการจัดเก็บภาษีรับมรดก:

  • มรดกที่เจ้ามรดกเสียชีวิตก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
    • มรดกที่ คู่สมรส ของเจ้ามรดกได้รับจากเจ้ามรดก

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ชี้ให้เห็นถึงเงื่อนไขที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การที่คู่สมรสที่ “จดทะเบียน” จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งปัจจุบันกฎหมายนี้ได้ครอบคลุมไปถึงคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกันด้วย การจดทะเบียนสมรสมีความสำคัญมากเพราะ:

  • หากไม่มีการทำพินัยกรรม คู่สมรสที่ไม่จดทะเบียนจะไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดกแม้แต่บาทเดียว
  • คู่สมรสที่จดทะเบียนมีสิทธิ์ได้รับการตั้งเป็น ผู้พิทักษ์/ผู้อนุบาล หากคู่สมรสกลายเป็นคนไร้ความสามารถ มิฉะนั้นพี่น้องหรือญาติคนอื่นจะเข้ามาเป็นผู้อนุบาลและจัดการทรัพย์สินแทน

ดังนั้น การจดทะเบียนสมรสจึงช่วยได้มากในการจัดการมรดกและภาษีมรดก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูงกลุ่มหนึ่ง

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดกได้แก่:

  • อสังหาริมทรัพย์
    • หลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
    • เงินฝากหรือเงินอื่นที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน
    • ยานพาหนะ ที่มีหลักฐานทางทะเบียน
    • ทรัพย์สินทางการเงินอื่นที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา

ทั้งนี้ "คริปโต" (Cryptocurrency) ถือเป็นหลักทรัพย์ จึงต้องเสียภาษี ขณะที่ทรัพย์สินประเภทอื่น เช่น นาฬิกา, เพชร, และทองคำ ยังไม่จัดเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ผู้บรรยายได้ยกตัวอย่างการวางแผนทรัพย์สินในกรณีที่บิดามารดาผู้สูงวัยเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ
เช่น ความจำไม่ดี ลูกอาจนำเงินไปซื้อทองคำ เมื่อมารดาเสียชีวิต ทองคำจะตกเป็นของลูกและไม่ต้องเสียภาษี

เครื่องมือการวางแผนภาษีมรดกที่สำคัญ ได้แก่:

  • การให้ทรัพย์สินล่วงหน้า: หลีกเลี่ยงภาษีมรดกโดยการทยอยให้ก่อนเสียชีวิต โดยใช้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีการให้ปีละ 20 ล้านบาทต่อคน
  • การทำประกันชีวิต: กำหนดให้ทายาทเป็นผู้รับประโยชน์ เนื่องจากเงินประกันไม่นับเป็นมรดก
  • การจัดตั้งบริษัทจำกัด: โอนทรัพย์สินเป็นทุนจดทะเบียนและแบ่งหุ้นให้ทายาทล่วงหน้า
  • การบริจาคการกุศล: ทรัพย์สินที่บริจาคจะได้รับการยกเว้นภาษี เพราะเป็นการสร้างประโยชน์ต่อสังคม
  • การใช้โครงสร้าง Trust: จัดการทรัพย์สินข้ามพรมแดนและกำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์
  • การวางแผนสภาพคล่อง: เตรียมเงินสดสำหรับจ่ายภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับขายทรัพย์สินในราคาต่ำ

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ สรุปว่า วิธีการวางแผนจัดการทรัพย์สินหรือมรดกที่ง่ายที่สุดคือการทยอยโอนหรือย้ายทรัพย์สิน (Offshore Assets) ให้แก่บุตรหรือคนในครอบครัวในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ สิ่งสำคัญคือการแบ่งทรัพย์สินตามพินัยกรรมอย่างมีศิลปะเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ทายาท

ทางเลือกอื่นๆ ยังรวมถึงการจัดตั้ง Offshore Trust หรือการทำ ประกันชีวิต เพื่อเป็นแหล่งเงินสดสำหรับจ่ายภาษีทรัพย์สินและมรดกแทนลูกหลาน หรือการใช้หลายทางเลือกประกอบกัน เช่น การทำธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution), การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Company Holding), การจัดสรรและนำมรดกไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง

“การจัดสรรมรดกและพินัยกรรมยิ่งทำเร็วยิ่งดี เมื่อเริ่มมีทรัพย์สินเป็นชื่อของตัวเองก็สามารถทำพินัยกรรมหรือวางแผนการส่งต่อไปเลย ปัญหาคือตอนนี้ไทยยังสามารถทำได้เพียงแค่ฟิสิคอลเท่านั้น ดังนั้นนอกจากการทำพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์แล้วยังต้องจัดเก็บพร้อมทรัพย์สิน แจ้งรหัส สถานที่จัดเก็บพินัยกรรมและทรัพย์สินให้กับคนไว้ใจรับทราบด้วย”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...