ข่าวลือ “คิม จอง-อึน” เสียชีวิต เมื่อความลับเกาหลีเหนือเปิดช่องให้คาดเดา
ข่าวลือเกี่ยวกับอาการป่วยหนัก การถูกลอบสังหาร หรือการถึงแก่อสัญกรรมของนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมักเริ่มจากการที่เขาหายไปจากสายตาสาธารณะ ก่อนที่กระแสคาดเดาจะแพร่กระจายไปทั่วโลก และสิ้นสุดลงเมื่อทางการเกาหลีเหนือเผยภาพการปรากฏตัวของเขาอีกครั้ง
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนทั้งความลึกลับของระบอบการปกครองในกรุงเปียงยาง และความท้าทายในการตรวจสอบข่าวสารเกี่ยวกับประเทศที่เข้าถึงข้อมูลได้ยาก
ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ การควบคุมข้อมูลอย่างเข้มงวดของรัฐบาลเกาหลีเหนือ สื่อมวลชนอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและสุขภาพของผู้นำถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำให้สื่อต่างชาติไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวภายในประเทศได้อย่างอิสระ
เมื่อคิมไม่ปรากฏตัวตามกำหนดการสำคัญ ช่องว่างของข้อมูลจึงเปิดทางให้เกิดการคาดเดา รายงานจากแหล่งข่าวนิรนาม และคำกล่าวอ้างของบุคคลที่อ้างว่ามีแหล่งข่าววงใน ซึ่งหลายครั้งไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับการตรวจสอบอย่างอิสระ
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนก.ย. 2557 คิมหายไปจากการรายงานข่าวของสื่อทางการประมาณ 40 วัน ก่อนกลับมาปรากฏตัวพร้อมไม้เท้า จุดกระแสคาดเดาเกี่ยวกับสุขภาพและอำนาจทางการเมืองของเขา โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี ( เคซีเอ็นเอ ) กระบอกเสียงของรัฐบาลเปียงยาง รายงานในเวลาต่อมา ว่าท่านผู้นำมีอาการไม่สบาย ขณะที่รายงานจากเกาหลีใต้ระบุว่า คิมอาจมีอาการเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ข้อเท้า
อีกกรณีเกิดขึ้นเมื่อเดือนเม.ย. 2563 เมื่อคิมไม่ได้เข้าร่วมพิธีรำลึกวันคล้ายวันเกิดของนายคิม อิล-ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและประธานาธิบดีตลอดกาล ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ของคิม วันดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ ทำให้เกิดรายงานว่า เขาอาจป่วยหนักหรือเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุในเวลานั้นว่า ไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติในเกาหลีเหนือ ก่อนที่คิมจะปรากฏตัวในพิธีเปิดโรงงานปุ๋ย เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ปีเดียวกัน
กรณีเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าข่าวลือทุกครั้งไม่มีมูล แต่แสดงให้เห็นว่า การหายไปจากสื่อเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าผู้นำป่วยหนักหรือเสียชีวิต
ภาพที่เผยแพร่ต่อสาธารณะทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปร่างและสุขภาพของคิม ขณะที่ประวัติการเสียชีวิตของบิดาและปู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ยิ่งทำให้ข่าวลือด้านสุขภาพได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตาม การประเมินอาการป่วยจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ ไม่อาจใช้ยืนยันภาวะสุขภาพที่แท้จริงของเขาได้
นอกจากนี้ เรื่องราวของผู้นำประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก ย่อมดึงดูดความสนใจจากสื่อทั่วโลก เมื่อข่าวถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ความเร็วในการส่งต่อข้อมูลอาจแซงหน้ากระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และทำให้ข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่มีหลักฐานถูกเข้าใจผิดว่าเป็นข่าวจริง
ท่าทีของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ควรจับตา เนื่องจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ( เอ็นไอเอส ) และหน่วยงานด้านความมั่นคงติดตามพัฒนาการในเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด โดยในปี 2563 ฝ่ายความมั่นคงและข่าวกรองของเกาหลีใต้เน้นย้ำว่า ไม่พบสัญญาณผิดปกติ แม้กระแสข่าวลือเรื่องอาการป่วยของคิมกำลังแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม ความสามารถด้านข่าวกรองของรัฐบาลโซล ในการติดตามเรื่องราวของเกาหลีเหนือ "มีข้อจำกัด" เช่นกัน เมื่อนายคิม จอง-อิล บิดาของคิม ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อเดือนธ.ค. 2554 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีใต้ยอมรับว่าไม่ทราบเรื่อง จนกระทั่งเคซีเอ็นเอประกาศข่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังการถึงแก่อสัญกรรมประมาณสองวัน
ดังนั้น การพิจารณาข่าวลือจึงควรดูทั้งคำแถลงของรัฐบาลเกาหลีใต้ การประชุมด้านความมั่นคง การเปลี่ยนแปลงระดับการเตรียมพร้อมทางทหาร และท่าทีของสหรัฐ กับจีน โดยต้องระวังว่า การไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติไม่ได้ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นปกติ และการเพิ่มระดับเฝ้าระวัง ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือถึงแก่อสัญกรรมแล้ว
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรติดตามคือสื่อทางการเกาหลีเหนือ โดยพิจารณาว่ามีรายงานกิจกรรมของคิมอย่างต่อเนื่องหรือไม่ รวมถึงมีประกาศสำคัญเกี่ยวกับการไว้อาลัยหรือการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือไม่ ขณะเดียวกัน ควรตรวจสอบรายงานจากสำนักข่าวที่มีมาตรฐานและเปรียบเทียบกับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรใช้โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ หรือคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวนิรนามเพียงแหล่งเดียวเป็นข้อยืนยัน
ข่าวลือเกี่ยวกับผู้นำสุงสุดของเกาหลีเหนือ เกิดจากการผสมผสานระหว่างความลับของเกาหลีเหนือ การขาดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และความสนใจของสาธารณชนต่อความมั่นคงในภูมิภาค ท่าทีของเกาหลีใต้เป็นเบาะแสสำคัญ
แต่ประสบการณ์ในอดีตแสดงให้เห็นว่า แม้หน่วยข่าวกรองของประเทศเพื่อนบ้านก็อาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งหมด วิธีรอบคอบที่สุดจึงเป็นการรอหลักฐานที่ตรวจสอบได้จากหลายแหล่งก่อนสรุป.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS