โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“อนุทิน” ลั่น ไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน ดีเบตแรกโชว์ผลงาน 3 เดือน ขอประชาชนอนุมัติผ่านโปร ชู “พูดแล้วทำ” ไม่ขายฝัน ไม่พึ่งทุนเทา

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อนุทิน” ลั่น ไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน ดีเบตแรกโชว์ผลงาน 3 เดือน ขอประชาชนอนุมัติผ่านโปร - ชู “พูดแล้วทำ” ไม่ขายฝัน ไม่พึ่งทุนเทา - ชี้ ไม่แจกปลา แต่ให้เบ็ดตกปลา พร้อมเปิดนโยบาย 10+ ดันไทยยืนได้ด้วยตัวเอง - ลั่น อย่าให้ศัตรูสมใจ หลัง รมต.กัมพูชา บอกคนไทยอย่าเลือก ‘อนุทิน’ มองคงกลัวแพ้ราบคาบ

วันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นดีเบตครั้งแรก โดยกล่าวว่า ตนขอบคุณนายสรยุทธ ที่ให้โอกาสตนมาในวันนี้ ซึ่งเป็นที่ที่ตนสามารถพูดถึงภาพอนาคตที่พรรคภูมิใจไทยจะทำให้กับประเทศไทยในกาลข้างหน้านี้ ตนทราบดีว่าประชาชนอาจรู้สึกว่าเอาอีกแล้ว หาเสียงก็มาพูดอะไรสวยหรู นโยบายเลิศเลอ แต่เดี๋ยวก็ติดนู่นติดนี่ บอกทำไม่ได้บ้าง อยู่ไม่ค่อยจะครบเทอมบ้าง แต่เที่ยวนี้ตนไม่ได้ฝึกงานแล้ว ตนไม่ได้เป็นนายกฝึกงาน ตนเข้าไปทำงานมา 3 เดือนกว่า ก็ได้เห็นว่ามีช่องทางที่ตนสามารถจะทำให้สิ่งที่เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เป็นคำว่า “พูดแล้วทำ” ได้จริงๆ

ตนสามารถที่จะทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าในช่วง 3 เดือน ที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เราก็ได้ทำงานสำเร็จไปหลายอย่าง มีคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ให้พูดคำว่าสำเร็จเป็น 37 ให้พูดไม่ชัดบ้าง แต่ก็ถือว่าได้ทำงาน 37 ไปหลายอย่าง ด้วยความร่วมมือที่ประสานได้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ กองทัพ ภาคเอกชน รวมถึงองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งพรรคการเมืองด้วยกันเอง เรามีแต่มิตรเราไม่มีศัตรู และตนไม่ได้มายืนตรงนี้เพื่อขายฝันให้ประชาชนหรือสัญญาในสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะเช่นนั้นจะทำให้สโลแกนพูดแล้วทำของภูมิใจไทยไม่มีความขลัง

นายอนุทิน ระบุว่า ภาพอนาคตที่พรรคภูมิใจไทยต้องการให้เกิดขึ้นสำหรับประเทศไทย คือ เราได้จำแนกภัยที่เป็นผลกระทบและเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอุปสรรคกับประชาชน คือ ภัยจากความมั่นคง เศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และภัยสังคม ซึ่งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบภูมิใจไทยเราไม่ได้เป็นการถมเงินลงไปกับโครงการประชานิยมเพียงเท่านั้น ประเทศไทยเราไม่ได้ขาดทรัพยากร เราไม่ได้ขาดคนเก่ง หลายคนคงเห็นแล้วว่าในรัฐบาลชุดนี้มีคนเก่งหลายคนและเป็นคนที่เป็นที่ใฝ่หาของประชาชนและอยากให้มีโอกาสทำงานต่อไป แต่สิ่งที่เราขาดคือระบบการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพความต่อเนื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีคำว่าพรรคภูมิใจไทยจะแจกอะไรเพิ่ม แต่พรรคภูมิใจไทยจะทำให้คนไทยยืนอยู่ได้บนขาตัวเองด้วยความมั่นคง และนี่คือที่มานโยบาย 10+ จากทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตั้งอยู่บนหลัก 3 ประการ คือ การสร้างรายได้ ที่ไม่ใช่แค่การกระตุ้นการใช้เงิน การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และการวางรากฐานกลางที่ยั่งยืน ซึ่งตนคิดว่าตรงนี้สอดคล้องกับที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้พูดไปให้เราฟังเมื่อสักครู่

พรรคภูมิใจไทยเราเชื่อว่าประเทศจะก้าวหน้าได้ เราต้องสร้างระบบให้ทุกคนเก่ง ซึ่งทุกคนเคยได้ยินว่าเราไม่เน้นแจก แต่เราเน้นให้เบ็ดตกปลากับคนไทย พรรคภูมิใจไทยจะพาคนไทยเข้าสู่น่านน้ำสากลในโลก ที่เต็มไปด้วยโอกาสมากมาย และนี่คือที่มาของคำว่า ‘พลัส’ ที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอให้กับประชาชนในการเลือกตั้งเที่ยวนี้ มันคือการนำพาให้ประชาชนทุกคนได้เข้าสู่ทักษะใหม่ๆ มีความรู้พื้นฐานทั้งทางด้านเทคโนโลยี ด้านบัญชี มีโครงการสินเชื่อให้การสนับสนุน มีการจูงใจให้เข้าสู่แพลตฟอร์มต่างๆ เช่นแพลตฟอร์มฟู๊ดเดลิเวอรี่ เพื่อจะเปิดประตูสู่วงการให้เขายืนได้หลังโครงการนี้จบไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีความกังวลว่าเมื่อโครงการนี้จบไปแล้วเดี๋ยวเงินก็หมดกระเป๋าแห้งเหมือนเดิม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ จึงเป็นที่มาของคำเรียกว่า คนละครึ่งพลัส เพราะไม่ใช่ว่าใช้เงินแล้วจบไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเขียว เพราะเป้าหมายเซตซีโร่ คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยยืนได้บนเวทีโลก โดยเฉพาะเรื่องของการค้า การพาณิชย์

ส่วนเรื่องของการปราบปรามคอรัปชั่น เราต้องผลักดันให้เรื่องนี้หมดไปจากประเทศไทย เราจึงตัดสินใจในสมัยตนนี่เอง ถึงแม้มีเวลาเพียง 3 เดือนแต่เราได้ยื่นเอกสารเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง OECD ให้ไปยืนอยู่ในกลุ่มของประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้ฝ่าได้ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีการค้าหรือเงื่อนไขของสิ่งแวดล้อม

สำหรับนโยบายการค้าของพรรคภูมิใจไทย จะไม่ทำให้ประเทศไทยต้องไปเล่นขายของ แต่จะเป็นการตีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นผู้ค้าและเป็นหุ้นส่วนของคนที่จะต้องทำการค้าขายกับประเทศไทย หมายความว่าต่อไปเราคงไม่ได้ขายสินค้าหรือขายข้าวอย่างเดียวและไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอย่างเดียวที่เรามีความเป็นเลิศอยู่ แต่เราขายวัฒนธรรมการกิน ขายรสนิยมการบริโภค ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้เราสามารถขายสินค้าของเรา เมดอินไทยแลนด์ได้ในราคาที่สูงขึ้น เราจะทำให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกได้จริง เมื่อนึกถึงอาหาร นึกถึงวัตถุดิบ นึกถึงสินค้าแปรรูป ซัพพลายเชนของสินค้าเหล่านี้ผู้บริโภคจากต่างชาติต้องนึกถึงประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ตนเล่ามานี้เป็นวิธีและแนวความคิดที่จะทำให้คนไทยของเราได้เบ็ดตกปลาดีๆ ไม่ใช่ได้ปลาเฉยๆ แล้วเราจะพาให้คนไทยของเราได้นั่งเรือออกไปสู่น่านน้ำแห่งโอกาสด้วยกัน ทุกมิติของเศรษฐกิจก็ครอบคลุมไปถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานในอนาคต ครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิตหรือการบริการการท่องเที่ยวไทย ที่โดดเด่นอยู่แล้วก็จะแตกลายออกไป การท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ ที่จะดึงดูดคนทั่วโลกให้เข้ามาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเมื่อเราเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ข้อจำกัดต่างๆ ของประเทศไทยก็จะไม่เป็นข้อจำกัดต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นโอกาส

ในส่วนของเรื่องความมั่นคงของประเทศไทย เราให้อยู่ครบบน 3 ขา คือ ด้านการกลาโหม การต่างประเทศ และด้านเศรษฐกิจ หลักการนี้จะสะท้อนอยู่ในนโยบายด้านความมั่นคงของพรรคภูมิใจไทย ในส่วนของการทหารเราให้ความสำคัญกับรั้วของชาติ รั้วที่หมายถึงกำแพงความมั่นคงแห่งชาติ กั้นในเขตแดนที่เหมาะสม ป้องกันการรุกราน และที่สำคัญไม่ใช่การป้องกันการรุกรานอย่างเดียว แต่สามารถใช้กำแพงเหล่านี้ในการป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติด วัสดุอุปกรณ์หรือสินค้าเถื่อน แรงงานเถื่อน และคำว่ารั้วของชาติที่หมายถึงทหาร ก็จะครอบคลุมไปถึงอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยี ที่จะทำให้เราพร้อมรับมือกับทุกภัยที่คุกคามพวกเรามาโดยตลอดตามแนวชายแดน

อีกนโยบายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง คือ นโยบายทหารอาสา โดยพรรคภูมิใจไทยเสนอให้มีทหารอาสา 100,000 อัตรา ที่เงินเดือน 12,000 บาท มีวาระ 4 ปี หลังจากนั้นเขาก็สามารถรับการบรรจุเป็นข้าราชการทหารได้ แต่ในระหว่าง 4 ปีนี้ เขาก็จะได้รับการฝึกฝน เพื่อทำให้เขาสามารถดำรงชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามหลังจากที่ปลดประจำการไปแล้ว นโยบายนี้จะตอบโจทย์ทุกฝ่าย ทั้งกองทัพ ที่ได้กำลังพลพร้อมรบ อยากรบ ที่ไม่ใช่ได้มาเพราะจับใบแดง เป็นทหารที่ไม่ต้องมาเกณฑ์ ต้องมีความอยากเป็นทหาร เพราะฉะนั้นเขาก็จะมีระเบียบวินัยและมีความสามารถในการป้องกันประเทศของเรา สำหรับนโยบายที่ตอบโจทย์ทุกฝ่ายแบบวินวินแบบนี้ คือ สไตล์ของพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องหักหาญน้ำใจกัน ไม่ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่า ปรับวิธีคิด ปรับวิธีบริหาร ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ และแน่นอนว่าความมั่นคงที่มีได้โดยปราศจากสงคราม คือ ความมั่นคงที่จะยั่งยืนที่สุด ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ให้ความสำคัญกับด้านต่างประเทศและนั่นคือเหตุผลที่เราเลือกนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งของพระภูมิใจไทย

สำกรับนโยบายด้านต่างประเทศของพรรคภูมิใจไทย ตั้งอยู่บนคำว่า ‘ไทยต้องเป็นไท’ แต่ไทยหลังไม่มี ย.ยักษ์ นั่นคือ เป็นอิสระจากข้อจำกัดทั้งปวง เป็นอิสระและไม่เกรงกลัวต่อความกดดันใดๆ หรือความบีบคั้นใดๆ ไม่ต้องกลัวว่าประเทศของเราไม่ใหญ่พอ ไม่รวยพอ หรือไม่มีอำนาจมากพอ ที่จะต่อรองหรือมีที่ยืนบนเวทีโลกได้ การต่างประเทศของประเทศไทยจะตั้งอยู่บนคำว่า ‘ศักดิ์ศรี’ เพราะเราใช้ นายสีหศักดิ์ มาทำหน้าที่นี้ ศักดิ์ศรีที่เกิดขึ้นจากการเคารพตนเอง และเคารพกติกาสากล ศักดิ์ศรีที่เกิดจากการไม่รุกรานใครก่อน แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมารุกรานเราเช่นกัน ตนคิดว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ได้แสดงให้เห็นชัดแล้วว่าเราได้นำประเทศไทยไปยืนอย่างมีศักดิ์ศรีอยู่บนเวทีโลก และแน่นอนว่านโยบายต่างประเทศเช่นนี้ เมื่อประกอบกับนโยบายเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนแนวคิดของหลักการสากลและทำให้ไทยไม่เป็นเพียงตัวเลือกของต่างชาติ แต่เป็นหุ้นส่วนที่เขาขาดไม่ได้ ซึ่งก็จะทำให้ประเทศไทยไปยืนอยู่บนแถวหน้าของโลกเราได้โดยไม่ยากเลย

นาบอนุทิน กล่าวต่อว่า ในเรื่องของภัยพิบัติที่ทุกคนเป็นห่วง ก็ไม่ต่างกับที่แคนดิเดตนายกจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนได้พูดไป ภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ยังมี นอกจากเรื่องภัยพิบัติก็ยังมีสแกมเมอร์ ยาเสพติด ภัยธรรมชาติจากน้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟป่า ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เราก็จะใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่มีในโลกใบนี้ มาสร้างความพร้อมและการรับมือล่วงหน้า วิธีคิดเรียบง่าย และต้องทำให้ได้คือต้องจัดการในเรื่องของระบบและคน เรามีประสบการณ์ในระบบมามากพอสมควรที่จะเห็นความซ้ำซ้อน เห็นจุดอ่อน และจุดที่ต้องกำจัด ตนเองก็ผ่านภัยพิบัติมาทุกประเทศตั้งแต่สมัยโควิดและภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติ ได้ร่วมกันทำงานกับรัฐบาลที่ตนเคยร่วมรัฐบาลมาแล้วด้วยความเข้าใจ หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก จุดอ่อนเหล่านี้จะต้องถูกกำจัดและเสริมด้วยความแข็งแกร่งที่กระชับ ใช้เทคโนโลยีนำ ai มาอุดจุดอ่อนทั้งหมดในระบบ ให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือจากประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ รู้จักใช้แนวคิดต่างๆ โดยคนของเรามีศักยภาพ และล่าสุดนี้เราก็ได้ทำเอ็มโอยูกับ 15 หน่วยงานปราบสแกมเมอร์ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ผู้กระทำความผิดได้รวดเร็วมาก และที่สำคัญที่สุดถ้าได้กลับมาก็จะเร่งดำเนินการชดเชยที่น้องประชาชนที่ถูกสแกมเมอร์เหล่านี้หลอกลวงไป ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และล่าสุดเราได้เริ่มจัดทำดาต้าบูโรเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตาม การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย ต่อไปใครจะเอาเงินสีเทาไปฟอกตรงไหนเราก็สามารถตรวจจับได้หมด ซึ่งตนได้ให้นโยบายไว้แล้วอย่าไปพูดว่าเทาเลย เพราะเทาสามารถตีเป็นขาวหรือดำก็ได้ แต่ต่อไปนี้เงินที่ไม่มีที่มาที่ไปหรือเป็นเงินที่น่าสงสัย เงินที่ไหลเข้าไหลออกผิดปกติ ก็ต้องถือว่าเป็นเงินดำ เพื่อจะทำให้เกิดความชัดเจนและปราบปรามได้อย่างเต็มที่ เหมือนเช่นสมัยก่อนที่เปลี่ยนยาม้าเป็นยาบ้า เพราะฉะนั้นตนขอยืนยันว่าในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ทุนเทาจะไม่มีอีกต่อไป แต่จะมีเพียงทุนดำที่ต้องถูกกำจัด เพราะภูมิใจไทยจะไม่มีคาสิโน ไม่พึ่งทุนเทา และไม่เอาสแกมเมอร์

นายอนุทิน เปิดเผยว่า โจทก์สุดท้ายคือเรื่องของสังคม เราทราบกันดีว่าเราเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว เพราะฉะนั้นนโยบายทางด้านนี้ก็จะเน้นอยู่สองคำ คือ การศึกษาเท่าเทียมพลัส หมายถึงการให้การศึกษากับบุตรหลานอย่างเต็มที่ การศึกษาจะต้องเรียนฟรีจริงและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสูงวัยพลัส หมายถึง เราจะทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่มีคุณภาพ ลูกหลานไม่ต้องเป็นห่วง ไม่เป็นภาระของลูกหลาน แล้วทำให้คนหนุ่มสาวในวันนี้อยากมีลูก มิเช่นนั้นจะผลิตประชากรขึ้นมาไม่พอ ก็จะเป็นประชากรสูงวัยโดยสมบูรณ์ และจะพัฒนาลำบาก

เราจะสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศและจะจ้างงานผู้สูงอายุ โดยมีสิทธิพิเศษทางภาษีให้กับที้งนายจ้างและลูกจ้าง นอกจากนี้ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจว่าคนไทยต้องมีความแจ่มใส มีความมั่นใจในการใช้ชีวิตและมีความมั่นคง ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเขา

โดยสรุปคือ ช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ตนได้แสดงให้คนไทยได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถกลับไปสู่เวทีโลกได้ พรรคภูมิใจไทยแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจได้ พรรคภูมิใจไทยสามารถดีลการค้าให้เป็นผลที่น่าพอใจกับหลายประเทศและไม่มีประเทศใดมากดดันประเทศไทยได้ เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยฟังพี่น้องประชาชน ประชาชนบอกว่าอยากได้นายสีหศักดิ์ อยากได้นายเอกนิติ อยากได้นางศุภจี มาทำงานต่อ หากเราสามารถเป็นรัฐบาลต่อ พี่น้องประชาชนได้แน่นอน พรรคภูมิใจไทยที่ต้องทำสิ่งเหล่านี้ก็เพราะว่าเราฟังพี่น้องประชาชน เราทำงานไป เราแก้ปัญหาไป เราบริหารประเทศไป แต่หูเราฟังเสียงพี่น้องประชาชนอยู่ตลอดเวลา ตนถือว่านี่เป็นแต้มบุญของตนจึงได้รับการสนับสนุนจากทุกคนอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ใช่สามคนนี้เท่านั้น ทุกคนทราบดีอยู่แล้วสไตล์ของพรรคภูมิใจไทยผู้สมัคร สส.สามารถดูแลสารทุกข์สุกดิบของประชาชนได้อย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นเราจะไม่เป็นเพียงทีมไทยแลนด์ แต่เราจะเป็นทีมไทยแลนด์ในเวอร์ชั่นดรีมทีมจริงๆ ซึ่งตนเชื่อว่าตนได้ทำให้ทุกคนเห็นแล้วในช่วงสามเดือนที่ผ่านมานี้

สุดท้ายนี้ ตนขอพูดถึงตนเองในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด เราพูดแล้วเราทำได้จริง เพราะเรามีคน มีของ มีเอกภาพ เรามีคนมีทั้งความรู้และประสบการณ์ มีบารพร้อมเป็นผู้นำได้ เรามีของ คือ มีนโยบายและเครือข่ายความร่วมมือที่เหนียวแน่น มีเอกภาพ คือ มีเอกภาพทั้งภายในพรรคและความสามารถในการประสานงานกับทุกพรรค ทุกหน่วยงานและองค์การต่างๆ ถ้าประชาชนคิดว่าในช่วง 3 เดือนนี้ท่านมีความพึงพอใจที่นางศุภจี มาค้าขายให้กับท่าน ดำเนินเรื่องพานิชย์ให้กับท่าน หรือพึงพอใจหรือไม่ที่นายเอกนิติ สามารถรักษาวินัยการเงินการบริหารงบประมาณและกำกับดูแลความมั่นคงทางการคลังของประเทศไทยท่านได้ ท่านพึงพอใจหรือไม่ที่นายสีหศักดิ์ สามารถดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางการทูต ทำให้ประเทศไทยของเราไม่เคยเสียเปรียบใครในการเจรจาระหว่างประเทศ และท่านพึงพอใจหรือไม่ที่นายอนุทิน ทำให้ท่านมีความภาคภูมิใจในประเทศ ในความเป็นคนไทย ท่านคิดว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยมากขึ้นหรือไม่ รู้สึกหวงแหนแผ่นดินของเรามากขึ้นหรือไม่ ดีใจหรือไม่ที่ประเทศไทยไม่เสียแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว เพราะฉะนั้นหากพึงพอใจ ก็ขอโอกาสให้พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 ได้ทำงานรับใช้ท่านต่อไป แต่หากไม่พึงพอใจก็มีช้อยอื่นที่ไม่ใช่แค่สองคนนี้ เพราะฉะนั้นก็ขอบคุณที่ได้ให้โอกาสตนทำหน้าที่มา 3 เดือน จริงๆ ก็ครบทดลองงานพอดี แต่ก็หวังว่าจะอนุมัติผ่านโปรให้ตน

เมื่นายสรยุทธ ถามว่านายอนุทิน หรือพรรคภูมิใจไทย ใช้สถานการณ์ที่มีการรุกราน เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง สร้างความได้เปรียบทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าประชาชนสามารถเป็นผู้ให้คำตอบนี้ได้ หน้าที่ของความเป็นรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรีที่จะรักษาอธิปไตยและแผ่นดินของเราจนสุดความสามารถ นายสรยุทธ คงเห็นว่าวันนี้มีข่าวว่ารัฐมนตรีของคู่กรณีเราบอกอย่าเลือกอนุทินให้ไปเลือกคนอื่น

ด้านนายสรยุทธ กล่าวแทรกขึ้นว่า ถ้าเลือกอนุทินมีโอกาสที่จะเกิดสงคราม นายอนุทิน ตอบกลับว่า ไม่ใช่ แต่มีโอกาสที่เขาจะแพ้เราราบคาบ มีโอกาสที่เขาจะเอาเปรียบประเทศไทยไม่ได้ มีโอกาสที่เขาจะไม่สามารถมาคุกคามอธิปไตยของประเทศไทยได้ เขาถึงไม่ต้องการให้ตนมาเป็น เพราะฉะนั้นเราต้องอย่าทำให้เขาสมใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่ประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเทศติดกันไม่สามารถแยกกันได้ สุดท้ายแล้วเราจะจะอยู่กันแบบนี้ตลอดไปหรือจะมีการเปิดด่านหรือไม่ นายอนุทิน ตอบกลับว่า ตอนนี้ไม่เปิดแน่นอน จนกว่าเราจะมีความมั่นใจว่าบูรณภาพแห่งดินแดนเกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือ จะไม่มีศัตรู จะไม่มีคนที่อยู่นอกอธิปไตยของไทยกล้าแม้กระทั่งคิดที่จะมารุกรานหรือมาทำให้ประเทศไทยเราเสียอธิปไตย นี่คือหลักที่ตนทำตลอด โดยในเรื่องของการเปิดด่าน ตอนนี้ยังห่างอีกไกล เพราะตอนนี้ความสัมพันธ์ทางการทูตเรามีเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต เพราะฉะนั้นเราจะต้องค่อยๆ ให้ทุกอย่างมีความเป็นเสถียรภาพเราถึงจะหารือในเรื่องของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...