‘ยศชนัน’ หารือร่วมรับฟัง ‘ชัชชาติ-ทีม กทม.’ ชูแนวคิด ‘Empower’ เชื่อมรัฐบาลไร้รอยต่อ
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะทำงาน เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการเมืองหลวงในมิติต่างๆ โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง
โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครยินดีต้อนรับทุกพรรคการเมืองที่จะมาเยี่ยมเรา ซึ่งพรรคเพื่อไทยติดต่อมาเป็นพรรคแรกว่าจะมาศึกษาระบบการบริหารจัดการของกรุงเทพฯ เรายินดีที่จะแลกเปลี่ยนเพราะพรรคการเมืองคือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เราก็สามารถร่วมกันทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้ ผลงานที่เราภูมิใจคือระบบ Traffy Fondue ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำให้ประชาชนร่วมแจ้งปัญหา และรับเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่
นายชัชชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสามารถลัดขั้นตอนให้ข้าราชการหันหลังให้ผู้ว่าฯ แต่หันหน้าเข้าหาประชาชน ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ระบบนี้แก้ปัญหาไปได้กว่า 900,000 เรื่อง จาก 1 ล้านเรื่อง นี่คือ Smart protocol ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีกระจายอำนาจ และมีประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนที่สะดวกทุกที่ อยู่ที่บ้านก็แจ้งได้ เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดข้าราชการและไม่มี Gatekeeper
ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุปเรื่องการบริหารจัดการจราจรด้วยระบบ AI, การบริหารจัดการระบบน้ำท่วม และการใช้งานระบบ Traffy Fondue นายยศชนัน ได้ถ่ายทอดมุมมองเชิงนโยบาย ว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองหลวงคือการ “เอ็มพาวเวอร์” หรือการเพิ่มขีดความสามารถ และอำนาจหน้าที่ให้กับ กทม. เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะโครงการที่ กทม. ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งพร้อมที่จะเข้ามารับไม้ต่อ และขยายผลให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
จากการลงพื้นที่ นายยศชนัน กล่าวว่าพบปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยเฉพาะ “ช่องว่างทางงบประมาณ” และข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจที่ กทม. ไม่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเองอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้เมื่อเกิดปัญหา กทม. มักตกเป็นจำเลยหลัก ทั้งที่เป็นข้อจำกัดเชิงระบบ ดังนั้น การสร้างความร่วมมือเชิงรุกกับรัฐบาลกลางจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทลายข้อจำกัดเหล่านี้
ในมิติของปัญหาสังคม นายยศชนัน แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของน้ำกระท่อมและกัญชาในชุมชน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงในครอบครัวและการทำร้ายร่างกายบุพการี แนวทางแก้ไขคือต้องนำโมเดล “ศูนย์บำบัดยาเสพติด” จากต่างจังหวัดที่ประสบความสำเร็จมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของคนเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เสนอแผนผลักดัน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านกลไกการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอุดหนุน เมื่อราคาสมเหตุสมผลจะดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมุ่งสู่เป้าหมายเมือง Net Zero ด้วยการจัดการขยะเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ ยังเสนอการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อระหว่างกทม.และปริมณฑล ในลักษณะ Day Trip และการทำ One Stop Service เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการยกระดับโรงเรียนสังกัด กทม. ผ่านโมเดลกิจการเพื่อสังคม และสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับอาชีวะ