ธปท. ชี้ 3 ปัจจัยเสี่ยง ปี 2569 สงครามการค้า-ความตึงเครียดทหาร-โลกการเงินป่วน
ธปท. วิเคราะห์ 3 ปัจจัยเสี่ยงโลกปี 2569 ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดทางทหาร และความป่วนทางการเงินจากสหรัฐฯ พร้อมประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและค่าเงิน
7 ม.ค. 2569 ดร. ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐและเวเนซุเอลา ว่า เป็นสถานการณ์ที่เกิดภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในครั้งที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต้นปี 2569 สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในระดับโลก ซึ่งมีผลต่อความผันผวนทั้งในปัจจุบันและอนาคต 3 เรื่อง
เรื่องแรกคือ ความไม่แน่นอนทางการค้า ในช่วงปีที่ผ่านมาโลกต่างได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการผลิตและการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง
เรื่องที่สอง คือความไม่แน่นอนด้านการทหาร ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดจากสงครามและการใช้กำลังอาวุธ โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทางทหาร ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในระดับสากล
เรื่องที่สามคือความไม่แน่นอนทางการเงิน ที่อาจจะเกิดความปั่นป่วนทางการเงินโลก ที่มาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการเปลี่ยนตัวประธานเฟด ที่อาจจะเห็นในปลายปีนี้หรือปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบการเงินโลกที่สหรัฐฯ มีบทบาทเป็นผู้นำ
“ ปัจจุบันประเด็นทางการเมืองเริ่มมีอิทธิพลมากกว่าเศรษฐกิจ โดยบริบทของรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนี้ส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคเอเชีย ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ”
ดร.ปิติ กล่าวอีกว่า กรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่า ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทเกิดความผันผวน มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ควรนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ หากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ค่าเงินทั่วโลก รวมถึงไทย ก็ต้องมีการปรับตัวตามสภาพการค้า ส่วนทองคำเป็นปัจจัยที่ไม่ยึดโยงกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากนัก แต่เป็นตัวเพิ่มทวีคูณ (Multiplier)ความผันผวนให้กับค่าเงินบาท ทั้งในช่วงที่บาทแข็งค่าและบาทอ่อนค่า ธปท.พยายามจำกัดผลกระทบจากธุรกรรมทองคำเพื่อลดแรงกระแทกที่ไม่จำเป็นต่อค่าเงินบาท
ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ส่วนเรื่องความเสี่ยงเงินฝืดในประเทศไทยนั้น ตามหลักเศรษฐศาสตร์และนิยามที่ใช้มานานแล้ว ภาวะเงินฝืดไม่ได้พิจารณาเพียงแค่การที่เงินเฟ้อติดลบเท่านั้น แต่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญคือ ราคาสินค้าต้องลดลงต่อเนื่องยาวนานและกระทบต่อสินค้าส่วนใหญ่ในตลาด ประชาชนมีความเชื่อว่าราคาจะลดลงอีกในอนาคต จึงตัดสินใจชะลอการบริโภคและการลงทุนเพื่อรอของที่ถูกกว่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
“สถานการณ์ปัจจุบันของไทย ยังไม่ใช่เงินฝืด แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อของไทยจะ ติดลบต่อเนื่องประมาณ 1 ปี (4 ไตรมาส)”
อย่างไรก็ดีแม้ว่าเงินเฟ้อของไทยล่าสุดจะอยู่ประมาณ -0.28% ถึง -0.14% แต่ ธปท. มองว่ายังไม่เข้าข่ายเงินฝืดเนื่องจากเป็นการลดลงของราคามาจากกลุ่ม พลังงานและอาหารสดเป็นหลัก ในขณะที่สินค้าในตะกร้าเงินเฟ้ออีกกว่า 60% ยังคงมีราคาสูงขึ้น ไม่ได้ลดลง
แม้การบริโภคจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ในภาพรวม การบริโภคและรายได้ในปีที่ผ่านมายังคงเติบโตเป็นบวก ไม่ได้มีการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงจนน่ากังวล ประชาชนไม่ได้หยุดใช้จ่ายเพราะรอราคาลดลง แต่เป็นการใช้จ่ายตามปกติภายใต้ปัจจัยราคาที่เปลี่ยนไป
ส่วนการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตจากการติดตาม พบว่า ความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชนและตลาดในระยะยาวยังคงอยู่ที่ประมาณ 1.8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางของกรอบเป้าหมายที่ 1-3% สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าในอนาคตราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นตามปกติ ไม่ได้ติดลบถาวร
สำหรับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจไทยนั้น มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันด้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยประมาณการว่าในปี 2569 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่1.5 % ชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้การส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า และจากแรงส่งจากภาครัฐที่แผ่วลงตามงบประมาณปี 2570 ที่ล่าช้าราว 1 ไตรมาสจากการยุบสภา แต่จะไปเร่งในไตรมาสถัดไป
สำหรับการส่งออกที่ไม่รวมทองคำมีแนวโน้มชะลอลงอยู่ที่ 2.1% จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็หมวดอิเล็กทรอนิกส์จะยังคงสามารถพยุงการส่งออกของไทยให้ไปต่อได้ในระยะข้างหน้า เนื่องจาก เห็นสัญญาณการส่งออกที่ดีในตลาดที่ไม่ใช่ตลาดสหรัฐเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวจากปี 2568 โดยคาดว่าปี 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ราว 33-35 ล้านคน มีมูลค่ารายรับภาคการท่องเที่ยว 1.5 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจีนทยอยกลับมาอย่างต่อเนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนที่ดีขึ้น และอานิสงค์จากความขัดแย้งระหว่างจีน-ญี่ปุ่น
ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวมาเลเซียมีแนวโน้มลดลงจากน้ำท่วมภาคใต้ โดยต้องติดตามปัจจัยเงินบาทที่แข็งค่ากระทบค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่ม short-haul ทั้งนี้ หากแข็งค่าต่อเนื่องอาจซ้ำเติมปัญหาความสามารถในการแข่งขัน