โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แรงงานอีสานยุครัชกาลที่ 5 ที่ทำกินในพื้นที่ “คลองรังสิต” มีเยอะแค่ไหน?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ม.ค. เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. เวลา 05.35 น.
สภาพบ้านเรือนและการอยู่อาศัยในคลองรังสิต สมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

แรงงานอีสานยุครัชกาลที่ 5 ที่ทำกินในพื้นที่ “คลองรังสิต” มีเยอะแค่ไหน?

ในอดีตพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ “อีสาน” ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐส่วนกลางเท่าใดนัก แทบไม่มีบทบาทหรือประโยชน์ใด ๆ นอกจากเป็นเส้นทางเดินทัพไปตีเมืองลาว และในสายตาผู้ดีเมืองหลวงส่วนใหญ่ อีสานจัดเป็น “ทุ่งหมาเมิน” ที่แทบไม่มีอะไรดีเด่นหรือน่าสนใจ

จนกระทั่งรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อสยามปฏิรูปประเทศหลายด้าน ที่สำคัญเช่น ด้านการปกครอง จึงมีการส่งเจ้านาย และข้าราชการจากกรุงเทพฯ ไปประจำการโดยตรง เพื่อปักหลักอำนาจการปกครองของรัฐบาลส่วนกลางในพื้นที่อีสานให้มั่นคง และเพื่อลดอิทธิพลกลุ่มอำนาจท้องถิ่นที่มีผลประโยชน์ อันอาจกระทบความมั่นคงของการปฎิรูปการปกครองได้

เจ้านายพระองค์สำคัญที่รัชกาลที่ 5 ทรงส่งไปปกครองหัวเมืองอีสานในทศวรรษ 2430 ได้แก่ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์, พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม และพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ซึ่งเมื่อเจ้านายเสด็จไปปกครองดูแลหัวเมืองต่าง ๆ ทางอีสานแล้ว ทำให้กลุ่มอิทธิพลเดิมต้องปรับตัว และชาวบ้านเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน

“ความแห้งแล้ง” ปัญหาใหญ่ชาวอีสาน

อีสานเผชิญปัญหาความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ 100 กว่าปีก่อน ที่สำคัญคือ ปัญหาดินแห้งแล้ง เพราะสภาพภูมิประเทศเป็นดินหิน ดินทราย และดินแดง จึงเก็บความชุ่มชื้นได้น้อย และยังเต็มไปด้วยเกลือนอกจาก

นี้ ยังประสบปัญหาเรื่องน้ำ ที่เรียกได้ว่าไม่มีความพอดี เพราะเมื่อถึงฤดูฝน บางครั้งฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดแห้งแล้งยาวนาน หรือหากฝนตกหนักขึ้นมา พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูล และแม่น้ำชีก็จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน สร้างความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สิน แต่พอถึงฤดูแล้งก็จะขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ มีปัจจัยจากดินหิน ดินทราย ที่ไม่อุ้มน้ำ ทำให้เกิดปัญหาการเพาะปลูก ผู้คนอดอยากยากไร้

วิกฤตความแห้งแล้งใหญ่ในอีสาน เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432-2433 ที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลนานถึง 2 ปี และในพื้นที่ด่านซ้าย (ปัจจุบันคือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย) พ.ศ. 2451-2453 ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 เกิดฝนแล้งยาวนานถึง 3 ปี สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว เพราะชาวบ้านไม่สามารถทำการเกษตรใด ๆ ได้
ภาวะแห้งแล้งหนักดังกล่าว กลายเป็นช่องโหว่ให้พ่อค้าชาวจีนที่สะสมข้าวฉวยโอกาสขึ้นราคา อย่างใน พ.ศ. 2446 ราคาข้าวเปลือกช่วงวิกฤตภัยแล้ง จากเดือนเมษายนที่ราคา 1 บาท ต่อข้าวเปลือก 30-40 ชั่ง ก็พุ่งขึ้นเป็น 1 บาท ต่อข้าวเปลือก 5 ชั่ง

ขณะเดียวกัน อีสานในยุคนั้นก็เริ่มใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา เงินบาทเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ใช้ในการเสียภาษี และใช้ในการทำธุระต่าง ๆ กับราชการ เช่น เสียค่าธรรมเนียมโอนย้ายจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าธรรมเนียมขนย้ายหรือขายสัตว์พาหนะ

เมื่อไม่มีผลผลิตไปแลกเปลี่ยนหรือซื้อขาย ชาวบ้านก็ไม่มีเงิน และทุนรอนใด ๆ ความอดอยากแพร่กระจายไปหลายพื้นที่ในอีสาน ชาวบ้านไม่น้อยต้องหาเผือกหากลอยประทังชีวิต ความลำบากทะยานถึงขีดสุดเมื่อมีรายงานว่า ชาวบ้านไม่มีกินถึงขั้นล้มตาย เป็นที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง

พื้นที่ “คลองรังสิต” แหล่งทำกินแรงงานอีสานยุครัชกาลที่ 5

ผลของการทำ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งอยู่ในยุคที่ชาติตะวันตกออกล่าอาณานิคม ทำให้สยามต้องเปลี่ยนเศรษฐกิจจากระบบผูกขาดเป็นการค้าเสรี ข้าวที่แต่เดิมผลิตเพื่อบริโภคในประเทศ ก็กลายเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาด้วย ทำให้ต้องเปิดพื้นที่เพื่อเพาะปลูกข้าวโดยเฉพาะ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีโครงการขนาดใหญ่ เปลี่ยน “ทุ่งรังสิต” พลิกผืนป่าให้เป็นผืนนา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ โดยมี บริษัท ขุดคลองแลคูนาสยาม ซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาล เป็นผู้รับผิดชอบการขุด “คลองรังสิต” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 2430

ม.ร.ว. สุวพันธุ์ สนิทวงศ์ หุ้นส่วนบริษัท ขุดคลองแลคูนาสยาม เล่าถึงสภาพความลำบาก และความโหดหิน เมื่อครั้งบริษัทเข้าไปบุกเบิกพื้นที่คลองรังสิตว่า

“…การขุด (คลอง) มีความยากลำบากมาก เพราะไม่ใช่ท้องนาเตียน ๆ มีหนอง บึง บางตอนเป็นป่าแขม ป่าโขมง ป่าขนาก ผู้คนไม่มีเลย ส่วนป่าโขมงเต็มไปด้วยนกกระจาบ และรังไข่นกกระจายเป็นจำนวนมากมาย งูมักชอบแอบอาศัยอยู่ตามรังไข่นก พวกล่าไข่นกโดนงูกัดตายหลายคนแล้ว เขาเก็บไข่กันที 3-4 กระบุงพูนๆ เอาไปขาย คนซื้อมักนำไปทำขนมบัวลอยรับประทาน

ส่วนป่าขนากนั้น ใครบุกเข้าไปต้องระวังให้มาก เพราะต้นแข็ง และคมมาก ถ้าไม่ระวังอาจแทงเท้าทะลุ หรือตัดนิ้วเท้าให้ขาดได้ ขณะที่ขุดไปพบเก้ง กวาง ละมั่ง โขลงช้าง และไข้ป่าแสนทุรกันดาร ตกกลางคืนต่างก็หลับกันในเรือ แต่พอตื่นมาบางวันหมอนข้างหายไปบ้าง บางครั้งหมอนหนุนศีรษะผ้าห่มก็หาย ไม่ทราบล่องหนไปได้อย่างไร เมื่อขุดต่อไปอีกหลายป่า จึงได้พบหมอนทั้งที่หายไป หรือของอื่น ๆ ที่หายอยู่กันไกล ๆ แต่ละป่า ในที่สุดจึงจับขโมยตัวสำคัญได้ ช้างนั่นเอง มันได้เอางวงมาล้วงทางหน้าต่างเรือไป…”

เมื่อบริษัท ขุดคลองแลคูนาสยาม ขุดคลองรังสิตเปิดพื้นที่นาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับมีการก่อสร้างทางรถไฟสายอีสาน ซึ่งเอื้อต่อการเดินทางค้าขาย หรือโยกย้ายถิ่น ชาวอีสานที่ต้องเผชิญความแห้งแล้งที่บ้านเกิดจำนวนไม่น้อย จึงตัดสินใจเผชิญโชคเข้ามาเป็นแรงงานทำกินในพื้นที่คลองรังสิต

มีตัวเลขระบุว่า เฉพาะที่เมืองธัญบุรีใน พ.ศ. 2444 มีแรงงานอีสานยุครัชกาลที่ 5 เข้าไปทำกินจำนวน 1,094 คน และใน พ.ศ. 2447-2448 มีราว 5,000 คน คาดการณ์ว่า แต่ละปีคลองรังสิตมีแรงงานรับจ้างจากภาคอีสานมากถึง 7,000-8,000 คนด้วยกัน

เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า พ.ศ. 2451 พระองค์ทรงได้พบปะ และทรงสอบถามแรงงานอีสาน ที่เข้ามารับจ้างทำนาในบริเวณคลองรังสิต ทำให้เห็นเค้ารอยว่า แรงงานอีสานเหล่านี้ต้องเผชิญความยากลำบาก ทั้งจากความแตกต่างด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และยังถูกเอารัดเอาเปรียบ ปรากฏหลักฐานใน“พระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสลำน้ำปากคลองมะขามเฒ่าและพระราชกระแสเรื่องจัดการทหารมณฑลกรุงเทพฯ” ว่า

“เจ้าของนาหรือนายกองนาคิดอ่านโกงพวกลาว ค่าจ้างคิดไม่ได้จ่ายให้เป็นเดือน ๆ ต่อครบปีจึงจ่ายชั่ง 1 ทีเดียว เมื่อทำงานมาได้หลายเดือนจวนจะสิ้นปีแล้วกวนให้พวกลาวนั้นได้รับความลำบากเบื่อหน่ายละทิ้งงานไปเสีย ก็ไม่ต้องให้ค่าจ้าง หรืออีกอย่างกำหนดแล้วก็ผัดไป…”

แรงงานอีสานยุครัชกาลที่ 5 ที่อาบเหงื่อต่างน้ำทำมาหากินในคลองรังสิต ถูกขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ กลายเป็นภัยอีกรูปแบบที่โหดร้ายไม่แพ้ภัยธรรมชาติที่เคยเผชิญมาก็ว่าได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ประวิทย์ สายสงวนวงศ์. เปลี่ยนอีสานให้เป็น “ไทย”: อุดมการณ์รัฐชาติกับสำนึกการเมืองของคนที่ราบสูง. กรุงเทพฯ: มติชน, 2568.

ไมเคิล ไรท์. “อีสาน ไส้ติ่งสยามหรือมดลูก”. เข้าถึงเมื่อ 9 มกราคม 2569.

วิภา จิรภาไพศาล. “รัชกาลที่ 5 ทรงอนุญาตขุด ‘คลองรังสิต’ ในทุ่งหลวงเหนือกรุงเทพฯ ที่มีโขลงช้าง และไข้ป่า”. เข้าถึงเมื่อ 9 มกราคม 2569.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 มกราคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แรงงานอีสานยุครัชกาลที่ 5 ที่ทำกินในพื้นที่ “คลองรังสิต” มีเยอะแค่ไหน?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...