รมว.ยุติธรรม แจงปม สว.สำรองเบรก ‘ปิยะ’ นั่งหัวหน้าชุดสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน โยนดีเอสไอชงบอร์ดพิจารณา
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 4 พ.ย. ที่ ห้องประชุม 10-06 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณี ขบวนการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ หรืออั้งยี่-ฟอกเงิน สว. โดยล่าสุดพบว่า กลุ่ม สว.สำรอง ได้มีการเข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษนำสำนวนการสอบสวนเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการคดีพิเศษ หรือบอร์ด กคพ. เพื่อไม่ให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนปัจจุบัน รับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว เพื่อให้ความเป็นธรรมในเรื่องของสำนวนการสอบสวนในเรื่องนี้ โดยไม่เป็นการแทรกแซงคดี จึงอยากทราบว่าในเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ หรืออธิบดีดีเอสไอ มีความเห็นอย่างไรบ้าง
โดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ชี้แจงว่า ก็คงจะต้องมีการนำเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ แต่ในส่วนนี้ คงต้องให้ทางดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการแล้วก็พิจารณาในเรื่องของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษด้วยอีกครั้งหนึ่ง ส่วนกรณีว่า ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล จะไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ใช่หรือไม่นั้น รายละเอียดเรื่องนี้ ตนมองว่าเป็นเรื่องภายในของทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตนจึงไม่ทราบรายละเอียดตรงนี้จริง ๆ ว่าในเชิงลึกถึงขนาดจะมีการเปลี่ยนคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอาจจะต้องสอบถามไปทางดีเอสไอ
เมื่อถามว่าจะมีนโยบายต้องนำสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มาตรวจสอบดูใหม่หรือไม่ เพราะเนื่องจากที่ผ่านมา มีข้อครหาว่าคณะพนักงานสอบสวนอาจมีการข่มขู่พยาน หรือมีการทำสำนวนโดยไม่ชอบหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า เราคงจะต้องดูจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากท้ายสุดแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งมีรายงานคำวินิจฉัยส่วนกลางอย่างไร มีการส่งศาลฎีกาฯ อย่างไร ทางดีเอสไอก็จะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เมื่อถามต่อว่าทางดีเอสไอจะมีการพิจารณาจำนวนผู้ต้องหาเพิ่มเติมในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จาก 8 คนแรกที่เคยสั่งฟ้องต่ออัยการคดีพิเศษหรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า รายละเอียดในส่วนนี้ คงต้องให้ทางอธิบดีดีเอสไอเป็นผู้ชี้แจง เพราะว่าเราก็ยังไม่ทราบรายละเอียดคำวินิจฉัยส่วนกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงยืนยันว่าต้องรอคำวินิจฉัยส่วนกลางของ กกต. ให้เสร็จสิ้นก่อน.