‘เศรษฐกิจอวกาศ’ สมรภูมิแห่งใหม่ด้านการลงทุน ปี 2035 อาจโตถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญ
สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
ในอดีต อวกาศคือสนามประลองฝีมือระหว่างมหาอำนาจของโลกเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น แต่ความสำเร็จของบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) สร้างแรงกระตุ้นจนทำให้อวกาศกลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ของการสู้รบด้านการลงทุน เม็ดเงินมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่บริษัทสตาร์ทอัพด้านอวกาศอย่างไม่หยุดยั้ง
นักลงทุนที่เคยมองว่าอวกาศเป็นเรื่องไกลตัวและความเสี่ยงสูงเกินไป หันกลับมาสนใจธุรกิจนี้อย่างจริงจังเมื่อเห็นว่าต้นทุนในการส่งจรวดลดลงถึง 90 % ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้อุตสาหกรรมอวกาศรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สารพัดโครงการผุดขึ้นมาให้เห็น ตั้งแต่โครงการที่มีแววเกิดขึ้นจริงได้โดยง่าย อย่างเช่น ดาวเทียมตรวจจับไฟป่า ไปจนถึงโครงการที่ฟังดูเหนือจริง อย่างการผลิตในสภาวะไร้น้ำหนักกลางอวกาศและการขุดแร่จากดาวเคราะห์น้อยในห้วงอวกาศ
มูลค่าของตลาดธุรกิจอวกาศโลกจึงพุ่งทะยานจนมีมูลค่าโดยรวมกว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024 และยังเติบโตต่อเนื่องจนกระทั่งปี 2025 เพียงปีเดียว ก็มีการลงทุนมากถึง 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตสู่ระดับ 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2035
โอกาสใหม่ในห้วงอวกาศ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีอวกาศกลายเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปี 2024 อาจถือเป็นปีที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศก็ว่าได้ เพราะเงินลงทุนทั่วโลกทะลุ 9.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025
บริษัทวิเคราะห์ตลาดชื่อ สเปซ แคปิตอล รายงานว่าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2025 มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีอวกาศมากถึง 6.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 33 % จากไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงครองบัลลังก์ผู้นำการลงทุนด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างเหนียวแน่น โดยดูดซับเงินลงทุนของตลาดโลกในไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 ไปถึง 70 % หรือประมาณ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่า แค่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 การลงทุนในบริษัทอวกาศสหรัฐฯ ก็แซงหน้ามูลค่าการลงทุนของปี 2024 ทั้งปีแล้ว
ความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมนี้เป็นผลจากความต้องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อนำข้อมูลจากอวกาศมาแก้ไขปัญหาบนโลก ทั้งในภาคการสื่อสาร การเกษตร การแพทย์ และการป้องกันภัยพิบัติ
ตามรายงานของสตาร์ทอัส อินไซทส์ ตลาดเทคโนโลยีอวกาศคาดว่าจะเติบโตจาก 5.12แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็น 1.01 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2034 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.86 %
การเติบโตนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจากยุคที่รัฐบาลเป็นผู้เล่นหลัก มาสู่ยุคที่บริษัทเอกชนและสตาร์ทอัพเข้ามามีบทบาทสำคัญ สร้างโอกาสทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล โดยมีบริษัทที่ก่อตั้งโดยอีลอน มัสก์เป็นแนวหน้าในการบุกเบิก
สเปซเอ็กซ์คือตัวเปลี่ยนเกม
สเปซเอ็กซ์ (Space Exploration Technologies Corp – SpaceX) บริษัทที่ถือกำเนิดในปี 2002 ของมัสก์เคยมีมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2015 แต่เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม 2025 บริษัทเติบโตจนมีมูลค่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 40 เท่า ในเวลาเพียง 10 ปี
จากบริษัทสตาร์ทอัพที่เกือบล้มละลายในช่วงแรก สเปซเอ็กซ์กลับกลายเป็นบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก โดยคาดว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2026 ด้วยมูลค่าที่อาจสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ
รายได้ของสเปซเอ็กซ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนจากบริษัทที่พึ่งพาสัญญาจากรัฐบาลเป็นหลัก มาเป็นบริษัทที่มีแหล่งรายได้จากบริการเชิงพาณิชย์หลากหลายชนิด
ในปี 2018 บริษัทมีรายได้ประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มาจากการปล่อยดาวเทียมและสัญญากับองค์การอวกาศสหรัฐฯ (NASA) แต่เมื่อถึงปี 2023 รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 8.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตถึง 335 % ในช่วง 5 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากบริการดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink)
เมื่อถึงปี 2024 รายได้พุ่งสูงถึง 1.42 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 63 % จากปีก่อนหน้า โดยเป็นผลจากการเพิ่มจำนวนการปล่อยจรวดและการขยายฐานลูกค้าของสตาร์ลิงก์ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 3 ล้านคนทั่วโลก ในปี 2025 สเปซเอ็กซ์น่าจะมีรายได้ประมาณ 1.55 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และสำหรับปี 2026 คาดการณ์ว่ารายได้จะอยู่ระหว่าง 2.2-2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ
การเติบโตทางธุรกิจที่รวดเร็วอย่างน่าทึ่งของสเปซเอ็กซ์คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมอวกาศเอกชนได้อย่างชัดเจน และกลายเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนมากมายกระโจนเข้าสู่แวดวงนี้
นอกจากนั้น การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่สเปซเอ็กซ์สร้างขึ้น คือความสามารถในการเข้าถึงอวกาศที่ง่ายขึ้นและมีราคาถูกลงอย่างมหาศาล
ถ้าย้อนกลับไปยุคกระสวยอวกาศ ต้นทุนการส่งวัตถุน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมขึ้นสู่วงโคจรมีราคาสูงถึงกว่า 60,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่นวัตกรรมจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ของสเปซเอ็กซ์ทำให้ต้นทุนดังกล่าวลดลงเหลือเพียง1,500-2,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะลดลงเหลือต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อกิโลกรัมในอนาคต
สามเส้นทางหลักการลงทุน
การลดลงของต้นทุนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้นักลงทุนหันมามองว่าสามารถสร้างรายได้จากอวกาศได้เช่นกัน โครงการธุรกิจกลางอวกาศจึงผุดขึ้นมามากมายอย่างน่าทึ่ง โดยที่อุตสาหกรรมอวกาศอาจแบ่งออกเป็นสามประเภทหลักด้วยกัน ดังนี้
1. การเข้าถึงอวกาศ (Upstream) ครอบคลุมการผลิตจรวด ดาวเทียม และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางไปยังอวกาศ ผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้คือสเปซเอ็กซ์และคู่แข่งที่น่าจับตาอย่างร็อกเก็ต แล็บ (Rocket Lab) ที่เน้นกลุ่มลูกค้าดาวเทียมขนาดเล็ก และบลู ออริจิน (Blue Origin) ที่เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวบนดวงจันทร์
2. การดำเนินการในอวกาศ (Midstream) มุ่งเน้นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเหนือชั้นบรรยากาศ เช่น การขนส่งสินค้าในวงโคจร การกำจัดขยะอวกาศ และการผลิตในอวกาศ ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ วาร์ดา สเปซ อินดัสทรีส์ ที่กำลังทดลองผลิตยาและวัสดุขั้นสูงในสภาวะไมโครแกรวิตี (microgravity) และแอสโตรฟอร์จ สตาร์ทอัพด้านการขุดแร่จากดาวเคราะห์น้อย
3. การใช้ประโยชน์จากข้อมูลอวกาศ (Downstream) เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการตลาดใหญ่ที่สุด โดยนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ บนโลก เช่น โครงการสตาร์ลิงก์ของสเปซเอ็กซ์ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมในพื้นที่ห่างไกล มีสมาชิกกว่า 6 ล้านรายทั่วโลก หรือการใช้ดาวเทียมตรวจวัดสภาพภูมิอากาศเพื่อประเมินความเสี่ยงและจัดการภัยพิบัติ การใช้พิกัดดาวเทียมเพื่อควบคุมเครื่องจักรการเกษตรและวิเคราะห์ผลผลิต ฯลฯ
เส้นทางที่ยังต้องฝ่าฟัน
แม้ว่าตัวเลขการลงทุนจะดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ความเสี่ยงและความท้าทายในอุตสาหกรรมอวกาศยังมีอยู่มาก ต้นทุนการพัฒนายังคงสูงลิบลิ่ว ระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาวนาน และความเสี่ยงทางเทคนิคอยู่ในระดับสูง บางเทคโนโลยีอาจใช้เวลานานกว่าที่คาด และผลตอบแทนทางการเงินอาจไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น
ในเมื่อมีทั้งผู้เล่นรายใหญ่และสตาร์ทอัพใหม่ดาหน้ากันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันจึงสูงมาก ทำให้ต้องมีความสามารถและจุดแข็งเฉพาะด้านจึงจะอยู่รอดในสมรภูมินี้ได้
แต่ความเสี่ยงหลักที่น่ากลัวที่สุดคืออุปสรรคและขั้นตอนด้านระเบียบ กฎหมาย และนโยบาย อุตสาหกรรมอวกาศยังถูกควบคุมโดยกฎระเบียบของแต่ละประเทศ ซึ่งแตกต่างกันไปและอาจมีความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่คาดฝัน
ทุกวันนี้ กฎหมายอวกาศระหว่างประเทศยังคงมีความล้าสมัยเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปมาก การกำหนดสิทธิในการทำเหมืองบนดวงจันทร์หรือการจัดการวงโคจรที่ทับซ้อนกันยังเป็นประเด็นที่ต้องหาข้อสรุป
ขยะอวกาศก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลที่ต้องหาทางแก้ไข จำนวนดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะเคสเลอร์ (Kessler Syndrome) ที่ขยะอวกาศในวงโคจรโลกมีจำนวนมากจนเกิดการชนกันเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเศษซากเล็กๆ เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แล้วชนกันต่อไปเรื่อยๆ จนทำให้วงโคจรต่างๆ เต็มไปด้วยเศษซากความเร็วสูงและกลายเป็นอุปสรรคปิดกั้นการเดินทางสู่อวกาศในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีความท้าทายและความเสี่ยงมากมาย แต่ศักยภาพของอุตสาหกรรมอวกาศนั้นน่าทึ่งเกินกว่าใครจะยอมปล่อยมือไปง่ายๆ
เพราะฉะนั้น คงได้แต่รอดูว่าจะมีนักลงทุนใจกล้าจำนวนมากมายเท่าใดที่เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นโอกาสทองในการสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจ แล้วลงมือผลักดันและแก้ไขปัญหาจนสามารถพามนุษยชาติไปสู่ยุคใหม่ของการสำรวจและการใช้ประโยชน์จากอวกาศได้อย่างแท้จริง
ข้อมูลอ้างอิง:
https://www.pwc.com/us/en/industries/industrial-products/library/space-industry-trends.html
https://www.startus-insights.com/innovators-guide/spacetech-outlook/
https://www.startus-insights.com/innovators-guide/spacetech-outlook/