“พลตรี” รอดคุก 12 ปี! คดีทุจริตสร้างถนนนราฯ อ้างเหตุชรา-ป่วยมะเร็ง
6 พฤศจิกายน 2569 ศาลทหารกลาง มีคำพิพากษายืนตามศาลทหารกรุงเทพ ในคดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างถนนสายบ้านน้ำตก อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นพพ.) โดยสั่งจำคุก พลตรี ซ. อดีตผู้อำนวยการโครงการฯ เป็นเวลา 12 ปี 36 เดือน ปรับ 90,000 บาท ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทุจริตต่อหน้าที่ แต่ศาลแก้ให้ รอลงอาญา เป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากจำเลยรับสารภาพ ปัจจุบันมีอายุ 79 ปี และป่วยด้วย โรคมะเร็งตับ ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาลทหารกลางได้เผยแพร่เอกสารข่าว ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เรื่อง “คดีทุจริตโครงการสร้างถนน ตามคำพิพากษาของศาลทหารกลาง คดีแดงที่ 25/2569” ข้อเท็จจริงตามเอกสารข่าวสรุปได้ว่า เป็นคดีทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างและก่อสร้างเส้นทางมาตรฐานสายบ้านน้ำตก อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการทหารสูงสุด ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
โดยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ศาลทหารกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 124/2568 คดีหมายเลขแดงที่ 25/2569 ระหว่างอัยการสูงสุด โดยอัยการศาลทหารกรุงเทพ ผู้ฟ้องคดีแทน โจทก์ และ “พลตรี ช.” จำเลย
โดยศาลทหารกลางพิพากษายืนตามศาลทหารกรุงเทพ ในส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 รวม 6 กระทง โทษจำคุก 12 ปี 36 เดือน แต่พิพากษาแก้ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 5 ปี และเพิ่มโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 90,000 บาท
ย้อนคำพิพากษาศาลทหารกรุงเทพ คุก 12 ปี 36 เดือน!
คดีนี้ ศาลทหารกรุงเทพไต่สวนประกอบรายงานและสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับฟังเป็นยุติโดยจำเลยไม่แย้งคัดค้าน ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2547, 26 ต.ค. 2547, 27 ต.ค. 2547, 18 พ.ย. 2547 และ 3 มี.ค. 2548 ขณะกระทำความผิด จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการโครงการจัดซื้อจัดจ้าง/ก่อสร้างเส้นทางมาตรฐานสายบ้านน้ำตก ไม่ได้ดำเนินการกำกับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
อีกทั้งยังปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง หรือเพื่อให้ผู้ขายและผู้รับจ้างได้รับเงินโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157
ในชั้นพิจารณาของศาลทหารกรุงเทพ จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหา ศาลทหารกรุงเทพจึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 รวม 6 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เนื่องจากรับสารภาพ คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมโทษจำคุกทุกกระทงกำหนด 12 ปี 36 เดือน และยกคำร้องในส่วนที่ขอให้รอการลงโทษ
“พลตรี ช.” อุทธรณ์ขอแก้โทษ - รอลงอาญา
ต่อมา จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลทหารกลาง ขอให้ยกฟ้องในฐานความผิดตามมาตรา 151 และขอให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่า พร้อมขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ
แต่ศาลทหารกลางพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายืนตามศาลทหารกรุงเทพ ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นบทหนักตามที่ศาลทหารกรุงเทพพิพากษา มิใช่ความผิดบทเบาตามมาตรา 157 ตามที่จำเลยอุทธรณ์
รอดคุก! ศาลปรานีให้รอการลงโทษ - ปรับเพิ่ม 9 หมื่น
อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ประกอบกับปัจจุบันจำเลยมีอายุถึง 79 ปี และป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่องและต้องรับการตรวจติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ตามเอกสารใบรับรองแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
นอกจากนี้ จำเลยยังได้บรรเทาผลร้ายด้วยการนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามส่วนการรับผิด เป็นจำนวนเงิน 1,782,035.50 บาท คืนให้แก่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเรียบร้อยแล้ว
เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สุขภาพ การรู้สึกความผิด และการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประกอบกับสภาพความผิด จึงมีเหตุสมควรปรานีตามกฎหมาย พิพากษาแก้ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 5 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด
แต่เพื่อให้จำเลยรู้สึกหลาบจำ ศาลจึงมีคำพิพากษาเพิ่มโทษปรับอีกกระทงละ 30,000 บาท (ตามอัตราโทษของกฎหมายเดิมขณะกระทำความผิด) ลดโทษตามมาตรา 78 ลงกึ่งหนึ่ง คงปรับกระทงละ 15,000 บาท รวมโทษปรับ 6 กระทง เป็นเงินทั้งสิ้น 90,000 บาท
แจงส่งท้าย ศาลทหารกลางไร้อคติ
ท้ายเอกสารข่าวยังระบุว่า ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 คู่ความยังคงมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาของศาลทหารกลางได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอัยการสูงสุดที่จะพิจารณาใช้สิทธิยื่นฎีกาต่อไปหรือไม่ ซึ่งในกระบวนการพิจารณาคดี ศาลทหารกลางได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในความเป็นกลาง ปราศจากอคติ และอำนวยความเป็นธรรมตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม
นักกฎหมายกองทัพเห็นแย้ง ควรรับโทษก่อน
มีรายงานจากแหล่งข่าวในกองทัพว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นชอบให้อัยการสูงสุดไม่ต้องฎีกา อย่างไรก็ดี ยังไม่มีเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดยืนยันข่าวนี้
ด้านแหล่งข่าวซึ่งอยู่ในหน่วยงานด้านกฎหมายของกองทัพให้ความเห็นว่า ศาลทหารกลางให้เหตุผลเรื่องจำเลยอายุมากและป่วยเป็นมะเร็ง จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 5 ปี แต่ตนเห็นแย้งว่า กรณีอายุมากกับมีโรคภัยไข้เจ็บหนัก ก็ควรต้องรับโทษจำคุกก่อน แล้วจึงหาเหตุบรรเทาหลังจากนั้น เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม