โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เร่งลดค่าเดินทางเพิ่มรายได้ เชื่อมตั๋วโดยสารระบบราง-รถเมล์

The Better

อัพเดต 25 พ.ย. 2568 เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2568 เวลา 04.00 น. • THE BETTER
‘พิพัฒน์’เร่งเคาะตั๋วร่วม ดันรถไฟรางคู่เชื่อมภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์-ท่าเรือ-ศูนย์การบิน ดึงเอกชนลงทุน Sports tourism ในEEC

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในงาน “THAILAND THE NEXT 4 YEARS” ในหัวข้อ ” เชื่อมเมือง เชื่อมเศษฐกิจ เชื่อมลงทุน” ที่จัดขึ้น The Better และ สำนักข่าว มิติหุ้น ว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้านโยบายการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยเริ่มจากการเชื่อมเมืองทำอย่างไรให้การเดินทางในกรุงเทพและปริมณฑล หรือการเดินทางระหว่างจังหวัด สามารถลดรายจ่ายตรงนี้ ซึ่งการประชุมในคณะรัฐมนตรีวันนี้(25พ.ย.)จะเสนอมาตรการตั๋วร่วมค่าโดยสาร 40 บาท เฉพาะรถไฟฟ้า “สายสีม่วงและสายสีแดง” ระยะเวลา 1 ปี ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้ทันกรอบเวลา เพราะมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทจะสิ้นสุดลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นี้

ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาและขับเคลื่อนโครงการค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราเหมาจ่าย 40บาทตลอดวัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพ รวมถึงการพิจารณาแนวทางการแก้ไขสัญญาสัมปทานเพื่อดำเนินมาตรการให้ต่อเนื่องและศึกษาการจัดตั้ง "กองทุน" สำหรับซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าในอนาคต

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญในการเชื่อมระบบราง การเดินทางด้วยรถเมล์ ภายในสิ้นปีนี้มีแผนเพิ่มรถเมล์ EV ใหม่ 1,520 คัน มาทดแทนรถเมล์ร้อนทั้งหมด โดยจะเริ่มทยอยรับรถในช่วงเดือนกันยายน 2569 และทยอยวิ่งให้บริการในเส้นทางเขตเมือง โดยผู้โดยสารที่เคยใช้บริการรถเมล์ร้อนจะยังคงจ่ายราคาเดิมที่ 8 บาทตลอดสาย โดยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไปรับภาระค่าโดยสารส่วนเกินที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามหากการเดินทางที่สามารถเชื่อเมืองระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเมล์ได้ จะเป็นประโยชน์กับประชาชนเพิ่มอำนวยความสะดวก รวมถึงการใช้บัตรใบเดียวกันระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเมล์ด้วย

นอกจากนี้การเชื่อมเศรษฐกิจจะผลักดันนโยบายรถไฟรางคู่เพื่อเชื่อมภูมิภาค คาดจะเสร็จภายใน 4-5 ปี ปัจจุบันเส้นทางสายเหนือสิ้นสุดที่เชียงของ ส่วนสายตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)สิ้นสุดที่ ขอนแก่น และภาคใต้สิ้นสุดที่ชุมพร ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายเส้นทางเพื่อเชื่อมการเดินทาง โดยเฉพาะสายอีสานจะเชื่อมจากหนองคายไปถึง สปป.ลาว เวียงจันทน์ รองรับการขนส่งสินค้าจากแหลมฉบัง ไปถึงจีนตอนใต้
ขณะที่เส้นทางสายใต้จะเชื่อมชุมพร-สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่ และขยายไปถึงชายแดนมาเลเซีย ปาดังเบซาร์ จนถึงปีนัง รองรับการขนส่งสินค้าจากสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคผ่านระบบราง ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้จะนำมาทดแทนการขนส่งทางบก สามารถลดค่าใช้จ่ายได้

ด้านการขนส่งทางน้ำได้วางแผนสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งปัจจุบันเฟส 1-2 รองรับสินค้าได้ 10-11 ล้านตู้ ถ้าเป็นเฟส 3 จะรับสินค้าได้ 18 ล้านตู้ อีกส่วนหนึ่งมีแผนสร้างท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ขนาดใหญ่ 3 แห่ง ที่ภูเก็ต พัทยา และเกาะสมุย เพื่อรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเนื่องจากปัจจุบันเรือสำราญที่เข้ามาต้องมีการถ่ายลำ

นอกจากนี้ด้านทางอากาศทำอย่างไรให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางอากาศ เพราะอยู่ในพื้นที่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคกับมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งได้เปรียบในอาเซียน ทั้งนี้อยากให้บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) เพิ่มการจัดซื้อเครื่องบินรองรับความต้องการของนักเดินทาง

นายพิพัฒน์ กล่าวถึง การส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สิ่งที่ยังไม่ได้ขยับ คือโครงการรถไฟฟ้า 3 สนามบิน และการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ขณะเดียวกันควรมีการส่งเสริมลงทุนในกิจการ Sports tourism ภาคตะวันออกยังขาดตรงนี้ ซึ่งต้องเริ่มคิดต่อว่าควรนำพื้นที่มาพัฒนาในส่วนนี้ ทั้งสนามแข่งม้า แข่งรถ สนามฟุตบอล อยากได้ในพื้นที่ 4,000ไร่

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ กระทรวงคมนาคมผลักดันเพื่อรองรับการขนส่งสินค้า เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับอันดามัน โดยเฉพาะการวางระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงมีเป้าหมายแทนที่สิงคโปร์และเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีหลายบริษัทที่สนใจจะมาลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...