โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเบฟดูแล “น้ำ” เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เพราะ น้ำ คือจุดเริ่มต้นของชีวิต” การดูแลน้ำให้ยั่งยืนต้องมองให้ไกลกว่าน้ำ เพราะในความเป็นจริง น้ำ เชื่อมโยงเกื้อหนุนกันตลอดทั้งระบบ ตั้งแต่ป่า ระบบนิเวศ การเกษตร ไปจนถึงวิถีชีวิตและรายได้ของคนในชุมชน ซึ่งเมื่อมองผ่านความเชื่อมโยงเหล่านี้ การจัดการน้ำจึงไม่ได้จบลงแค่การฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ แต่ต้องทำให้ชุมชนสามารถดูแลทรัพยากรของตัวเองต่อไปได้ ขณะเดียวกันการดูแลแหล่งน้ำและระบบนิเวศโดยรอบก็ต้องได้รับการดูแลไปพร้อมกัน เพื่อสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ภาพนี้สะท้อนผ่านแนวคิด “Water of Life” ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ไทยเบฟ) ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรน้ำควบคู่ไปกับการดูแลชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยทำงานร่วมกับชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม

ขับเคลื่อนโครงการเชียงดาว

ให้น้ำอยู่ได้ ชีวิตอยู่รอด

หนึ่งในภาพที่เห็นได้ชัดคือ โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไทยเบฟ ทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้แนวทางการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติจริง ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง และต่อยอดจากศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น

โดยการทำงานในโครงการเชียงดาวครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การจัดการน้ำ การจัดการขยะ การดูแลความหลากหลายทางชีวภาพและการดูแลป่าชุมชนเพื่อคาร์บอนเครดิต ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงกลับมาสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนของไทยเบฟ ทั้งการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 การคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้ 100% ของปริมาณน้ำในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปภายในปี 2583 และการสร้างผลกระทบสุทธิเป็นบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

โดยในปี 2568 ไทยเบฟดำเนินการซ่อมฝายบ้านยางทุ่งโป่ง หรือฝายขี้เหล็ก ในพื้นที่หมู่บ้านจอมคีรี ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณน้ำที่คืนสู่ธรรมชาติและชุมชนได้มากกว่า 24,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 85.25 ไร่ และเกิดประโยชน์กับเกษตรกร 29 ครัวเรือน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเรื่องน้ำ

พื้นที่นี้มีศักยภาพในการสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนเพิ่มขึ้น 47% หรือมากกว่า 800,000 บาทต่อปี จากการทำการเกษตร 6 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง งา ข้าวโพดหวาน ลำไย และมะม่วง ขณะเดียวกัน ยังจัดตั้งกองทุนน้ำจำนวน 20,000 บาทขึ้นมา

โดยกองทุนน้ำ รวบรวมจากค่าแรงของชาวบ้านที่มาช่วยกันซ่อมฝาย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากฝายนั้นโดยตรง และให้ชุมชนร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการและกำหนดกติกาในการบริหารจัดการ สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่การสร้างระบบ ให้ชุมชนมีส่วนร่วมและเกิดความเป็นเจ้าของ เพราะเงินกองทุนสามารถนำไปใช้ดูแลและซ่อมแซมฝายในอนาคต ทำให้ชุมชนมีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำของตัวเอง และสามารถใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในปี 2569 ไทยเบฟ ได้ขยายผลการพัฒนาระบบน้ำไปอีก 7 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 2,433 ไร่ สร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกร 2,409 ครัวเรือน โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำคืนสู่ธรรมชาติและชุมชนได้กว่า 612,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี พร้อมกองทุนน้ำของชุมชนรวมมากกว่า 362,000 บาท

ต่อยอดสู่ Ping Watch 2026

สร้างพลังชุมชน ให้อนาคตยั่งยืน

และเมื่อเป้าหมายไม่ใช่เพียง “มีน้ำ” การบริหารวิธีจัดการน้ำจึงจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ของน้ำกับระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตโดยรอบ สิ่งที่ไทยเบฟดำเนินการคือ การทำความเข้าใจบริบท แต่ละพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการออกแบบแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับระบบนิเวศและบริบทของชุมชนอย่างเหมาะสม

ในปี 2569 ไทยเบฟ ได้ร่วมมือกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และชุมชน ภายใต้การนำของทุ่งน้ำนูนีนอย (Nunienoi Wetland) องค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติในพื้นที่ ดำเนินโครงการสำรวจแม่น้ำปิง 2569 (Ping Watch 2026) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลพื้นฐานทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพน้ำ และสภาพทางกายภาพของแม่น้ำในพื้นที่เชียงดาว โดยนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีตเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

หนึ่งในกระบวนการสำคัญคือการสร้าง “นักสืบสายน้ำ” ซึ่งเป็นเยาวชนที่ได้รับการฝึกให้เรียนรู้วิธีประเมินคุณภาพน้ำ และใช้แอปพลิเคชั่น iNaturalist เพื่อสำรวจและบันทึกข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อนนำองค์ความรู้ไปใช้ในการสำรวจพื้นที่จริง จากนั้นผู้เชี่ยวชาญและชุมชนจะร่วมกันสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ และจัดทำแผนที่พื้นที่ขนาดเล็กหรือ Micro-habitat เพื่อระบุค้นหาพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ ตลอดจนใช้เป็นข้อมูลสำหรับติดตาม การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการพูดคุยกับชุมชน และการสำรวจพื้นที่ทางวัฒนธรรม เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คุณภาพน้ำของแม่น้ำปิงยังอยู่ในเกณฑ์ดี และยังพบความหลากหลายทางชีวภาพยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยยังพบปลาท้องถิ่นและปลาหายาก แต่จำนวนปลาท้องถิ่น โดยเฉพาะปลาที่อพยพตามฤดูกาล ลดลงมากกว่า 80% เมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต

ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการขาดความต่อเนื่องของแม่น้ำจากการสร้างฝาย รวมถึงการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ข้อมูลจากการสำรวจจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการระบุปัญหาของแม่น้ำ แต่ถูกนำไปใช้ต่อใน Nature-based Design Workshop เพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ของชุมชน

หนึ่งในแนวคิดที่เกิดขึ้นคือ “River-Friendly Weir” หรือการพัฒนาฝายที่เป็นมิตรกับแม่น้ำ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลระบบนิเวศของแม่น้ำ โดยผสานภูมิปัญญาการสร้างฝายแบบล้านนามาผสานกับวิศวกรรมสมัยใหม่ โดยเน้นการจัดการน้ำที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และชุมชนในพื้นที่ หากดำเนินการสำเร็จ จะสามารถต่อยอดพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับการซ่อมแซม หรือพัฒนาฝายในพื้นที่อื่น ๆ โดยมีเป้าหมายให้ความมั่นคงด้านน้ำและการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพสามารถดำเนินควบคู่กันได้อย่างยั่งยืน

เรื่องราวของโครงการในเชียงดาวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องน้ำ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการจัดการขยะ ความหลากหลายทางชีวภาพ และป่าชุมชน โดยไทยเบฟดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าชุมชนในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บคาร์บอนด้วยกลไกคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ โดยมีป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนรวมกว่า 66,200 ไร่ จาก 12 จังหวัด และนับเป็นองค์กรแรกที่ได้รับการรับรองโครงการป่าชุมชนครอบคลุมทุกระบบนิเวศ

โดยในพื้นที่เชียงดาว มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชนกว่า 14,600 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้กว่า 11,800 ไร่ ครอบคลุม 16 ชุมชน 4,171 ครัวเรือน และประชากร 10,119 คน

ภายใต้โครงการป่าชุมชนเพื่อคาร์บอนเครดิตในพื้นที่เชียงดาว คาดว่าจะสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 19,980 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในระยะเวลา 3 ปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท โดยมีการส่งมอบผ่านกองทุนชุมชนแล้วจำนวน 10.76 ล้านบาท เพื่อให้ชุมชนใช้สำหรับการดูแลป่า และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ในด้านการจัดการขยะ ไทยเบฟดำเนินโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะในพื้นที่ป่าต้นน้ำในเชียงดาว โดยมุ่งสู่เป้าหมาย ขยะสู่บ่อฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ใน 3 หมู่บ้านต้นแบบ ได้แก่ บ้านแม่แมะ บ้านแม่ซ้าย และบ้านปางมะโอ ซึ่งเดิมประสบปัญหาการทิ้งขยะเทรวม และข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ของรถเก็บขยะ โดยเข้าไปส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การสำรวจประเภทและปริมาณขยะ การศึกษาดูงาน การอบรมคัดแยกขยะ การจัดทำแผนและวางระบบบริหารจัดการขยะ ตลอดจนการติดตามผลและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้สามารถปิดบ่อขยะเทรวมในพื้นที่ป่าต้นน้ำ 2 แห่ง และจัดตั้งระบบคัดแยกขยะใน 3 หมู่บ้าน รวมถึงจัดให้มีจุดรวบรวมขยะรีไซเคิลและขยะอันตรายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ปริมาณขยะเฉลี่ยต่อสัปดาห์ลดลง เพิ่มประสิทธิภาพการคัดแยกและนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ตลอดจนสร้างรายได้จากวัสดุรีไซเคิล และลดปัญหาขยะตกค้างในพื้นที่ป่า ลำห้วย และชุมชน

ขยาย Island Model สู่ 12 เกาะ

เพราะการดูแลไม่มีสูตรสำเร็จ

ไทยเบฟ ตระหนักถึงข้อจำกัดด้านการขนส่งและ การบริหารจัดการขยะในพื้นที่เกาะ จึงพัฒนา “โครงการบริหารจัดการขยะบนเกาะ” หรือ Island Model ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ซาเล้ง และร้านรับซื้อของเก่า โดยออกแบบระบบคัดแยกและรับคืนบรรจุภัณฑ์เป็น 3 รูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันได้ขยายการดำเนินงานครอบคลุมไปยัง 12 เกาะในภาคตะวันออกและภาคใต้ ดังนี้

  • Samui Model : เป็นการใช้เที่ยวรถขากลับของรถขนส่งสินค้าของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติก จำกัด หรือ TBL ที่นำสินค้าไปส่งบนเกาะ เพื่อนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับออกมาโดยใช้กับเกาะสมุย เกาะเต่า ภูเก็ต และเกาะพะงัน
    • Sichang Model : เป็นรูปแบบที่คิดขึ้นมาสำหรับเกาะที่รถไม่สามารถเข้าถึงได้ ต้องใช้การขนส่งทางเรือ โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด หรือ TBR จะเข้าไปรับบรรจุภัณฑ์ที่ท่าเรือ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป รูปแบบนี้ใช้กับเกาะสีชัง เกาะล้าน เกาะเสม็ด เกาะกระดาน เกาะราษฎร์ และเกาะยาว
    • Chang Model : รูปแบบนี้ถูกนำมาใช้เมื่อร้านรับซื้อของเก่าบนเกาะ สามารถขนส่งบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคไปที่เครือข่ายร้านรับซื้อของเก่าของ TBR หรือคลังสินค้าของ TBL ในจังหวัดแทนการขนส่งไปยังจุดรับซื้อ ทำให้ช่วยลดระยะทางและต้นทุนการขนส่ง ปัจจุบันถูกใช้ในพื้นที่เกาะช้างและเกาะลันตา

โครงการ Island Model ของไทยเบฟ สามารถนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่ระบบได้กว่า 9,100 ตัน ครอบคลุม ขวดแก้ว กระดาษ ขวด PET และกระป๋องอะลูมิเนียม พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชนจากการขายวัสดุรีไซเคิลเพิ่มขึ้น 30.65 ล้านบาท ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ไม่ได้มุ่งเพียงมิติของการลดปริมาณขยะ หากยังสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชนได้ด้วย ขณะเดียวกันยังมีส่วนช่วยลดการจัดการขยะที่ไม่เหมาะสมและการรั่วไหลของขยะลงสู่ทะเล อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเลและพื้นที่ชายฝั่ง

จากการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำในเชียงดาว สู่การสำรวจแม่น้ำปิง จนถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะบนเกาะ แม้แต่ละโครงการจะมีรูปแบบและบริบทการดำเนินงานที่แตกต่างกันแต่เมื่อมองผ่านแนวคิด “Water of Life” จะเห็นความเชื่อมโยงเดียวกัน นั่นคือการดูแลทรัพยากรโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากร ผู้คน ระบบนิเวศและบริบทของพื้นที่ที่พึ่งพาทรัพยากรเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำแนวคิด “Water of Life” ของไทยเบฟ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่าง น้ำ ชีวิต ชุมชน และคุณภาพชีวิต โดยออกแบบการบริหารจัดการที่ทำให้องค์ประกอบต่างๆ สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างยั่งยืนเพราะการดูแลทรัพยากรอย่างยั่งยืน ไม่ได้วัดจากการดำเนินโครงการให้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หากแต่คือการพัฒนาระบบ ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถมีส่วนร่วม ดูแล และขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2569 ฉบับที่ 534 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...