โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ ‘พัชรคีรี-นิสิตจุฬาฯ' ผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด” แจ้งพิกัดผู้ประสบภัยแบบ Real Time

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 พ.ย. 2568 เวลา 12.25 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 04.00 น.

คอลัมน์: สัมภาษณ์ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด

ในสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสงขลา-หาดใหญ่ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ช่วยเหลือผู้ติดค้างกลางน้ำ คือแพลตฟอร์ม “HatyaiTongrod” หรือ “หาดใหญ่ต้องรอด” เว็บแอปพลิเคชั่นที่เปิดให้ผู้ประสบภัยปักหมุดพิกัดและแจ้งความต้องการแบบ Real Time เพื่อให้ผู้ช่วยเหลือสามารถเข้าถึงข้อมูลและเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุได้ทันที โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากฝีมือของนิสิตชั้นปี 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ต้องการใช้ทักษะด้านเทคโนโลยีช่วยบรรเทาสถานการณ์วิกฤตในบ้านเกิดภาคใต้ของเขา

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ นายพัชรคีรี สีชาติ ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าว ถึงที่มา แนวคิด วิธีทำงานของระบบ รวมถึงมุมมองต่อการจัดการภัยพิบัติในภาคใต้ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ต่อในอนาคต

แรงบันดาลใจจากบ้านเกิด สู่แพลตฟอร์มช่วยเหลือผู้คน

นายพัชรคีรีเล่าว่า ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 2 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรับผิดชอบพัฒนาแพลตฟอร์มนี้เพียงคนเดียว โดยแรงจูงใจเกิดจากความผูกพันกับพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเป็นคนจังหวัดพัทลุง เมื่อเห็นข่าวน้ำท่วมรุนแรงในสงขลา-หาดใหญ่ จึงต้องการทำบางอย่างที่ช่วยให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ แม้จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ก็ตาม

เขามองว่าในช่วงเวลาวิกฤต ประชาชนควรเข้าถึงความช่วยเหลือให้เร็วที่สุด จึงออกแบบระบบให้ทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ระหว่างผู้ประสบภัยและผู้ที่ต้องการเข้าไปช่วยเหลือ โดยไม่จำเป็นต้องรอเฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือทีมกู้ภัยเท่านั้น

ในระยะเริ่มต้นเขายังไม่ทราบว่าพื้นที่ใดได้รับผลกระทบหนักที่สุด แต่เมื่อระบบเริ่มเปิดให้ใช้งาน ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาแบบเรียลไทม์ ทำให้เห็นชัดว่ามีการขอความช่วยเหลือจำนวนมากกระจุกตัวในบริเวณ “เขต 8” ในตัวเมืองหาดใหญ่ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญต่อการวางแผนเข้าพื้นที่ของอาสาสมัครหลายชุด

ออกแบบให้ใช้งานง่าย เห็นพิกัดและสถานการณ์ทันที

จุดเด่นสำคัญของ HatyaiTongrod คือโครงสร้างระบบที่เรียบง่ายเพื่อให้ใช้งานได้ทันทีในสถานการณ์คับขัน ผู้ประสบภัยสามารถเปิดหน้าเว็บ ปักหมุดตำแหน่ง ระบุความช่วยเหลือที่ต้องการ เช่น อาหาร ยา น้ำดื่ม หรือการอพยพ และส่งข้อมูลขึ้นระบบกลางได้ทันที

ด้านผู้ที่ต้องการเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร หน่วยกู้ภัย หรือประชาชนทั่วไป สามารถกดดู “แผนที่สด” ซึ่งแสดงหมุดตำแหน่งผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ หากต้องการเข้าไปช่วย สามารถกดนำทางเข้าพื้นที่ได้ทันทีผ่าน Google Maps ซึ่งเชื่อมต่อไว้ในระบบโดยตรง

ตลอดช่วงวิกฤตรอบล่าสุด ระบบสามารถรายงานเคสที่ขึ้นสถานะ “ได้รับการช่วยเหลือแล้ว” รวมแล้วกว่า 100 เคส โดยเป็นการกดอัพเดตสถานะของผู้ใช้งานเอง ทั้งนี้ พัชรคีรีระบุว่า เนื่องจากตัวเขาอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงไม่ได้อยู่หน้างานจริง แต่คอยดูแลระบบหลังบ้าน ทำหน้าที่มอนิเตอร์ Server และรับข้อความจากผู้ใช้หรืออาสาสมัครที่ต้องการให้ปรับปรุงการใช้งาน

ข้อมูล Real Time สำหรับประชาชน และข้อมูลลึกสำหรับหน่วยงานรัฐ

หนึ่งในบทบาทสำคัญของแพลตฟอร์ม คือการจัดการ “ข้อมูล” ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลที่แสดงบนหน้าเว็บ เช่น จำนวนผู้ขอความช่วยเหลือ พิกัด และสถานะการช่วยเหลือ เป็นข้อมูลเรียลไทม์ที่ดึงจากหลังบ้านโดยตรง เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าดูได้เพื่อการประสานงานภาคประชาชน

ส่วนข้อมูลเชิงลึก เช่น เบอร์ติดต่อ รายละเอียดของผู้ประสบภัย จะถูกจำกัดสิทธิให้เฉพาะหน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลในเชิงปฏิบัติการ โดยต้องขอรหัสเข้าระบบหลังบ้าน ซึ่งมีทั้งหน่วยงานรัฐและกลุ่มอาสาสมัครติดต่อเข้ามาใช้งานจริงในช่วงน้ำท่วม

เมื่อถูกถามถึงความกังวลด้านสิทธิบัตรหรือการโดนคัดลอกโมเดล พัชรคีรีระบุว่า ยังไม่ได้ดำเนินการด้านสิทธิบัตรใด ๆ เนื่องจากสถานการณ์คับขันเกินกว่าจะมาคิดเรื่องนี้ ที่สำคัญ เขาทำด้วยความตั้งใจช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์

มุมมองต่อการจัดการภัยพิบัติของรัฐจากข้อมูลที่พบ

แม้พัชรคีรีจะขอไม่วิจารณ์ประเด็นการบริหารงานของรัฐในเชิงลึก เนื่องจากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ แต่ข้อมูลที่แพลตฟอร์มบันทึกไว้ สะท้อนปริมาณความต้องการความช่วยเหลือจำนวนมากในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะในเขตเมืองหาดใหญ่

เขาเผยว่า มีผู้ประสบภัยขอความช่วยเหลือผ่านระบบกว่า 10,000 ราย เฉพาะในอำเภอหาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ซึ่งสะท้อนภาระงานจำนวนมากของทีมกู้ภัยและหน่วยงานท้องถิ่นในช่วงนั้น

ในมุมมองของผู้พัฒนา เทคโนโลยีและการรวมกลุ่มของประชาชนสามารถช่วยให้การจัดการภัยพิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังอาจเป็นแรงผลักดันให้รัฐพัฒนาแพลตฟอร์มหรือระบบข้อมูลของตนเองให้ตอบสนองสถานการณ์ได้ดีขึ้น

ความปลอดภัยของข้อมูล และระบบที่รองรับการใช้งานทั่วประเทศ

ในด้านความปลอดภัย พัชรคีรีระบุว่า ระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์มทำงานร่วมกับระบบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และใช้โครงสร้างส่วนสำคัญของ Google ทั้งระบบ Login และ Google Maps ซึ่งช่วยรับรองความปลอดภัยของข้อมูลและลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

เขามองว่าแพลตฟอร์มนี้สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเป็นระบบที่ “Scalable” และสามารถปรับให้เข้ากับลักษณะของพื้นที่น้ำหลากในจังหวัดอื่น ๆ ได้ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“ข้อมูลทุกชุดเป็น Real Time จริงทั้งหมดครับ ประชาชนทั่วไปเข้าไปดู ‘แผนที่สด’ ได้เลยไม่ต้องใช้รหัส แต่ถ้าเป็นหน่วยงานที่ต้องการข้อมูลละเอียด ก็จะมีรหัสหลังบ้านสำหรับเข้าไปดู”

พัชรคีรีบอกว่า ยังไม่ได้จดสิทธิบัตร เพราะในช่วงน้ำท่วม เขาคิดเพียงอย่างเดียวคือ “ทำให้คนใช้ได้ทันที”

“ตอนนั้นมันไม่ทันคิดเรื่องสิทธิหรือคนก๊อบปี้ไอเดียครับ ผมทำเพราะอยากช่วย จริง ๆ เห็นมีคนทำแพลตฟอร์มคล้าย ๆ กันออกมา ก็ยิ่งดี ถือว่าช่วยคนด้วยกัน” พัชรคีรีกล่าว

พร้อมส่งต่อให้รัฐ หากต้องการนำไปใช้ในระยะยาว

แม้โครงการนี้จะเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจส่วนตัวของนิสิตคนหนึ่ง แต่หลังจากเปิดใช้งานก็มีหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนเข้ามาใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการติดต่อจากหน่วยงานรัฐในลักษณะเป็นทางการเพื่อร่วมพัฒนา หรือขอนำระบบไปใช้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงอนาคต พัชรคีรีระบุว่า หากหน่วยงานรัฐสนใจนำไปใช้ เขายินดีส่งต่อหรือร่วมพัฒนาต่อ เนื่องจากเชื่อว่า หากระบบถูกนำไปใช้ตั้งแต่ระยะแรกของภัยพิบัติ จะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โอกาสต่อยอด และบทบาทของคนรุ่นใหม่ในภัยพิบัติยุคใหม่

ประสบการณ์จากการพัฒนา HatyaiTongrod ทำให้พัชรคีรีเห็นแนวโน้มว่าภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคใต้ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยระบุจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า ฝนตกหนักและน้ำหลากเกิดถี่กว่าสมัยก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพื้นที่จำเป็นต้องมีระบบเตือนภัยและแพลตฟอร์มข้อมูลที่ตอบสนองได้เร็วกว่าเดิม

ในขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนและเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายกำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการรับมือภัยพิบัติยุคใหม่ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลจากพื้นที่จริงถูกส่งถึงมือผู้ช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระงานของภาครัฐ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที

วิธีใช้งาน : แจ้งขอความช่วยเหลือ 5 ขั้นตอน

สำหรับผู้ที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมและต้องการความช่วยเหลือ สามารถทำตามขั้นโดยง่ายดังนี้ – เข้าสู่เว็บไซต์ที่ลิงก์ https://kaitodhatyaii.vercel.app/ – ยืนยันตัวตน กดปุ่ม “เข้าสู่ระบบ” (หากเปิดบนมือถือ ให้แตะที่เมนู 3 ขีด มุมขวาบนก่อน) – ปักหมุดตำแหน่ง ระบุตำแหน่งที่คุณอยู่บนแผนที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้อย่างแม่นยำ – ระบุข้อมูลสิ่งของที่ต้องการ เช่น จำนวนคนติดอยู่กี่คน ต้องการน้ำ อาหาร ยา หรือความช่วยเหลือทางการแพทย์ – รอรับการติดต่อ ข้อมูลของท่านจะขึ้นบนระบบเพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือจิตอาสาที่อยู่ใกล้เคียงเข้าช่วยเหลือ ลบหมุดเมื่อเสร็จสิ้น เมื่อท่านได้รับความช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว รบกวนเข้าไป‘ลบหมุด’ ของตัวเองออกด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบสถานะและสามารถกระจายกำลังไปช่วยเหลือเคสอื่น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุยกับ ‘พัชรคีรี-นิสิตจุฬาฯ’ ผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด” แจ้งพิกัดผู้ประสบภัยแบบ Real Time

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...