“บลจ.อีสท์สปริง” จัดสำรับ 5 “Tax Fund” 3 กลยุทธ์... “ลดหย่อนภาษี” อย่างมั่นใจ พร้อม “ต่อยอด” โอกาสความมั่งคั่ง ส่งท้ายปี2025
โดย: บลจ.อีสท์สปริง
เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี2025…เทศกาล “ลงทุนลดหย่อนภาษี” ก็เวียนมาอีกครั้ง
เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ “เริ่มต้นลงทุน” เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของตัวคุณเอง
“กองทุนลดหย่อนภาษี” (Tax Fund) เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่ช่วยคุณลดหย่อนภาษีได้ โดยปีนี้สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวม “8 แสนบาท” เลยทีเดียว ผ่าน 2 ประเภทกองทุน ได้แก่
“กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) ลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษีได้ “ไม่เกิน 30%” ของรายได้ต่อปี สูงสุด “ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี” (นับรวมการออมเพื่อเกษียณอื่นๆ เช่น PVD, กบข., กองทุนการออมแห่งชาติ รวมถึงประกันบำนาญ)
“กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน” (ThaiESG) ลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษีได้ “ไม่เกิน 30%” ของรายได้ต่อปี สูงสุด “ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี”
และทุกๆบาทที่คุณเสียภาษีลดลง ก็เสมือนหนึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับตัวคุณเองด้วย มากน้อยตาม “ฐานภาษี” ของแต่ละคน
ที่สำคัญไม่ใช่เพียงประโยชน์เรื่องของ “การลดหย่อนภาษี” เท่านั้น ที่คุณจะได้รับ เพราะ “เงินลงทุน” ยังมีโอกาสเพิ่มค่า “ต่อยอดความมั่งคั่ง” ในระยะยาว เรียกว่า…“คุ้มค่าเงินลงทุน” อย่างแท้จริง นี่จึงเป็น อีก 1 ทางเลือก สำหรับใครก็ตามที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้และสำหรับเดือนสุดท้ายของปีนี้ ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรดีนั้น
ทาง “บลจ.อีสท์สปริง” ได้จัดสำรับ 5 “กองทุนลดหย่อนภาษี” (Tax Fund) มาเสิร์ฟนักลงทุน ด้วย 4 “RMF” และ 1 “Thai ESG” กับ 3 กลยุทธ์โอกาสช่วย “ต่อยอดความมั่งคั่ง” ได้เป็นอย่างดีมาฝากกัน
กลยุทธ์ที่1: เน้น โอกาสสร้างความมั่นคง พร้อมเสริมความมั่งคั่ง กับ “ ตราสารหนี้ทั่วโลก ”
“ตราสารหนี้ทั่วโลก” เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ยังคงตอบโจทย์ในเรื่องของ “ความมั่งคง” แต่ “ไม่ละเลย” ในเรื่องของการสร้างความมั่งคั่ง ตราสารหนี้ในโลกมีมากมายให้เลือกลงทุนทั้งพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ เครดิต และโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าประเทศไทยก็มีให้เลือกมากมาย “วงจรดอกเบี้ย” ของแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป ซึ่งตามมาด้วย “โอกาสการลงทุน” ที่แตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน กองทุน RMF ที่น่าสนใจในกลยุทธ์นี้ ได้แก่
“ES-GINCOMERMF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Income เพื่อการเลี้ยงชีพ” ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ลงทุนในกองทุนหลัก “PIMCO GIS Income Fund” ที่เน้นลงทุนใน “ตราสารหนี้ทั่วโลก” ที่มีเป้าหมายการจ่ายอัตราผลตอบแทนสม่ำเสมอ เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้เอกชน, ตราสารที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันจดจำนอง, ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ฯลฯ บริหารจัดการโดย “PIMCO Asset Management” ผู้นำทางด้านการบริหารจัดการตราสารหนี้เชิงรุกกว่า 50 ปี
“กองทุนหลักมีความยืดหยุ่นในการลงทุน โดยสามารถปรับอายุเฉลี่ยของพอร์ตได้ตั้งแต่ 0 - 8 ปี เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนในสภาวะตลาดต่างๆ กัน โดยเฉพาะปัจจุบัน ‘วงจรดอกเบี้ยขาลง’ นำโดยเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ถือเป็น ‘จังหวะทอง’ โอกาสลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีอายุเฉลี่ยยาวจะได้ประโยชน์จากราคาตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาลงนั่นเอง”
(ที่มา: PIMCO, ข้อมูล ณ เดือน ต.ค. 68)
กลยุทธ์ที่2: เน้นโอกาสสร้าง “การเติบเติบโต” ระยะยาว…กับ 2 ธีม “หุ้นเทคฯ-หุ้นสหรัฐ”
สำหรับกลยุทธ์เน้นโอกาสสร้าง “การเติบโต” ในระยะยาว “หุ้น” เป็นสินทรัพย์ที่ละเลยไม่ได้ และ 2 ธีมที่ตอบโจทย์นี้ก็คือ “หุ้นเทคโนโลยีโลก” และ “หุ้นสหรัฐ” (S&P500) นั่นเอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า…“เทคโนโลยี” เป็นขุมพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยุคดิจิทัลในปัจจุบัน และนับวันจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นจนหลับของคุณเท่านั้น ยังมีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรมทั้งภาคการผลิตและบริการ จึงเป็นหุ้นที่มีรายได้เชิงพาณิชย์ชัดเจน มีแนวโน้มการเติบโตของยอดขายและกำไรที่ดี และเป็นหนึ่งใน “Megatrend” ที่สำคัญของโลกการลงทุนในปัจจุบัน กองทุน RMF ที่น่าสนใจในธีมนี้ ได้แก่
“ES-TECHRMF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Prime Technology เพื่อการเลี้ยงชีพ” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุนหลัก “Eastspring Investments – Global Technology Fund, Class C” ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก” โดยพยายามเฟ้นหาบริษัทที่เป็น “ผู้นำ” หรือ “Winner” ทางด้าน Technology ในอนาคต โฟกัสใน 5 ธีมหลัก ได้แก่ Fintech, Internet 3.0, Next Generation Infrastructure, Productivity & Automation และ Electrification ทำให้มีความยืดหยุ่นและสามารถ ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุน ระหว่างธีมให้เหมาะสมกับสภาวะการลงทุนต่างๆ บริหารจัดการโดย “Eastspring Investments (Luxembourg) S.A.”
“กองทุนหลักมีการบริหารจัดการเชิงรุก โดยพิจารณาจากธีมการลงทุนใหม่ๆ ที่เติบโตได้ในอนาคต บวกกับการคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom Up ซึ่งต้องเป็นบริษัทที่สามารถสร้างกำไรได้ ณ ระดับราคาที่เหมาะสม กองทุนหลักมีผลการดำเนินงานที่ดี”
(ที่มา: Eastspring Investments (Singapore) และ Janus Henderson presentation ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 68)
อีกธีม คือ “หุ้นสหรัฐ” (S&P500) โดยดัชนี “S&P500” ก่อตั้งในปี1957 ที่รวมบริษัทใหญ่ที่สุดของสหรัฐ 500 แห่ง คำนวณตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (Market Cap Weighted) และเนื่องจากดัชนีครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่หลากหลายอุตสาหกรรม จึงถูกใช้เป็น “เครื่องวัดสุขภาพ” ของตลาดหุ้นสหรัฐโดยรวม ถือเป็นการรวม “หุ้นผู้นำตลาด” ในทุกอุตสาหกรรมที่พร้อมเผชิญหน้าฝ่าทุกภาวะเศรษฐกิจ กองทุน RMF ที่น่าสนใจในธีมนี้ ได้แก่
“ES-US500RMF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง US500 เพื่อการเลี้ยงชีพ” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุนหลัก “iShares Core S&P 500 ETF” ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นสหรัฐ” ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี “S&P 500” บริหารเชิงรับ (Passive management) เพื่อมุ่งหวังโอกาสให้ได้รับผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัดดังกล่าว บริหารจัดการโดย “BlackRock Fund Advisors”
“กองทุนหลักมีผลการดำเนินงานเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาดีกว่าคู่แข่งในกลุ่มกองทุน S&P 500 และ ETF หุ้นสหรัฐ ที่รวมกองทุนการบริหารแบบเชิงรุก (Active management) เฉลี่ยราว 63% (ที่มา: BlackRock, Morningstar, ณ วันที่ 30 มิ.ย. 25)”
(ที่มา: BlackRock ณ วันที่ 31 ส.ค. 68)
กลยุทธ์ที่3: เน้น “กระจายความเสี่ยง” ครบจบในกองเดียว…ทั้ง “ต่างประเทศ” และ “ในประเทศ”
ปิดท้ายด้วยกลยุทธ์ที่แสนง่ายแต่ทรงพลังอย่าง “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในเรื่องการลงทุน กลุ่ม “กองทุนผสม” ถือเป็นทางเลือกที่ง่ายและตอบโจทย์ ไม่ต้องปวดหัวมานั่งคิดว่าจะลงทุนในสินทรัพย์อะไร ในสัดส่วนเท่าไร และไม่ต้องปวดหัวซ้ำสองเมื่อภาวะตลาดเปลี่ยนจะต้องปรับสัดส่วนยังไงดี เพราะทุกอย่าง “ครบจบในกองเดียว” มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลบริหารจัดการให้เป็นไปตามนโยบายลงทุน และเป็นไปตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปนั่นเอง กองทุนที่น่าสนใจในกลยุทธ์นี้ มี 1 กอง RMF และ 1 กอง Thai ESG ได้แก่
“ES-GAINCOMERMF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income เพื่อการเลี้ยงชีพ” ความเสี่ยงระดับ5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ลงทุนในกองทุนหลัก “AMUNDI FUNDS INCOME OPPORTUNITIES, Class I2 USD” ที่เน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดที่หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และตราสารทางเลือก เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์, ตราสารหนี้ Securitization , REIT ฯลฯ มีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะต่างๆ เพื่อมุ่งหวังโอกาสในการสร้างผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดี บริหารจัดการโดย “Amundi Luxembourg S.A.” ผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี
(ที่มา: Amundi ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 68)
และร่วมส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนของไทยกับ “ES-ESG3070-THAIESG-A:กองทุนเปิดอีสท์สปริง ESG Mixed 30/70 (ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืนสะสมมูลค่า)” ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นไทย” ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี “SET ESG” และ “ตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน” เพื่อโอกาสสร้างการเติบโตของพอร์ตลงทุนอย่าง “สมดุล” จากการผสมผสานระหว่างตราสารทุนไม่เกิน 30% และตราสารหนี้ไม่น้อยกว่า 70%
(ที่มา: Fund Fact Sheet ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 68)
ลงทุนทั้งที ดีกว่าหรือไม่ถ้า “ไม่ใช่แค่ลดหย่อนภาษี” แต่ยังสร้างโอกาสเพิ่ม “ความมั่งคั่ง” ให้กับเงินลงทุน ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกกองทุนอะไรดี เชื่อว่า สำรับ 5 กองทุนลดหย่อนภาษีบน 3 กลยุทธ์ ที่ทาง “บลจ.อีสท์สปริง” จัดมาเสิร์ฟให้โค้งสุดท้ายปี 2025 นี้ จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจช่วยให้คุณ “ลดหย่อนภาษี” ได้อย่างมั่นใจ
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม ก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้เงื่อนไขการลงทุนในกองทุนต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทางภาษีตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดกรณีที่ขายสับเปลี่ยน LTF หลังจาก 11 มี.ค. 2568 เป็นต้นไป เพื่อลงทุนในกองทุนThai ESGX จะไม่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี
หากผู้ลงทุนไม่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนดจะไม่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเต็มจำนวนที่สามารถใช้ได้ ขอรับหนังสื่อชี้ชวนได้ที่ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) หรือตัวแทนสนับสนุนการขายที่ได้รับการแต่งตั้ง
สนใจติดต่อบลจ.อีสท์สปริง www.eastspring.co.thหรือโทร 1725