โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

อนุทิน สั่งลุยเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 3 แสนล้าน ปัดฝุ่นฟลัดเวย์ แก้น้ำท่วม กทม.

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปัญหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมถึงไปถึงเหตุการณ์ “ฝนถล่มกรุง” จนทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นอัมพาต ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 28-29 กันยายน 2569 สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนรัฐบาลกับการหาวิธีป้องกันด้วยการเร่งรัดแก้ไขผ่านเมกะโปรเจ็กต์ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยมีเป้าหมายแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำหลากลงสู่อ่าวไทย

นายกรัฐมนตรี ประกาศด้วยตัวเองว่า การแก้ไขปัญหาระยะยาวเรื่องการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ ได้มอบหมายสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้หากรวมกับโครงการก่อนหน้าที่ผ่านการพิจารณาจาก ครม. ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และโครงการบรรเทาอุทกภัยภาคใต้ จะมีรวมวงเงินรวมกันกว่า 2.9 - 3 แสนล้านบาท

สำหรับวงเงินเมกะโปรเจกต์แก้ปัญหาน้ำท่วมทั้ง 3 โครงการ แบ่งเป็น โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง มีวงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท ส่วนคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทยมีวงเงิน 1.65 แสนล้านบาท และแพ็กเกจแก้น้ำท่วมภาคใต้ที่มีโครงการรวมกว่า 700 โครงการ มีกรอบวงเงิน 3-4 หมื่นล้านบาท โดยการเร่งผลักดันจะดำเนินการผ่านหน่วยงานรับผิดชอบคือ กรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

ลุยโครงการเฉียดแสนล้าน

สำหรับโครงการแรก โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาโครงการนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ไปแล้ว ภายในกรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2575 เพื่อเพิ่มการระบายน้ำหลากลงสู่อ่าวไทย และแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง จะปรับปรุงโครงข่ายคลองชลประทานเดิม 22 คลองหลัก ความยาวรวม 462.8 กิโลเมตร และก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารชลประทาน 23 อาคาร แบ่งเป็นก่อสร้างใหม่ 12 อาคาร ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ 10 อาคาร และปรับปรุงสถานีสูบน้ำ 1 อาคาร โครงการจะเพิ่มศักยภาพการรับน้ำเข้าผ่านคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที

โดยระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา 100 ลบ.ม./วินาที ผ่านแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกงรวม 156 ลบ.ม./วินาที และระบายลงคลองชายทะเลเพื่อสูบออกสู่ทะเลอีก 144 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะป้องกันและลดปัญหาน้ำท่วมบริเวณชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาได้ 298,250 ไร่

แบ่งทำเป็นระยะตามความพร้อมพื้นที่

แต่เนื่องจากโครงการมีวงเงินสูงและมีส่วนที่เป็นเงินกู้ร่วมด้วย โดย สศช. เสนอ ให้กรมชลประทานจัดทำแผนก่อสร้างเป็นระยะ (Phasing) ตามความสามารถในการส่งมอบที่ดินให้ผู้รับจ้าง เช่นเดียวกับกระทรวงการคลัง เสนอว่าเห็นควรให้กรมชลประทานจัดลำดับแผนก่อสร้างเป็นระยะ ตามความพร้อมในการส่งมอบที่ดินสำหรับพื้นที่ตามแนวคลองที่พบปัญหาสิ่งรุกล้ำลำน้ำตามความเห็นของ สศช.

รวมถึงให้กรมชลประทานเร่งรัดจัดทำแผนการจัดการสิ่งรุกล้ำในเขตคลองร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และกระทรวงมหาดไทย ให้สอดคล้องกับแผนก่อสร้างทั้งโครงการ และให้แผนขอรับการสนับสนุนเงินกู้สอดคล้องกับแผนดำเนินโครงการ ขณะที่ สทนช. เห็นควรพิจารณาก่อสร้างคลองแนวดิ่ง (เหนือ-ใต้) ก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลได้โดยตรง

ดันคลองชัยนาท-อ่าวไทย แสนล้าน

ขณะที่เมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ โครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก – อ่าวไทย มูลค่า 1.65 แสนล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน ตามแผนจะเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย จาก 210 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 430 ลบ.ม.ต่อวินาที ช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมในลุ่มน้ำ เจ้าพระยาได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ และกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้งได้กว่า 155 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับโครงการได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 โดยผ่านการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และมีแผนเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ลักษณะของโครงการ แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยในช่วงที่ 1 เป็นการปรับปรุงคลองชัยนาท - ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 930 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนช่วงที่ 2 คลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ความยาว 135.655 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 600 ลบ.ม.ต่อวินาที

สำหรับประโยชน์ของโครงการสามารถตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาไปสู่ทะเลได้เพิ่มขึ้นจาก 210 เป็น 430 ลบ.ม.ต่อวินาที และเก็บกักน้ำหลากไว้ในคลองได้รวม 155.77 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็น คลองชัยนาท-ป่าสัก 98.37 ล้าน ลบ.ม. และคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย 57.4 ล้าน ลบ.ม. อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยหรือลดมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัย เฉลี่ยปีละ 5,085-16,938 ล้านบาท และสามารถบริหารจัดการน้ำหลากจากน้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเล ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ (เหตุการณ์ปี 2554)

พร้อมเร่งจัดซื้อจัดจ้างทันที

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ยอมรับว่า โครงการระบายน้ำในเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ที่เสนอต่อครม.ไปนั้น คาดว่า ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี หากมีโครงการนี้จะสามารถช่วยตัดยอดน้ำตั้งแต่ภาคเหนือ เพื่อไม่ให้ลงมาที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือว่าเป็นโครงการที่จำเป็น เพราะเราเห็นกันอยู่ว่า เรื่องน้ำไม่แน่นอน ฤดูฝนต้องมาบริหารจัดการวิธีการเดิม โดยไม่มีเครื่องมือใหม่

ดังนั้น หากมีโครงการนี้แล้วปีไหนที่มีน้ำมาก หรือฝนตกหนัก เราจะมีเครื่องมือบริหารเพื่อไม่ให้น้ำท่วมก็เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.แล้ว นายดนุชา กล่าวว่า ในงบประมาณปี 2570 ได้ตั้งงบประมาณไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งจะเริ่มโครงการได้ก่อน เมื่อที่ประชุม ครม.อนุมัติแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกระทรวงการคลังคงต้องเจรจาและดูเรื่องเงินกู้ โดยจะดูให้เหมาะสมที่สุด หากเงินกู้มาเร็วจะเร่งดำเนินการได้

หวังแก้น้ำท่วมเบ็ดเสร็จ

แหล่งข่าวจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลัก “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” ซึ่งมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ว่า เมื่อครม. พิจารณาเห็นชอบในหลักการ เพื่อเดินหน้าพัฒนาให้เป็นคลองระบายน้ำสายหลักของประเทศ จะช่วยรองรับการบริหารจัดการน้ำหลากและลดความเสี่ยงอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำและบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก ซึ่งมีการศึกษาต่อเนื่องจากบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554

โดยพบว่า ในช่วงเกิดน้ำหลาก ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมามีมากกว่าศักยภาพที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะรองรับได้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ประมาณ 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ดังนั้น แนวทางสำคัญคือการเพิ่มช่องทางระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อไม่ให้มวลน้ำจำนวนดังกล่าวไหลผ่านระบบแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงช่องทางเดียว และลดแรงกดดันต่อพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเดิมของกรมชลประทานที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว แต่ประสบปัญหาเรื่องที่ดินและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างดำเนินงาน เช่น โครงการคลองผันน้ำยม-น่าน ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยจะเสนอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้างและดำเนินงานจนแล้วเสร็จต่อไป

แก้น้ำท่วมใต้ 4 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจาก สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากโครงการที่เตรียมเสนอขออนุมัติแล้ว สทนช. ยังได้รายงานแพ็คเกจโครงการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ต่อ ครม. เพื่อรับทราบ โดยเป็นการทำงานของคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้แผนดังกล่าวนำบทเรียนจากสถานการณ์อุทกภัยมาจัดทำเป็นแผน ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง 3–5 ปี และระยะยาวมากกว่า 5 ปี โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโครงการรวมกว่า 700 โครงการ กรอบวงเงินประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 8 ปี ขณะที่พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้จัดทำแพ็กเกจโครงการในลักษณะเดียวกัน เพื่อยกระดับระบบป้องกันและบริหารจัดการอุทกภัย พร้อมจัดทำคู่มือปฏิบัติงานสำหรับหน่วยงานภาครัฐและประชาชน เพื่อถ่ายทอดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้รับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่

ก่อนหน้านี้ในการประชุมครม.สัญจร จังหวัดสงขลา ครม.ได้มีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) โดยเห็นข้อเสนอจากพื้นที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัด ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยมีโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงงบกลาง เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ (เทศบาลนครหาดใหญ่) งบประมาณ 25,900,000 บาท

ส่วนข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว ประกอบด้วยการบริหารจัดการน้ำโดยการระบายน้ำ คูคลอง และท่อระบายน้ำให้สามารถรองรับฝนตกหนักและน้ำหลากได้เต็มประสิทธิภาพ การจัดทำระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าโดยบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพัฒนาช่องทางการแจ้งเตือนให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง การจัดเตรียมทรัพยากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรโดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพร้อมกันหลายพื้นที่ และการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบของผู้ได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...