เร่งลดค่าเดินทางเพิ่มรายได้ เชื่อมตั๋วโดยสารระบบราง-รถเมล์
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในงาน “THAILAND THE NEXT 4 YEARS” ในหัวข้อ ” เชื่อมเมือง เชื่อมเศษฐกิจ เชื่อมลงทุน” ที่จัดขึ้น The Better และ สำนักข่าว มิติหุ้น ว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้านโยบายการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยเริ่มจากการเชื่อมเมืองทำอย่างไรให้การเดินทางในกรุงเทพและปริมณฑล หรือการเดินทางระหว่างจังหวัด สามารถลดรายจ่ายตรงนี้ ซึ่งการประชุมในคณะรัฐมนตรีวันนี้(25พ.ย.)จะเสนอมาตรการตั๋วร่วมค่าโดยสาร 40 บาท เฉพาะรถไฟฟ้า “สายสีม่วงและสายสีแดง” ระยะเวลา 1 ปี ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้ทันกรอบเวลา เพราะมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทจะสิ้นสุดลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นี้
ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาและขับเคลื่อนโครงการค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราเหมาจ่าย 40บาทตลอดวัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพ รวมถึงการพิจารณาแนวทางการแก้ไขสัญญาสัมปทานเพื่อดำเนินมาตรการให้ต่อเนื่องและศึกษาการจัดตั้ง "กองทุน" สำหรับซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าในอนาคต
นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญในการเชื่อมระบบราง การเดินทางด้วยรถเมล์ ภายในสิ้นปีนี้มีแผนเพิ่มรถเมล์ EV ใหม่ 1,520 คัน มาทดแทนรถเมล์ร้อนทั้งหมด โดยจะเริ่มทยอยรับรถในช่วงเดือนกันยายน 2569 และทยอยวิ่งให้บริการในเส้นทางเขตเมือง โดยผู้โดยสารที่เคยใช้บริการรถเมล์ร้อนจะยังคงจ่ายราคาเดิมที่ 8 บาทตลอดสาย โดยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไปรับภาระค่าโดยสารส่วนเกินที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามหากการเดินทางที่สามารถเชื่อเมืองระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเมล์ได้ จะเป็นประโยชน์กับประชาชนเพิ่มอำนวยความสะดวก รวมถึงการใช้บัตรใบเดียวกันระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเมล์ด้วย
นอกจากนี้การเชื่อมเศรษฐกิจจะผลักดันนโยบายรถไฟรางคู่เพื่อเชื่อมภูมิภาค คาดจะเสร็จภายใน 4-5 ปี ปัจจุบันเส้นทางสายเหนือสิ้นสุดที่เชียงของ ส่วนสายตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)สิ้นสุดที่ ขอนแก่น และภาคใต้สิ้นสุดที่ชุมพร ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายเส้นทางเพื่อเชื่อมการเดินทาง โดยเฉพาะสายอีสานจะเชื่อมจากหนองคายไปถึง สปป.ลาว เวียงจันทน์ รองรับการขนส่งสินค้าจากแหลมฉบัง ไปถึงจีนตอนใต้
ขณะที่เส้นทางสายใต้จะเชื่อมชุมพร-สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่ และขยายไปถึงชายแดนมาเลเซีย ปาดังเบซาร์ จนถึงปีนัง รองรับการขนส่งสินค้าจากสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคผ่านระบบราง ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้จะนำมาทดแทนการขนส่งทางบก สามารถลดค่าใช้จ่ายได้
ด้านการขนส่งทางน้ำได้วางแผนสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งปัจจุบันเฟส 1-2 รองรับสินค้าได้ 10-11 ล้านตู้ ถ้าเป็นเฟส 3 จะรับสินค้าได้ 18 ล้านตู้ อีกส่วนหนึ่งมีแผนสร้างท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ขนาดใหญ่ 3 แห่ง ที่ภูเก็ต พัทยา และเกาะสมุย เพื่อรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเนื่องจากปัจจุบันเรือสำราญที่เข้ามาต้องมีการถ่ายลำ
นอกจากนี้ด้านทางอากาศทำอย่างไรให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางอากาศ เพราะอยู่ในพื้นที่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคกับมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งได้เปรียบในอาเซียน ทั้งนี้อยากให้บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) เพิ่มการจัดซื้อเครื่องบินรองรับความต้องการของนักเดินทาง
นายพิพัฒน์ กล่าวถึง การส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สิ่งที่ยังไม่ได้ขยับ คือโครงการรถไฟฟ้า 3 สนามบิน และการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ขณะเดียวกันควรมีการส่งเสริมลงทุนในกิจการ Sports tourism ภาคตะวันออกยังขาดตรงนี้ ซึ่งต้องเริ่มคิดต่อว่าควรนำพื้นที่มาพัฒนาในส่วนนี้ ทั้งสนามแข่งม้า แข่งรถ สนามฟุตบอล อยากได้ในพื้นที่ 4,000ไร่
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ กระทรวงคมนาคมผลักดันเพื่อรองรับการขนส่งสินค้า เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับอันดามัน โดยเฉพาะการวางระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงมีเป้าหมายแทนที่สิงคโปร์และเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีหลายบริษัทที่สนใจจะมาลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์นี้