“บิตคอยน์” ร่วงต่อเนื่อง นักลงทุนเทขาย ETF กว่า 870 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว
"บิตคอยน์" ร่วงต่อเนื่อง นักลงทุนเทขาย ETF กว่า 870 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ด้านนักวิเคราะห์เตือนสภาพคล่องหาย ความเชื่อมั่นอ่อนแรง และมีโอกาสไหลลงทดสอบโซน 90,000 ดอลลาร์
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.19 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) ร่วงลงหลุดระดับ 100,000 ดอลลาร์ต่อเนื่อง หลังตลาดการเงินทั่วโลกอยู่ในภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ส่งผลให้นักลงทุนเทขายกองทุนที่ลงทุนในบิตคอยน์กว่า 900 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว
บิตคอยน์ร่วงลงมากสุดราว 2.8% แตะต่ำกว่า 96,000 ดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อย ขณะนี้ราคาร่วงลงมากกว่า 20% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในต้นเดือนตุลาคม
โดยตลาดคริปโตฯ ยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังการล้างพอร์ต (liquidations) มูลค่า 19,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ทำให้มูลค่ารวมตลาดคริปโตหายไปราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ และยังคงมีการล้างพอร์ตต่อเนื่อง โดยมีการปิดสถานะเลเวอเรจมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ด้านกองทุน ETF ที่ลงทุนในบิตคอยน์มียอดไหลออกเกือบ 870 ล้านดอลลาร์ ในวันพฤหัสบดี ซึ่งถือเป็นยอดถอนรายวันที่มากที่สุดอันดับสองนับตั้งแต่เปิดตัว
แรงหนุนตลาดหุ้นสหรัฐจากข่าวรัฐบาลหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์เริ่มแผ่วลง และการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐล่าช้าทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่าเฟดจะมีเหตุผลเพียงพอในการลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้หรือไม่ ส่งผลให้ความเสี่ยงในสินทรัพย์เก็งกำไรเพิ่มขึ้น
Max Gokhman รองประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Franklin Templeton Investment Solutions ระบุว่า “การร่วงลงครั้งนี้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ แต่คริปโตจะร่วงแรงกว่าเพราะมีความผันผวนสูงกว่า และจะยังไวต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจนกว่าสถาบันจะเข้ามาลงทุนในคริปโตนอกเหนือจาก Bitcoin และ Ether มากขึ้น”
ทั้งนี้สภาพคล่องในตลาดคริปโตฯ ยังหดตัวหนัก โดยความลึกของตลาดลดลงราว 30% จากระดับสูงสุดของปีนี้ ตามข้อมูลของ Kaiko
Augustine Fan หุ้นส่วนของ SignalPlus ระบุว่า“ราคาบิตคอยน์ตอนนี้เป็นลบเมื่อเทียบกับช่วงวันสาบานตนของประธานาธิบดีทรัมป์ และถ้ามองทางเทคนิค จุดรองรับถัดไปอยู่แถว 90,000 ดอลลาร์ ทำให้ภาพรวมความเชื่อมั่นอาจซบเซาไปอีกระยะ”
ในตลาดออปชัน นักลงทุนเพิ่มการถือสถานะที่เน้นความผันผวน เช่น strangles และ straddles ตามข้อมูลจาก Nick Ruck แห่ง LVRG Research
อ้างอิง : www.bloomberg.com