ครัวเรือนเปราะบาง เจอปัญหาสภาพคล่อง มีเงินเก็บไม่เพียงพอ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ได้สรุปเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2568 โดยระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ระบบการเงินไทยในภาพรวมมีเสถียรภาพ สามารถสนับสนุนกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริง สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (specialized financial institutions: SFIs) ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank retail lenders: NBRLs) และสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยรวมยังมีฐานะการเงินที่ดีแม้มีคุณภาพหนี้ด้อยลง
นอกจากนี้ ระดับหนี้ของภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product: GDP) ทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภาคเศรษฐกิจและการเงินไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่องจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศ อาทิ การดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวลดลงตามการส่งออกที่ได้เร่งตัวไปในช่วงก่อนหน้า การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ที่ขยายตัวลดลง การลงทุนที่ฟื้นตัวช้าจากการรอประเมินสถานการณ์ของภาคธุรกิจและผลจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างและหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังอยู่ในระดับสูง
จึงยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะถัดไปใน 4 ด้าน ได้แก่
(1) ภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อสภาพคล่องของธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
(2) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายในและภายนอกประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่อง โดยหากความเชื่อมั่นถดถอยลงอาจกระทบต่อความสามารถในการระดมทุนของภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มเติม
(3) บริษัทขนาดใหญ่ที่มีระดับหนี้สูง (highly leveraged large corporations: HLLCs) บางรายมีความเปราะบางมากขึ้น
(4) ฐานะการเงินของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (developer) บางรายที่เปราะบางภายใต้ภาวะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง
สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2568 คาดว่าภาวะการเงินจะยังคงตึงตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะ (1) SMEs ที่ภาระหนี้สินยังอยู่ในระดับสูงจากช่วงโควิด-19 และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง รวมถึงสภาพคล่องที่ตึงตัว สะท้อนจากระยะเวลาของการจ่ายสินเชื่อการค้าระยะสั้น (credit term) ที่ยาวขึ้น โดยวงจรเงินสด (cash conversion cycle) ที่แสดงให้เห็นระยะเวลาตั้งแต่เริ่มผลิตสินค้าหรือบริการจนถึงการได้รับชำระเงินยังอยู่ในระดับสูง
(2) ครัวเรือนเปราะบางที่ประสบปัญหาสภาพคล่องและมีเงินเก็บไม่เพียงพอ ซึ่งจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) มีสัดส่วน 41% ของจำนวนครัวเรือนไทย โดย 23% เป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายและชำระหนี้ รวมถึงไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะมาชดเชยภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตร ภาคบริการ รวมถึงกลุ่มที่ได้รับบำเหน็จบำนาญและเงินช่วยเหลือ และมีรายได้ไม่ถึง 20,000 บาทต่อเดือน ขณะที่อีก 18% ต้องพึ่งพาเงินเก็บในการชำระหนี้และใช้จ่าย
อ่านรายงานเสถียรภาพระบบการเงินปี 2568 ฉบับเต็มที่นี่! (คลิก)