โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

ละฮอร์ : สีสันแห่งที่ราบปัญจาบ

Reporter Journey

อัพเดต 21 ก.พ. 2565 เวลา 02.01 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 01.30 น. • Reporter Journey

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจของ National Geographic Thailand ได้เผยแพร่รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือการค้นพบโบราณสถานที่สันนิษฐานว่า เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปีอยู่ที่เมืองบาริกอต (Barikot) บริเวณหุบเขาสวัต (Swat Valley) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถาน ซึ่งภายในชั่วข้ามวัน ข่าวชิ้นนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดี นักท่องเที่ยว รวมถึงผู้ที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา

หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า ปากีสถานซึ่งเป็นดินแดนของชาวมุสลิมกลายเป็นที่มั่นอันสำคัญของพระพุทธศาสนาเมื่อสองพันปีมาแล้วได้อย่างไร และดินแดนแห่งนี้มีมรดกทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่แค่ไหน “ละฮอร์” (Lahore) มหานครอันเต็มไปด้วยสีสันอาจจะช่วยตอบคำถามที่ว่านี้ได้

ธงชาติปากีสถานเหนือ Wagah Border

เขตแดนแห่งความสนุกสนาน

เสียงเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นที่สองฟากฝั่งอัฒจันทร์แข่งกับเสียงปี่เสียงกลองที่ประสานกึกก้องไปทั่วบริเวณ เสียงผู้นำเชียร์ที่แผดดังผ่านเครื่องขยายเสียงนั้นปลุกเร้าให้คนทั้งสองฝ่ายส่งเสียงของตัวเองจนอื้ออึงยิ่งขึ้น นายทหารจำนวนหนึ่งตบเท้าออกมาจากสองฝั่งของป้อม จังหวะเท้านั้นพร้อมเพรียงกันคล้ายกับว่ากำลังให้จังหวะกับเสียงของคลื่นมหาชนที่ยิ่งดังกึกก้องขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลง บนอัฒจันทร์นั้นคลาคล่ำไปด้วยคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทุกคนต่างมีสีหน้าสนุกสนานเปื้อนรอยยิ้มละไมเมื่อเห็นธงชาติของฝ่ายตนเองโบกสะบัดขึ้นเหนือศีรษะ

“ปากีสถาน !!!!! …” ต้นเสียงของผู้นำเชียร์นั้นแผดดัง

“ซินดาบัด !” เสียงตอบรับอันเติมเต็มความหมายของประโยคให้สมบูรณ์ว่า*"ปากีสถานจงเจริญ"* ดังขึ้นอย่างกึกก้อง

แสงอาทิตย์บ่ายสี่โมงเย็นแผดกระหน่ำลงมา แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับความร้อนแรงของฝูงชนที่อยู่เบื้องล่าง แถบธงสีเขียวและขาวของประเทศปากีสถานปะทะกับลำแสงสีทองเปล่งประกายวาววับ พลังแห่งความภูมิใจเต็มเปี่ยมไปทุกตารางนิ้วในที่นั้น

นี่ไม่ใช่การเชียร์กีฬาทีมชาติแต่อย่างใด แต่นี่คือสิ่งที่ผมเรียกขานว่าเป็นการเชียร์โต้ที่ใหญ่ที่สุดที่หนึ่งของโลกที่มีให้เห็นเป็นประจำทุกวัน นี่คือพิธีปิดด่านบนพรมแดนระหว่างประเทศปากีสถานและอินเดีย สองประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นทั้งมิตรและเป็นศัตรูกันมาอย่างยาวนาน พิธีนี้เรียกว่า Wagah Border Ceremony หรือ “พิธีปิดด่านวากาห์” ที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1959 จนถึงปัจจุบัน

อัฒจันทร์ฝั่งปากีสถานที่ Wagah Border

มหานครแห่งที่ราบปัญจาบ

บริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอนุทวีปอินเดีย มีที่ราบขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมีนามว่าที่ราบปัญจาบ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ทิศตะวันออกของประเทศปากีสถานไปจนถึงทิศเหนือบางส่วนของประเทศอินเดีย สำหรับเมืองขนาดใหญ่ที่ฝั่งอินเดียซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแห่งนี้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีก็คือเมืองอมฤตสาร์ (Amritsar) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของศาสนาซิกข์ ในขณะที่ฝั่งปากีสถานนั้นเป็นที่ตั้งของแคว้นปัญจาบ อันมีศูนย์กลางทางการปกครองอยู่ที่เมืองละฮอร์ (Lahore) ซึ่งเป็นเมืองที่ผมกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มรอบตัวในวินาทีนี้

วันนี้การจราจรในเมืองละฮอร์สับสนวุ่นวายสาหัสกว่าทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ปกติก็สาหัสอยู่แล้ว แต่วันนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรือจลาจลอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งผมฟังคำอธิบายไม่ถนัดนักจึงทำให้คณะของเรามาถึงบริเวณพรมแดนด่านวากาห์ช้ากว่ากำหนดการค่อนข้างมาก และที่สำคัญก็คือทางกองทหารที่คุมทางหลวงบริเวณนั้นเขาก็ไม่อนุญาตให้พวกเราเข้าไปด้วย เช่นเดียวกับรถยนต์ของชาวปากีสถานคันอื่น ๆ ที่แออัดยัดเยียดกันอยู่บริเวณปากทาง รถยนต์หลายคันพยายามเจรจาจนไปถึงตะโกนด่าทอที่ตนเองไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป รถจักรยานยนต์บางคันพยายามจะฝ่าแผงกั้นเข้าไปให้ได้ก็โดนเจ้าหน้าที่ทหารเอาไม้พลองไล่ตีจนสุดท้ายรถจักรยานยนต์นั้นเป็นฝ่ายต้องยอมล่าถอยออกมา เหตุผลที่ใครหลายคนอยากจะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศของพิธีปิดด่านวากาห์นั่นก็เป็นเพราะพิธีนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่นี้ เท่าที่ผมพยายามสืบค้นข้อมูลมา ผมเข้าใจว่าที่นี่น่าจะเป็นการปิดด่านที่มีการแสดงเป็นจริงเป็นจังที่สุดในโลก ต่างฝ่ายต่างมีกองเชียร์นับพัน และที่สำคัญก็คือพิธีปิดด่านเช่นนี้มีเป็นประจำทุกวัน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าไปแสดงพลังแห่งความภูมิในชาติของตนแต่อย่างใด

อัฒจันทร์ฝั่งปากีสถานที่ Wagah Border

ผมเข้าใจว่าคณะของผมคงใช้วิธีการ “เจรจาอย่างพิเศษ” อยู่เล็กน้อย ในที่สุดรถของเราจึงได้ผ่านด่านที่ว่านั้นเข้าไปได้ ท่ามกลางเสียงโห่และบีบแตรไล่อย่างเอ็ดอึงจากคนท้องถิ่นที่อยู่ข้างหลัง แม้ว่าจะต้องเจอกับด่านย่อย ๆ อีกสี่ห้าด่าน (ผมรู้สึกเหมือนเป็นเกมบอลลูนด่านที่เคยเล่นตอนเด็ก ๆ) แต่เราก็ผ่านมาได้ด้วยเหตุที่ว่าด่านแรกยอมให้เราผ่านมาแล้วและคงเป็นด่านที่ “ใหญ่” ที่สุด ด่านย่อยที่เหลือจึงเข้าใจว่าเราเป็นคนพิเศษ จึงอนุญาตให้เราไปเข้าชมพิธีปิดด่านชื่อดังนี้ได้

เมื่อเราเข้าไปถึงพื้นที่เราก็เข้าใจถึงสาเหตุที่รถยนต์ข้างนอกต้องถูกกั้นเอาไว้ทั้งหมด เนื่องจากที่นั่งถูกจับจองจนเกือบเต็ม เหลือที่นั่นอยู่เพียงไม่กี่ที่ซึ่งพอดีกับสมาชิกของเรา ผมพยายามถามเจ้าหน้าที่ประจำกลุ่มของเราซึ่งเป็นคนท้องถิ่นแบบทีเล่นทีจริงว่าเขาใช้เทคนิคพิเศษอะไร เจ้าถิ่นยักคิ้วให้ผมแบบรู้กันแล้วก็บอกกับผมว่าเขาแค่ยิ้มหวาน ๆ ให้เจ้าหน้าที่เท่านั้นก็ได้เข้ามา ผมหัวเราะดังลั่นแล้วตอบกลับว่าคุณตอบกลับมาแบบนี้ใครจะเป็นเชื่อคุณ

เมืองละฮอร์ถือได้ว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศปากีสถาน เป็นศูนย์กลางของการภาพยนตร์และแฟชั่นของประเทศ และยังมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานอีกด้วย ตามตำนานกล่าวว่าชื่อเมืองละฮอร์ได้มาจากพระนามของพระลบ (Lava) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระรามในมหากาพย์รามายณะในศาสนาฮินดู สะท้อนให้เห็นว่าละฮอร์มีความเก่าแก่ไปจนถึงยุคตำนานของเอเชียใต้ที่มีย้อนหลังกลับไปได้นับพันปี ต่อมาละฮอร์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาเชน ศาสนาพุทธ ศาสนาซิกข์ และกลุ่มที่อิทธิพลที่สร้างความยิ่งใหญ่ของละฮอร์ให้กลายเป็นมหานครแห่งภูมิภาคและปรากฏประจักษ์พยานเป็นโบราณสถานสำคัญต่าง ๆ มาจนถึงทุกวันนี้นั่นก็คือจักรวรรดิโมกุลซึ่งเป็นชาวมุสลิมที่เรืองอำนาจอยู่ทางตอนเหนือของอนุทวีปอินเดีย ละฮอร์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุลมาจนกระทั่งอังกฤษสามารถยึดครองดินแดนในเอเชียใต้ทั้งหมดเป็นอาณานิคม ละฮอร์จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษด้วย

อัฒจันทร์ฝั่งอินเดียที่ Wagah Border

ต่อมาเมื่ออังกฤษคืนเอกราชให้กลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้และปากีสถานได้แยกตัวออกจากประเทศอินเดีย ปากีสถานได้กลายเป็นประเทศเอกราชเดียวที่แบ่งออกเป็นสองฝั่งคือฝั่งปากีสถานตะวันตกอันหมายถึงประเทศปากีสถานในปัจจุบัน และปากีสถานตะวันออกซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการยกตัวออกไปเป็นประเทศบังคลาเทศ ละฮอร์ได้ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงของปากีสถานตะวันตกระหว่าง ค.ศ.1955 – 1965 ก่อนที่รัฐบาลปากีสถานจะย้ายศูนย์กลางการปกครองทั้งหมดไปยังเมืองหลวงที่สร้างใหม่คือกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) ในปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่ได้มีฐานะเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง แต่ละฮอร์ก็ยังคงสถานะของการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอยู่ จนกระทั่งเมืองท่าในแคว้นสินธุ์ (Sindh) ทางตอนใต้ของปากีสถานชื่อว่าเมืองการาจี (Karachi) เจริญขึ้นมาแทนที่จึงทำให้สถานะความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจย้ายออกจากละฮอร์ไปอยู่ที่เมืองการาจีแทน แต่อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ละฮอร์มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในฐานะเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ที่เก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมเอาไว้ได้อย่างมีชีวิตชีวาที่สุดของประเทศปากีสถาน

อัฒจันทร์ฝั่งอินเดียที่ Wagah Border

คลังวัฒนธรรมแห่งปากีสถาน

ด้วยความที่ละฮอร์เป็นเมืองขนาดใหญ่มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยที่อังกฤษยังยึดครองปากีสถานเป็นอาณานิคม และอังกฤษเองก็เป็นชาติที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับงานค้นคว้าทางโบราณคดี ทำให้มีการตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นในเมืองละฮอร์เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุที่มีการขุดค้นพบในประเทศปากีสถาน อาคารพิพิธภัณฑ์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีหรือกาญจนาภิเษก (Golden Jubilee) ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร อาคารแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ใน ค.ศ.1894 และมีชื่อเรียกขานในเบื้องต้นว่าพิพิธภัณฑ์กาญจนาภิเษก (Jubilee Museum) ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อพิพิธภัณฑ์ละฮอร์ (Lahore Museum)

ปากีสถานเป็นดินแดนที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และเป็นช่องทางในการติดต่อระหว่างวัฒนธรรมเอเชียใต้และภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก เป็นเหตุให้ปากีสถานเปรียบเสมือนด่านหน้าในการรับวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ในสมัยโบราณ ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชาวซีเถียน (Synthian) ซึ่งเป็นชนชาติเร่ร่อนเชื้อสายเอเชียกลางได้สถาปนาราชวงศ์กุษาณะ (Kushana) ขึ้น โดยมีอาณาเขตครอบคลุมตั้งแต่แคว้นคันธาระ คือบริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ลงมาถึงบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา – ยมุนาในประเทศอินเดีย โดยมีเมืองมถุรา (Mathura) ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดียในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางอำนาจ ราชวงศ์นี้เป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์เอเชียใต้ยุคโบราณ และเป็นราชวงศ์ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานด้วย เพราะฉะนั้นในช่วงการปกครองของราชวงศ์นี้จึงเป็นเปรียบเสมือนเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินปากีสถาน

แผ่นดินเอเชียใต้มีความสัมพันธ์กับแผ่นดินยุโรปมาช้านาน โดยเฉพาะอารยธรรมกรีก วัฒนธรรมทั้งสองเกิดการแลกเปลี่ยนกันผ่านการค้าและการสงครามมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักเดินทางไกลไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เป็นเหตุให้ภูมิปัญญานานัปการจากโลกตะวันตกได้หลั่งไหลเข้ามาในโลกตะวันออกด้วย หนึ่งในนั้นคือการสร้างประติมากรรมรูปเคารพซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าชาวกรีกโบราณนั้นเป็นหนึ่งในยอดบรรพชนที่สามารถรังสรรค์งานประติมากรรมได้สมส่วน งดงาม และยอดเยี่ยม เมื่อนวัตกรรมการสร้างรูปเคารพเดินทางเข้ามาถึงในภูมิภาคนี้ จึงก่อให้เกิดแรงบันดาลใจของศิลปินในแถบนี้ให้รังสรรค์รูปเคารพขึ้นเพื่อกราบไหว้บูชา ซึ่งจะเป็นรูปปั้นของบุคคลอื่นไปไม่ได้นอกจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมศาสดาในศาสนาพุทธ

การสร้างพระพุทธรูปขึ้นครั้งแรกของโลกเป็นที่เชื่อถือกันโดยทั่วไปว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในแผ่นดินปากีสถานบริเวณเมืองตักสิลา (Taxila) ปัจจุบันอยู่ใกล้กับกรุงอิสลามาบัด เป็นการผสมผสานศิลปะแบบกรีก – โรมันเข้ากับลักษณะทางประติมานวิทยาในพระพุทธศาสนา นักโบราณคดีมีการค้นพบเหรียญโบราณที่กำหนดอายุได้ในรัชกาลพระเจ้ากนิษกะ มหาราชแห่งราชวงศ์กุษาณะ เนื่องจากบนเหรียญนั้นมีรูปพระเจ้ากนิษกะทรงฉลองพระองค์ (เสื้อคลุม) ยาวและทรงฉลองพระบาท (รองเท้า) บูต อีกด้านหนึ่งของเหรียญปรากฏพระพุทธรูป มีอักษรโรมันจารึกกำกับว่า BODDO (พุทโธ) จึงทำให้เกิดข้อสันนิษฐานทางโบราณคดีว่าการทำพระพุทธรูปเกิดขึ้นในสมัยนี้เป็นครั้งแรก และเรียกพระพุทธรูปในสมัยนี้ว่าพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ (Gandhara Art or Greco – Buddhist Art)

พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยาที่ Lahore Museum
พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยาที่ Lahore Museum

พระพุทธรูปองค์สำคัญในพิพิธภัณฑ์ละฮอร์คือพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา มีที่มาจากพุทธประวัติตอนสำคัญนั่นคือหลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (บวช) แล้ว ได้ทรงไปศึกษาโยควิธีกับดาบสสองตน คืออาฬารดาบสและอุทกดาบส เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงศึกษาจนสิ้นภูมิของอาจารย์ทั้งสองแล้วแต่ก็พบว่าโยควิธีนั้นยังไม่ใช่หนทางแห่งความดับทุกข์ จึงได้หันมาบำเพ็ญตบะ อันได้ชื่อว่าเป็นการกระทำที่ทำได้ยากยิ่ง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงเลือกวิธีสุดท้ายนั่นคือการบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการทรมานพระองค์เองให้ลำบากยิ่งขึ้นไปกว่าการบำเพ็ญตบะ ภาพจำของการบำเพ็ญทุกรกิริยาในตำนานพุทธประวัติก็คือเจ้าชายสิทธัตถะทรงอดพระกระยาหารจนกระทั่งพระวรกายผ่ายผอม รากพระโลมา (รากขน) เน่าจนกระทั่งร่วงหลุดออกมา พระฉวี (หนัง) หุ้มติดกับพระอัฐิ (กระดูก) เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็น ซึ่งต่อมาเจ้าสิทธัตถะก็พบว่าการทรมานพระองค์เองเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้พระองค์พ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวงได้เลย จึงทรงหันมาบำเพ็ญเพียรทางจิตจนกระทั่งตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด

ในบางวัฒนธรรม การสร้างพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยาไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากพระวรกายไม่งาม เมื่อสร้างเป็นพระพุทธรูปแล้วจึงย่อมดูไม่งดงามตามไปด้วย หรือในบางวัฒนธรรม การสร้างพระพุทธรูปปางนี้ก็จะไม่ได้แสดงถึงพระวรกายอันผ่านผอมของพระโพธิสัตว์ให้ปรากฏ เนื่องจากเป็นการสร้างตามคติความเชื่ออีกชุดหนึ่งว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษ ย่อมมีพระวรกายอันสมบูรณ์สง่างามเสมอแม้ในยามทรมานพระองค์เองก็ตาม หากแต่ศิลปะคันธาระเป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากความสมจริงแบบศิลปะกรีก - โรมัน เพราะฉะนั้นพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยาในพิพิธภัณฑ์ละฮอร์นั้นจึงเห็นสัดส่วนพระวรกายจริง และมีพุทธลักษณะที่เห็นอิทธิพลของรูปแบบประติมากรรมกรีกอย่างชัดเจน

นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ไปชมพิพิธภัณฑ์ละฮอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชน ก็จะนิยมไปชมพระพุทธรูปที่มีลักษณะแปลกตาองค์นี้ด้วยกันทั้งสิ้น

ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมโบราณหลายสมัยที่ Lahore Museum

เกร็ดควรรู้เกี่ยวกับประวัติพระพุทธรูป

แม้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เป็นที่เชื่อถือกันโดยทั่วไปจะระบุว่าพระพุทธรูปองค์แรกของโลกมีการประดิษฐ์ขึ้นในศิลปะคันธาระ แต่เรื่องนี้ก็มีข้อโต้แย้งทางวิชาการสมัยใหม่เช่นกัน เนื่องจากในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน (ต้นคริสตกาล) ได้เกิดสกุลช่างซึ่งประดิษฐ์พระพุทธรูปในรูปแบบของตนเองทางตอนเหนือของประเทศอินเดียด้วยเช่นกัน เรียกว่าศิลปะแบบมถุรา ซึ่งเจริญขึ้นที่เมืองมถุรา อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์กุษาณะในเวลานั้น ทำให้มีนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธรูปศิลปะมถุราอาจเกิดขึ้นก่อนพระพุทธรูปศิลปะคันธาระเล็กน้อย ด้วยเหตุผลที่ว่าโดยหลักการทั่วไปศิลปะใดมีความซับซ้อนน้อยกว่าควรจะเกิดขึ้นก่อนศิลปะที่มีพัฒนาการซับซ้อนมากกว่าตามลำดับ เมื่อพิจารณาศิลปะมถุราจะพบว่ามีลักษณะเรียบง่ายกว่าศิลปะคันธาระอยู่มาก เช่น ในศิลปะมถุรา พระพุทธรูปจะมีมุทรา (การทำสัญลักษณ์ด้วยมือ) อยู่แบบเดียว นั่นคืออภัยมุทรา หรืออาจอนุโลมเรียกได้ว่าเป็นปางประทานอภัย ในขณะที่ในศิลปะคันธาระพระพุทธรูปจะมีมุทราที่หลากหลายกว่า จึงทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า ศิลปะมถุราอาจเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธรูปที่แท้จริงบนโลกใบนี้ และส่งอิทธิพลให้ศิลปะคันธาระประดิษฐ์พระพุทธรูปในรูปแบบของตนเองภายหลังก็ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าศิลปะคันธาระหรือศิลปะมถุราจะเป็นศิลปะแรกที่ประดิษฐ์พระพุทธรูปขึ้นก่อน เราก็สามารถสรุปได้เบื้องต้นว่า พระพุทธรูปองค์แรกของโลกประดิษฐ์ขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วกว่า 500 ปี

“พรม” หัตถกรรมชิ้นเอกของปากีสถานที่ Lahore Museum

นอกจากพระพุทธรูปแล้ว พิพิธภัณฑ์ละฮอร์ยังเป็นสถานที่รวมโบราณวัตถุหลายสมัยจากหลายพื้นที่ในประเทศปากีสถาน ตั้งแต่สมัยแห่งการเริ่มก่อตั้งวัฒนธรรมบนลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งต่อมาจะเป็นต้นเค้าของวัฒนธรรมในเอเชียใต้ หลายคนอาจเข้าใจว่าอารยธรรมเริ่มแรกของเอเชียใต้นั้นเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศอินเดีย แต่ที่จริงแล้ววัฒนธรรมในเอเชียใต้เริ่มต้นขึ้นในประเทศปากีสถาน บนลุ่มแม่น้ำสินธุปรากฏเมืองโบราณของชนพื้นเมืองในสมัยโบราณที่มีผิวคล้ำเรียกว่าพวกดราวิเดียนอยู่หลายแห่ง เช่น เมืองฮารัปปา (Harappa) และเมืองโมเฮนโจดาโร (Mohenjo – Daro) แต่ต่อมาชนพื้นเมืองในลุ่มแม่น้ำสินธุได้ถูกชาวอารยันซึ่งเป็นชนผิวขาวจากเอเชียกลางยกทัพเข้ามารุกราน เมื่อชนเผ่าอารยันได้รับชัยชนะ จึงทำให้เกิดการย้ายศูนย์กลางอำนาจไปอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำคงคาทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ชนเผ่าอารยันได้นำเอาระบบวรรณะซึ่งเป็นการแบ่งแยกคนเป็นชนชั้นด้วยสีผิวเข้ามาใช้ (คำว่าวรรณะ มีความหมายว่า สีผิว) ชาวดราวิเดียนซึ่งมีผิวคล้ำถูกผลักลงเป็นคนวรรณะศูทรซึ่งเป็นวรรณะต่ำที่สุด และถูกเนรเทศให้ไปอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดียซึ่งมีความรกร้างกันดารมากกว่า เพราะฉะนั้นในปัจจุบันเราจึงแทบจะไม่เห็นชาวดราวิเดียนอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของอินเดียหรือปากีสถานเลยเนื่องจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าปากีสถานจะเคยเป็นที่พำนักเดิมของชนกลุ่มนี้เมื่อหลายพันปีมาแล้วก็ตาม

กำไล อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ พบที่เมืองฮารัปปา จัดแสดงที่ Lahore Museum

แม้ว่าในปัจจุบันปากีสถานและอินเดียจะกลายเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรกันในมุมหนึ่ง และเขม่นกันเสมอในอีกมุมหนึ่ง แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองประเทศมีความเป็นมาร่วมกันมาอย่างยาวนาน เมื่อเราพูดถึงประวัติศาสตร์เอเชียใต้ เรามักจะพูดถึงประเทศอินเดียเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเราควรจะกล่าวถึงปากีสถานควบคู่ไปพร้อมกัน เพราะความเจริญใดที่เกิดขึ้นในสมัยอินเดียโบราณมักเกิดขึ้นทางตอนเหนือของภูมิภาคซึ่งหมายรวมถึงดินแดนปากีสถานในปัจจุบันด้วย นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศมิได้สัมพันธ์กันแค่ในสมัยแรกเริ่มของการตั้งถิ่นฐานและในช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กันล่วงเลยมาจนถึงสมัยที่ชาวมุสลิมได้เข้ามาปกครองเอเชียใต้ด้วย ดังปรากฏในสถานที่ต่อไปที่เป็นอีกหนึ่งสีสันของเมืองละฮอร์ที่ผมจะได้ไปเยี่ยมชม

เครื่องปั้นดินเผา อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุพบที่เมืองโมเฮนโจ - ดาโร จัดแสดงที่ Lahore Museum

ป้อมปราการแห่งเมืองละฮอร์

ชาวพุทธและชาวฮินดูผลัดกันเรืองอำนาจขึ้นทางตอนเหนือของเอเชียใต้อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 มุสลิมเชื้อสายเติร์กได้เข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้แทน และสถาปนาราชวงศ์สั้น ๆ ขึ้นปกครองหลายราชวงศ์ โดยใช้ศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเดลี ประเทศอินเดียในปัจจุบัน จึงเรียกสมัยนี้ว่า สมัยสุลต่านแห่งเดลี ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 16 กษัตริย์มุสลิมพระนามว่าพระเจ้าบาบูร์ ซึ่งสืบเชื้อสายข้างพระราชบิดามาจากมองโกลก็ได้โค่นล้มอำนาจของสุลต่านแห่งเดลีลง และสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นปกครองแทนคือราชวงศ์โมกุลซึ่งเป็นราชวงศ์มุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เอเชียใต้ ก่อนที่ดินแดนแถบนี้ทั้งหมดจะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในอีกประมาณ 300 ปีต่อมา

กำแพงป้อมละฮอร์

กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์โมกุลคือพระเจ้าอักบาร์มหาราช (Akbar the Great, Reign: 1556 – 1605 A.D.) ในรัชสมัยนี้ทรงแผ่พระราชอาณาเขตได้กว้างไกลครอบคลุมดินแดนปากีสถานทั้งหมด ทรงให้ตัดถนนทั่วราชอาณาจักร ส่งผลให้การคมนาคมและการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเอเชียใต้ที่มีหนทางสัญจรสำหรับยานพาหนะข้ามช่องเขาไคเบอร์ได้ และยังมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสินธุในดินแดนปากีสถานปัจจุบันด้วย นอกจากนี้ พระเจ้าอักบาร์มหาราชยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ประกอบด้วยขันติธรรมทางศาสนา กล่าวคือมิได้ทรงกีดกันศาสนิกชนอื่นที่มิใช่มุสลิม ทรงผูกมิตรกับชาวฮินดู ยกเลิกการเก็บส่วยสาอากรที่ไม่เป็นธรรมจากคนนอกศาสนาอิสลาม เมื่อขยายพระราชอำนาจมาถึงเขตเมืองละฮอร์ ได้ทรงให้สร้างป้อมปราการแห่งเมืองละฮอร์ (Lahore Fort) ขึ้นดังที่ปรากฏจนถึงปัจจุบัน ด้วยคุณูปการทั้งหมดตลอดรัชกาล จึงทรงได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไปและปรากฏพระนามเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์สุดท้ายในประวัติศาสตร์ปากีสถานและอินเดียสมัยราชวงศ์

“พื้นที่พักผ่อน” ของชาวเมืองละฮอร์ ภายในกำแพงป้อมละฮอร์

ป้อมปราการแห่งเมืองละฮอร์ (หรือที่ต่อไปนี้จะเรียกให้สั้นว่า “ป้อมละฮอร์”) นั้นได้รับการบูรณะในสมัยต่อ ๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของพระเจ้าจาหันกีร์ (Janhangir) และพระเจ้าชาห์ เจฮัน (Shah Jahan) ซึ่งครองราชย์ต่อพระเจ้าอักบาร์ มีพระราชนิยมในการตกแต่งป้อมปราการและพระราชวังอย่างหรูหรา จึงทำให้การประดับประดาและการก่อสร้างอาคารในป้อมละฮอร์เปล่งปลั่งไปด้วยความอลังการมากขึ้นไปอีก และในสมัยของพระเจ้าโอรังเซ็ป (Aurangzeb) กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โมกุล ก็ทรงให้มีการสร้างป้อมประตูขนาดใหญ่ขึ้นที่ป้อมปราการแห่งนี้ จึงทำให้ปัจจุบันป้อมละฮอร์เป็นโบราณสถานที่สมบูรณ์ไปด้วยความงามในหลากหลายมิติ ทั้งรายละเอียดประณีตศิลป์ที่ขับเน้นความงามของสถาปัตยกรรม และความยิ่งใหญ่ขึงขังสมกับบทบาทของการเป็นป้อมปราการ

ภายหลังจากการสิ้นอำนาจของกษัตริย์ราชวงศ์โมกุลเหนือดินแดนปากีสถาน ป้อมละฮอร์ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกษัตริย์ชาวซิกข์ พระนามว่ารันชิต สิงห์ (Ranjit Singh) ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลอังกฤษตลอดสมัยอาณานิคม และได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมา

ท้องพระโรงป้อมละฮอร์ ศิลปะโมกุล

ปัจจุบัน (พ.ศ.2564) ป้อมละฮอร์กำลังมีโครงการอนุรักษ์ศิลปะบนกำแพงป้อมอยู่ ซึ่งศิลปะบนกำแพงป้อมนี้เป็นศิลปะที่ได้รับการสร้างสรรค์และต่อเติมจากรัชสมัยสู่รัชสมัยตลอดราชวงศ์โมกุล ผมได้มีโอกาสเดินเข้าไปเยี่ยมชมโครงการอนุรักษ์ฯ ที่ว่านี้ถึงในสำนักงาน เนื่องจากวิทยากรที่บรรยายความรู้เกี่ยวกับป้อมปราการนี้ให้ผมฟังเป็นหนึ่งในคณะทำงานของโครงการนี้ด้วย นับว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะนักท่องเที่ยวทั่วไปคงจะไม่ได้เข้ามาดูแผนการทำงานและเอกสารโครงการมากถึงขนาดนี้แน่นอน

ใกล้กันกับป้อมละฮอร์มีสถานที่สำคัญซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นโบราณสถานในเขตเดียวกันนั่นคือมัสยิดบัดชาฮี (Badshahi Mosque) ซึ่งมีความหมายว่า “มัสยิดประจำจักรวรรดิ” สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้า
โอรังเซ็ป (Aurangzeb) เคยเป็นมัสยิดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศปากีสถาน ก่อนที่รัฐบาลปากีสถานจะสร้างมัสยิดไฟศ็อล (Faisal Mosque) ขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด มัสยิดบัดชาฮีได้รับการยกย่องว่าเป็น “ไอคอน” อย่างหนึ่งของเมืองละฮอร์ เพราะมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสวยงาม และเป็นที่พึ่งทางใจของชาวเมืองละฮอร์มาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนต่อเติมภายในป้อมละฮอร์ รัชกาลพระเจ้าจาหันกีร์ ศิลปะโมกุล

โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราพูดถึงโบราณสถาน เรามักจะนึกถึงสถานที่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันควรต้องสงวนรักษา และใช้ประโยชน์ได้อย่างจำกัด เป็นต้นว่าจะต้องเป็นสถานที่สำหรับการศึกษาหรือสถานที่สำหรับการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่สำหรับที่เมืองละฮอร์ดูจะแตกต่างออกไป เพราะเมืองละฮอร์ก็เป็นเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ในเอเชียใต้เมืองอื่น ๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน หนาแน่น จอแจ สับสนวุ่นวาย และแออัด ฉะนั้นเมืองในภูมิภาคนี้จึงถือว่าเป็นเมืองที่หนักหน่วงต่อการดำรงชีวิต และผู้คนส่วนมากก็ไม่ได้มีรายได้ที่มากพอสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจในสถานที่เช่นร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือห้างสรรพสินค้า อีกทั้งสวนสาธารณะก็มีน้อย เพราะฉะนั้นโบราณสถานที่มีการจัดภูมิทัศน์อย่างเรียบร้อยสวยงามจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ อย่างน้อยที่สุดก็คือกำแพงปราการใหญ่โตที่เคยใช้ป้องกันอริราชศัตรูในกาลก่อน ก็กลับกลายมาเป็นเครื่องขวางกั้นความสับสนวุ่นวายในเมืองใหญ่กับผู้คนที่ต้องการจะแสวงหามุมสงบในชีวิตประจำวันในภูมิภาคนี้ บรรยากาศเช่นนี้เป็นบรรยากาศที่พบได้ทั่วไปในเอเชียใต้ ไม่ใช่แค่ที่เฉพาะละฮอร์เพียงเมืองเดียว

งานแกะสลักศิลปะโมกุล ภายในป้อมละฮอร์

ผมอดจะนึกไม่ได้ว่าแม้กรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ ๆ ตามภูมิภาคของเราจะไม่ได้มีความสับสนวุ่นวายดังเช่นหัวเมืองใหญ่ในเอเชียใต้ แต่เราก็น่าจะสามารถทำให้โบราณสถานของเมืองมีบทบาทเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้เช่นกัน การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การทำลายหรือลบหลู่โบราณสถาน ในทางกลับกัน กลับจะยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าโบราณสถานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสังคมร่วมสมัยกับโบราณสถาน การที่จะเราต้องการจะอนุรักษ์สิ่งใด เราต้องทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งและได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นเสียก่อน แล้วความรู้สึกหวงแหนและต้องการปกป้องรักษาจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และนี่คือสิ่งที่จะทำให้การอนุรักษ์ประสบความสำเร็จ และเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย

ประณีตศิลป์ศิลปะโมกุล ภายในป้อมละฮอร์

ละฮอร์ในความทรงจำ

แสงสุดท้ายของวันกำลังจะจากไป แต่เมืองละฮอร์ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจและแตรรถในตอนกลางคืนดูเหมือนจะแผดดังยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก ผมทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องนอนที่โรงแรม ร่างกายร้อนผ่าวไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการออกท่องเมืองละฮอร์ถึงสองวันเต็ม แต่ก็อิ่มเอมใจอย่างมากกับการได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายซึ่งผสมผสานกันกลมกลืนในมหานครแห่งนี้

ผมเกิดภาพจำใหม่ ๆ เกี่ยวกับประเทศอินเดียและปากีสถานว่าสองประเทศนี้ไม่ได้เป็นศัตรูกันไปหมดในทุกมิติ เพราะบรรยากาศการปิดด่านที่พรมแดนวากาห์ได้สร้างมุมมองแห่งความเป็นมิตรให้กับผม ผมไม่ได้มองปากีสถานว่าเป็นประเทศมุสลิมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ผมเกิดภาพจำใหม่ว่าปากีสถานแท้จริงแล้วนั้นหล่อหลอมขึ้นจากความหลากหลายของศาสนาและความเชื่อที่ช่วยกันขับเคลื่อนแผ่นดินผืนนี้จากยุคสมัยหนึ่งสู่อีกยุคสมัย

คนปากีสถานจับมือกันแปลว่าเป็นเพื่อนกัน

และที่สำคัญคือรัฐบาลปากีสถานแม้ว่าจะเป็นชาวมุสลิม แต่ก็ให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรมของทุกศาสนา ปัจจุบันมรดกทางพระพุทธศาสนาในประเทศปากีสถานได้รับการดูแลรักษาอย่างดี และเมื่อคนพื้นที่พูดถึงแผ่นดินของตนเองในฐานะที่เป็นแหล่งกำเนิดพระพุทธรูป เขาก็พูดด้วยความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแผ่นดินแม่ โดยไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีการบูชารูปเคารพซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหลักการของศาสนาอิสลาม

ผมนึกเสียดายขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อพบว่าวันพรุ่งนี้ผมจะต้องเดินทางออกจากละฮอร์ไปเมืองอื่น ผมยังไม่ได้ไปอีกหลายสถานที่สำคัญในละฮอร์ ผมคงจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งหนึ่งในวันข้างหน้า

ผู้เขียนกับมุมหนึ่งในมัสยิดบัดชาฮี
ผู้เขียนกับมุมหนึ่งในมัสยิดบัดชาฮี

เสียงแตรบนถนนแผดดังอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง ผมหัวเราะกับตัวเองพลางคิดว่าเห็นทีโรงแรม
ห้าดาวจะไม่สามารถขวางกั้นผมจากความสับสนวุ่นวายข้างนอกนั้นได้ หรือครั้งหน้าผมควรไปเช่าป้อมปราการสักแห่งหนึ่งแล้วซ่อนตัวเองอยู่หลังกำแพงสูงดีนะ

อย่างไรก็ตาม นี่แหละคือเมืองละฮอร์ … มหานครที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่เป็นสีสันของที่ราบปัญจาบครับ

แหล่งอ้างอิง

เชษฐ์ ติงสัญชลี. (2554). พระพุทธรูปอินเดีย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ. (2558). ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส.

ประภัสสร บุญประเสริฐ. (2552). ประวัติศาสตร์เอเชียใต้. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ปัณฉัตร หมอยาดี. (2561). อารยธรรมอินเดีย ใน อารยธรรมมนุษย์. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ผอบ จึงแสงสถิตย์พร. (2552). อารยธรรมเอเชียใต้ ใน อารยธรรมตะวันออก (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

Kate Santon. (2007). Archaeology, Unearthing the mysteries of the past. Bath: Parragon.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...