เปิดบ้าน ‘จอมพลฟื้น’ ฉายภาพชีวิต ‘นักรบทางอากาศ’ สู่คาเฟ่สุดเก๋ The Marshal Social Club
เปิดศักราชอย่างยิ่งใหญ่ด้วย 6 เวทีเสวนา 9 เล่มใหม่ กับ 13 นักเขียน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในงาน Matichon Book Launch 9 เล่ม ก้าวต่อไปของสำนักพิมพ์มติชน
รวมนักคิด นักวิชาการ และนักแปลระดับประเทศ มาพูดคุย แลกเปลี่ยน ปะทะสังสรรค์ทางความคิดหลากมิติ หลายสาขาที่เข้มข้นด้วยสาระและสุนทรียะอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวตนคนทำหนังสือ มานุษยวิทยา วรรณกรรมคลาสสิก-วรรณกรรมไทย ประวัติศาสตร์ศิลปะ-โบราณคดี แม้กระทั่งบันทึกความทรงจำในอดีต จนถึงช่วงเวลาร่วมสมัย
การันตีการก้าวเข้าสู่ปีที่ 45 เส้นทางของคนทำสื่อยังคงแน่วแน่ มั่นคง พร้อมประกาศพันธสัญญาในฐานะคนทำหนังสือว่าจะผลิตหนังสือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง
“ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดย ศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี, “คนจรดาบ” โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, The Portrait of a Lady โดยสุภัตราภูมิประภาส และมิ่ง ปัญหา, “ไทยในสายตาต่างชาติ กับคนหลากชาติในบางกอก” โดย ศ. (พิเศษ) ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร และ ผศ.ดร.พิเชฐ สายพันธ์, และประวัติศาสตร์การพิมพ์กับอำนาจความรู้ของสามัญชน โดย ศ. (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ และ ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
รวมถึงกิจกรรมพับกระดาษโอริงามิสัตว์มหัศจรรย์ กับ ดร.บัญชาธนบุญสมบัติ เจ้าของหนังสือ All About Clouds เล่มนี้มีเมฆมาก และผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ
คือส่วนหนึ่งของเวทีพูดคุยและเวิร์กช็อปที่จัดขึ้นภายใน The Marshall Social Club ซอยประดิพัทธ์ 13 พญาไท บ้านของ จอมพลอากาศ ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี ที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบ Art Deco
หนึ่งในกิจกรรมอุ่นเครื่องที่คึกคักไม่แพ้เวทีเสวนา คือการนำทัวร์บ้านจอมพลฟื้น (The House of Marshal Fuen) โดย อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ รองผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมติชน
“The Marshal Social Cafe เดิมคือบ้านของจอมพลอากาศฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเป็นปูชนียบุคคลของกองทัพอากาศไทย และยังมีส่วนเกี่ยวข้องเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ เช่น กบฏบวรเดช และกบฏแมนฮัตตัน
ตัวบ้านเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2498 แล้วเสร็จใน พ.ศ.2500 รูปแบบของสถาปัตยกรรมเป็นแบบ Art Deco มีอายุยาวนานเกือบ 70 ปี ตกแต่งภายในด้วยสไตล์ Modern Classic ไม้สักทองและหินอ่อน
เจ้าของที่นี่เข้ามาบูรณะอาคารเมื่อปี 2562 และเปิดเมื่อปี 2564 อาคารเป็นผนังหล่อเนื่องจากเปลี่ยนมาเป็นออฟฟิศ ทาสีใหม่ เป็นสีฟ้าที่เหมาะกับกองทัพอากาศ โดยบริเวณโถงด้านล่างที่เป็นคาเฟ่เคยเป็นห้องนอนของจอมพลฟื้นมาก่อน”
อพิสิทธิ์ เล่า ก่อนพาชมจุดต่างๆ ของบ้านที่ชวนมองในทุกองศาโดยเฉพาะเมื่อได้รับการบูรณะและเนรมิตเป็นคาเฟ่สุดเก๋ที่มากมายด้วยเรื่องราวแห่งความทรงจำ
ทายาทจอมพลฟื้น เรียบเรียงประวัติเจ้าของบ้านไว้อย่างละเอียดชวนอ่าน ความว่า จอมพลอากาศฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2443 ณ วังหม่อมเจ้าแดง ในตระกูลทหารซึ่งรับใช้แผ่นดินมาตั้งแต่บรรพบุรุษนายฟุ้ง บิดาเป็นข้าราชการพลเรือนในตำแหน่งวิศวกรโยธาในพลเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มารดาชื่อพุดตาน เกิดในสกุลจุณณะเวส
เมื่อเยาว์วัยได้รับการอุปถัมภ์เลี้ยงดูโดยเจ้านายสตรีพระองค์หนึ่งให้ได้ศึกษาวิชาการเรือนของชาววังในวังหลวงท่านเข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) รับราชการทหารครองยศร้อยตรีในกองทัพบก และเป็นทหารพรานที่กองพลที่ 9 จังหวัดจันทบุรี ต่อมาสมัครเป็นศิษย์การบินโรงเรียนการบิน กองบินทหารบกเป็นนักบินประจำกองบินทหารบกในปี พ.ศ.2466 หมายเลขนักบิน 136
สอบคัดเลือกได้ที่ 1 เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกและสำเร็จการศึกษาเป็นอันดับที่ 1 ในปี พ.ศ.2474 ได้รับตำแหน่งเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกรมยุทธการทั้งเป็นครูสอนวิชายุทธวิธีที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกอีกด้วย จนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 และต่อมาเกิดกบฏบวรเดชปี พ.ศ.2477 ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ในกองบัญชาการปราบกบฏได้รับความชอบในระดับหนึ่งประกอบกับท่านสอบได้ที่ 1 ในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกจึงได้ทุนไปเรียนต่อวิชาการบินชั้นสูงและหลักสูตรครูการบินที่ Central Flying School ณ ประเทศอังกฤษปี พ.ศ.2477-2480 ได้นำความรู้ยุทธวิธีการบินรบที่ทันสมัยมาพัฒนากองทัพอากาศให้เจริญก้าวหน้าซึ่งเป็นประโยชน์ในการสงครามที่ประเทศไทยต้องเผชิญในเวลาต่อมา จากการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศสอินโดจีนช่วงตุลาคม 2483-มกราคม 2484 ฝรั่งเศสนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดหลายจังหวัดในภาคอีสานรัฐบาลจึงเข้าร่วมสงครามกับอินโดจีนฝรั่งเศสเรียกว่าสงครามกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศสในความนี้ท่านเป็นผู้บังคับการกองบินใหญ่ภาคใต้ (ยศนาวาอากาศโท) ได้นำกำลังเข้าทำการสู้รบทางอากาศแม้เครื่องบินรบไทยจะด้อยกว่าของฝรั่งเศส แต่กองทัพอากาศซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสามารถบินรบได้ชัยชนะจนเป็นที่ประจักษ์
วีรกรรมวาระหนึ่งของนาวาอากาศโทขุนวณนภากาศ (ยศในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2484 ได้นำฝูงบินพิบูลสงครามประกอบด้วยเครื่องบินโจมตีและเครื่องบินคุ้มกันจำนวน 19 ลำ ไปโจมตีสนามบินยุทธศาสตร์นครวัดและเมื่อเสร็จภารกิจแล้วท่านได้แยกจากฝูงบินไปถ่ายรูปโดยลำพังเพื่อพิสูจน์ทราบผลการทำลาย ช่วงนั้นเองฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินขับไล่เข้าชิงโจมตีท่านเกิดการบินรบทางอากาศหรือที่เรียกว่า Dog Fight ลักษณะ 4:1 ซึ่งถือว่าเป็นการสู้รบที่เรียกครั้งหนึ่งในประวัติการรบของกองทัพอากาศแต่ท่านก็สามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จและบินกลับมายังฐานทัพได้อย่างปลอดภัยความองอาจกล้าหาญอย่างหาตัวจับได้ยากในการรบทางอากาศหลายครั้งทำให้ท่านได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญในเวลาต่อมา
สงครามอินโดจีนสิ้นสุดลงโดยญี่ปุ่นเข้ามาไกล่เกลี่ยและไทยได้ดินแดนที่ฝรั่งเศสได้ยึดเอาไปเมื่อปี พ.ศ.2436 คืนมาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยอีกวาระหนึ่งญี่ปุ่นมีแผนยึดคาบสมุทรอินโดจีนจากจักรวรรดินิยมตะวันตก อังกฤษ ฝรั่งเศสทั้งแผนร่วมกับเยอรมนีจึงขอเดินทัพผ่านไทยในขั้นต้นไทยในให้ผ่านจึงรบกัน แต่ต่อมารัฐบาลไทยใคร่ครวญแล้วเข้าร่วมวงไพบูลย์กับญี่ปุ่นและประกาศสงครามกับสัมพันธมิตรตะวันตกและจีนในขณะนั้นท่านได้รับตำแหน่งเสนาธิการทหารอากาศบัญชาการรบ ในภาคเหนือสนับสนุนกองทัพพายัพ
ด้วยความสามารถในการรบและการบัญชาการรบ จอมพลฟื้นได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศเมื่อพ.ศ.2492 นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุขและรองนายกรัฐมนตรี
The Marshal Social Cafe จึงนับเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่ยังดำรงอยู่ในยุคร่วมสมัยได้อย่างแจ่มชัดและมั่นคง