โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชลยศึกสงครามลาว (12) ปัญหาใหญ่ของ บก.ผสม 333

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 03.04 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 03.04 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (12)

ปัญหาใหญ่ของ บก.ผสม 333

ต้นปี พ.ศ.2514 ระหว่างรอคอยการมาถึงของกองกำลังทหารเสือพรานซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อเข้ารับหน้าที่ต่อจากกรมผสมที่ 13 ที่จะหมดภารกิจในเดือนเมษายน พ.ศ.2514

บก.ผสม 333 ต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญ 2 ประการ อันเกิดจากการระดมกำลังที่มีจำนวนเหนือกว่าเปิดการรุกตามแผนยุทธการ CAMPAIGN 74 B ของฝ่ายเวียดนามเหนือ

ปัญหาแรก : การคุกคาม บก.ฉก.วีพี ที่ล่องแจ้ง จากข้าศึกที่สามารถยึดบางส่วนของเนินสกายไลน์พื้นที่สูงข่มล่องแจ้งไว้ได้

ปัญหาที่สอง : การถูกปิดล้อมที่บ้านนา ของกองพันทหารราบ บีไอ-15 และกองร้อยทหารปืนใหญ่ บีเอ-13

ทหารเสือพรานแก้ปัญหา

14 กุมภาพันธ์ 2514 เพื่อแก้ไขสถานการณ์ด้านจำนวนจำนวนกำลังพลซึ่งตกเป็นรองฝ่ายเวียดนามเหนืออยู่มาก กองทัพบกก็ส่งมอบ 2 กองพันทหารเสือพราน บีซี 603 และ บีซี 604 มาให้ ฉก.วีพี เป็นการด่วนด้วยการเคลื่อนย้ายทางอากาศมาลงที่ล่องแจ้ง กองพันทหารเสือพรานทั้งสองนี้เพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกจึงมีความสดชื่นและจิตใจรุกรบ บก.ฉก.วีพี จัดการวางกำลังส่วนนี้เข้าสถาปนาแนวตั้งรับป้องกันล่องแจ้งบนแนวสกายไลน์เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนลำดับแรกคือการคุกคาม บก.ฉก.วีพี ทันที

บีซี 603 และ บีซี 604 จึงนับเป็นทหารเสือพรานรุ่นแรกแห่งตำนานรบทุ่งไหหิน

3 มีนาคม 2514 กำลังทหารเสือพรานจากประเทศไทยอีก 2 กองพันก็เดินทางมาเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่การรบล่องแจ้งอีก ได้แก่ บีซี 605 และ บีซี 606 และอีก 6 วันต่อมา ทั้ง 2 กองพันหลังนี้ก็ได้รับภารกิจออกกวาดล้างข้าศึกบริเวณหน้าแนวสกายไลน์ออกไปจนถึงภูถ้ำแซ มุ่งสู่พื้นที่บ้านนาเพื่อแก้ปัญหาที่ 2 คือการช่วยเหลือกองพันทหารราบ บีไอ 15 และกองร้อยปืนใหญ่ บีเอ 11 ที่บ้านนา โดยเริ่มออกปฏิบัติการตั้งแต่ 9 มีนาคม 2514

บีซี 605 และ บีซี 606 สามารถกวาดล้างและขับไล่ข้าศึกบริเวณหน้าแนวสกายไลน์ออกไปได้ตามความมุ่งหมาย

แต่ก็มีข้าศึกจำนวนหนึ่งยังคงวางกำลังอยู่ที่บริเวณทิศตะวันออกของถ้ำตำลึง ซึ่งข้าศึกส่วนนี้อาจส่งกำลังแทรกซึมเข้าปฏิบัติการต่อฝ่ายเราที่บริเวณล่องแจ้งได้

ฉก.วีพี จึงได้จัดตั้ง “ฉก.บราโว่” ขึ้นเพื่อเป็น บก.ควบคุมเฉพาะกิจต่อ บีซี 605 และ บีซี 606 ในการปฏิบัติการร่วมกันเข้าตีผลักดันข้าศึกบริเวณถ้ำตำลึง-บ้านหินตั้งออกไป

โดยมีทหารปืนใหญ่จากฐานยิงซีบร้ายิงสนับสนุน

“แผนยุทธบรรจบ-Link Up Operation”

สําหรับความเร่งด่วนลำดับที่ 2 ที่บ้านนา บก.ฉก.วีพี กำหนดแผนการช่วยเหลือกองพันทหารราบ BI-15 และกองร้อยทหารปืนใหญ่ BI-13 ที่บ้านนาด้วย “การยุทธบรรจบ-Link Up Operation” โดยใช้ บีซี 605 และ บีซี 606 เข้าตีกระหนาบข้าศึกแบบ “คีม” จาก 2 ทิศทางแล้วมาบรรจบกัน ณ ที่หมายสุดท้ายบ้านนา โดยมี “ที่หมายระหว่างทาง” 2 แห่ง ซึ่งต้องเข้ายึดให้ได้ก่อนคือ “เนิน 1663” และ “เนินอานม้า”

29 มีนาคม 2514

ฉก.บราโว่นำกำลัง บีซี 605 และ 606 เคลื่อนย้ายจากเนินซีบร้า รวมกำลังกันเข้าตีที่หมายแรกที่เนิน 1663 ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านนาประมาณ 4 ก.ม. โดยให้ บีซี 605 เข้าตีทางปีกซ้าย และ บีซี 606 เข้าตีทางปีกขวา

ซึ่งปรากฏว่าทั้ง 2 กองพันสามารถยึดที่หมายเนิน 1663 ได้ตามแผน และสังหารข้าศึกได้จำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ยึดเนิน 1663 อยู่นี้ ทั้งสองหน่วยก็ถูกข้าศึกเข้าตีโต้ตอบและยิงโจมตีด้วยอาวุธหนักหลายครั้ง ทำให้เสียหายและบาดเจ็บไปจำนวนหนึ่ง

แต่ในที่สุดก็ยังคงยึดรักษาเนิน 1663 ไว้ได้

เมื่อสถาปนาที่มั่นบริเวณเนิน 1663 ได้อย่างแข็งแรงแล้ว กองพันทหารเสือพราน บีซี 605 จึงเริ่มการรุกเคลื่อนที่ต่อไปยังที่หมายที่สองซึ่งยังคงเป็นที่หมายระหว่างทางคือ “เนินอานม้า” โดยในชั้นต้นให้ บีซี 606 เป็นกองหนุนยึดรักษาที่มั่นอยู่ที่เนิน 1663 ไว้ก่อนเพื่อรอความคลี่คลายของสถานการณ์

เมื่อ บีซี 605 สามารถรุกคืบหน้าสู่เนินอานม้าได้ บีซี 606 จึงได้เคลื่อนที่ออกจากเนิน 1663 แล้วร่วมกันเข้าตีที่หมายสำคัญนี้ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านนาประมาณ 2 ก.ม. และเป็นที่มั่นตั้งรับแข็งแรงบนเนินสูงข่มของข้าศึกแต่ถูกต้านทานอย่างหนัก ถึงแม้ว่าฝ่ายเราจะได้ใช้เครื่องบินโจมตีอย่างเต็มที่ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้ข้าศึกถอนตัวออกไปจากที่มั่นได้

กองพันทั้งสองจึงชะลอการเข้าตี แต่ยังคงวางกำลังกดดันข้าศึกไว้ที่เชิงเนินอานม้า แล้วปรับแผนการการเข้าตีเพื่อยึดให้ได้ต่อไปตามแผน

ความหวังที่บ้านนา

บันทึกของ “หัวหน้าใจ” ใน “นรกบ้านนา” เกี่ยวกับสถานการณ์ที่บ้านนาในห้วงเวลาที่ บีซี 605 และ บีซี 606 เตรียมเข้ายึดเนินอานม้าตามแผนยุทธบรรจบเพื่อช่วยเหลือ บีไอ 15 และ บีเอ 13 เป็นดังนี้…

“ผมกินมื้อเช้าไปด้วยสายตาก็กวาดไปข้างหน้า โดยเฉพาะที่ฐานสุรินทร์ และเนินอานม้ามาทางด้านทิศใต้ รวมทั้งทิศตะวันตกจนถึงเนินตรวจการณ์ซึ่งเป็นภูมิประเทศโดยรอบที่สำคัญด้านนอกบริเวณบ้านนาที่ถูกข้าศึกยึดไปหมดแล้ว มองเห็นฐานปืนพานเซอร์ห่างไปไม่ไกลทางตะวันออกเฉียงใต้ สภาพฐานปืนทั้งแนวป้องกันและแนวลวดหนามดูทรุดโทรมพังเป็นส่วนใหญ่ บังเกอร์ก็พังร่องแร่งมองเห็นด้วยตาเปล่า บริเวณที่ว่างและสนามบินบ้านนาเต็มไปด้วยกองวัสดุเศษซากต่างๆ มากมายจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่และอาวุธหนักของข้าศึกติดต่อกันมาเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนแล้ว

ตอนนี้อยู่ในช่วงปลายมีนาคม สถานการณ์ทุกอย่างเป็นความวิกฤตที่สุดของพวกเราที่บ้านนา ในเวลานี้เราไม่มีเหลืออะไรที่จะสู้กับข้าศึก นอกจากการโจมตีทางอากาศอย่างเดียวในเวลากลางวัน ส่วนช่วงเวลากลางคืนเป็นเวลาที่ข้าศึกจะดำเนินการต่อฝ่ายเราได้ทุกอย่าง อีกความหวังก็คือหน่วยเหนือได้ส่งกำลังพี่น้องเสือพรานซึ่งกำลังรุกมุ่งมาที่บ้านนา น่าจะรุกมาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้จากเมืองซำทองมาที่บ้านนา มาช่วยพวกเรา นั่นคือความหวังเดียวและเราต้องอดทนรอกันต่อไป”

กำลังพลกว่า 1,000 ชีวิตของกองพันทหารราบ BI-15 กับกองร้อยทหารปืนใหญ่ BA-13 ที่หมดสภาพและตกอยู่ในวงล้อมยังคอยความหวังสุดท้ายความหวังเดียวจาก “พี่น้องทหารเสือพราน” ต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นไปตามแผนของ พ.อ.ชวน “เราต้องทำให้ข้าศึกตกอยู่ในวงล้อม ให้ข้าศึกประสบกับความยากลำบากในการดำรงชีพ กินไม่ได้ นอนไม่ได้ และต้องอยู่ร่วมกับซากศพของผู้เสียชีวิต” ซึ่งไม่แตกต่างจากประสบการณ์ของเขาที่เดียนเบียนฟูเมื่อ 18 ปีที่แล้ว

ครั้งนั้นทหารฝรั่งเศสตกเป็นเชลยกว่า 7,000 คน

เนินอานม้า

เนินอานม้าเป็นเนินสูงข่มที่อยู่ห่างจากบ้านนาประมาณ 2 กิโลเมตรซึ่งฝ่ายเวียดนามเหนือยึดไว้ได้ มีการดัดแปลงพื้นที่เป็นป้อมและแนวบังเกอร์บนสันเนินอย่างแข็งแรงหนาแน่น สามารถตรวจการณ์และใช้เป็นฐานตั้งยิงของอาวุธหนักทั้งเครื่องยิงลูกระเบิด (ค.) และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) ที่ใช้ยิงเล็งตรงมายังที่มั่นทหารไทยที่บ้านนาจนสร้างความสูญเสียและเสียหายอย่างหนักตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา

เนินอานม้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ ยึดเนินอานม้าได้ก็สามารถขับไล่ทหารเวียดนามเหนือที่ยึดครองและสร้างความได้เปรียบทหารไทยที่ฐานบ้านนามาเป็นระยะเวลายาวนาน ควบคุมเนินอานม้าได้ก็หมายถึงความอยู่รอดของกองพันทหารราบ BI-15 และกองร้อยทหารปืนใหญ่ BA-13 ที่ตกอยู่ในวงล้อมนรกบ้านนาแห่งนี้มาแล้วกว่า 2 เดือน

“หัวหน้าใจ” เฝ้าดูเหตุการณ์ “พี่น้องทหารเสือพราน” เข้าตีเนินอานม้าจากฐานบ้านนาอย่างใจจดใจจ่อ เพราะนี่คือทางรอดทางเดียวของทหารไทยเกือบ 1,000 ชีวิตที่ฐานบ้านนา และได้บันทึกภาพที่เห็นไว้ใน “นรกบ้านนา” ดังนี้

“ผมเปิดวิทยุ PRC-25 ฟังข่าวสถานการณ์จึงทราบว่าเพื่อนพี่น้องเสือพรานของเรากำลังรุกใกล้บ้านนาเข้ามาแล้ว ถ้าเข้าใจไม่ผิดน่าจะเป็นทหารเสือพรานสองกองพันกำลังรุกคืบเข้ามาที่บ้านนา ใช้รหัสว่า ‘สวนกุหลาบ’ กับ ‘เทพศิรินทร์’ กำลังเล่น ‘แข่งฟุตบอล’ กันเข้ามาแล้ว ผมก็เริ่มมีความหวังและเข้าใจกับสถานการณ์ของเราที่บ้านนาและนั่งฟังมอนิเตอร์เหตุการณ์พี่น้องเสือพรานของเราพูดวิทยุติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็รู้ว่ากำลังปะทะกับข้าศึก ฝ่ายเรากำลังดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ กับข้าศึก บางครั้งก็ได้ยินเหมือนเสียงระเบิดดังอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แต่ได้ยินเสียงเบาๆ แต่ก็พอจะรู้ว่ามีการสู้รบกันบริเวณนั้นและในทิศทางนั้นแน่นอน

ผมยังคงเปิดวิทยุ PRC-25 ฟังข่าวการสู้รบของพี่น้องเสือพรานของพวกเราในคูเรดหน้าบังเกอร์ เมื่อเริ่มมืด ความมืดย่างเข้ามา ผมยังติดตามสถานการณ์ของฝ่ายเราต่อไป และที่บ้านนาไม่มีสถานการณ์ใดๆ นอกจากความเงียบเท่านั้น ข้าศึกคงกำลังพะวงกับการสกัดการรบของพี่น้องเสือพรานของเราที่กำลังรุกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ช่วงเวลานี้มันจึงปล่อยพวกเราที่บ้านนาไว้ก่อนและเป็นอีกวันและคืนหนึ่งที่พวกเราที่บ้านนาอยู่กันอย่างสบายโดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ

รุ่งขึ้นอีกวัน 4 เมษายน พ.ศ.2514 ในตอนเช้า ผมตื่นขึ้นมากินอาหารเช้าพร้อมกับเปิดวิทยุฟังข่าวการสู้รบของพวกเราพี่น้องเสือพรานต่อตั้งแต่เช้า ในวันนี้สถานการณ์การสู้รบเริ่มชัดเจนมากขึ้น เสียงระเบิดและเสียงปืนจากการสู้รบด้านเนินอานม้าเริ่มชัดเจนได้ยินชัดมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการรบกันอย่างหนัก เห็นเนินอานม้าโดนระเบิดจากฝ่ายเราและมีเสียงปืนยิงโต้ตอบกันทั้งจากเนินอานม้าและพื้นที่โดยรอบอยู่ตลอดเวลา

จากการดักฟังทางวิทยุทราบว่าสองกองพันของเรากำลัง ‘เล่นฟุตบอล’ คือเข้าตีและปิดล้อมเพื่อยึดเนินอานม้าตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้ มีการสู้รบกันอย่างหนักระหว่างฝ่ายเรา และข้าศึกซึ่งเนินอานม้ามีภูมิประเทศที่เหมาะที่จะตั้งรับและได้เปรียบจากการเข้าตีของฝ่ายเรามาก เนื่องจากเป็นยอดเขาที่มีสันเขาเล็ก บาง ยาว และสูงพอสมควร เป็นปราการตั้งรับอย่างดีกับฝ่ายข้าศึก ทราบว่าพวกเราทุ่มกำลังเข้ายึดหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่สำเร็จและถูกข้าศึกต่อต้านอย่างหนักจากอาวุธหนัก

แม้พวกเราจะระดมโจมตีข้าศึกด้วยอาวุธอย่างหนักก็ตาม ทั้งกำลังพลและอาวุธทั้งสองกองพันก็ยังไม่สามารถบุกยึดเนินอานม้าได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (12) ปัญหาใหญ่ของ บก.ผสม 333

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...