โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปมร้อนฉุด-น้ำซัด‘รัฐบาลดิ่ง’ ‘เศรษฐกิจ-การเมือง' เดิมพัน'ภท.-น.หนู'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ“รัฐบาลภูมิใจไทย” ทว่าจากสารพัดมรสุมที่กำลังรุมเร้าและกำลังกัดกินความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลานี้

ทั้งคดีโกงสว.ที่ถูกตัดจบแบบทิ้งไว้ซึ่งสารพัดคำถาม คดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลังพ้นเส้นตาย17ก.ย.ในการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้โดยสุจริต ทว่ากระบวนการเอาผิด “ไอ้โม่ง” ตัวการ จนถึงเวลานี้ยังเกิดคำถามจะสามารถสาวไปถึง “ปลาใหญ่” ได้หรือไม่ อย่างไร

ประจวบเหมาะกับสถานการณ์น้ำที่กำลังรุกคืบ แถมถูกนำไปเปรียบเทียบเหตุการณ์“มหาอุทกภัยหาดใหญ่” จ.สงขลา รวมถึงจังหวัดอื่นๆในพื้นที่ภาคใต้รวม9จังหวัดในช่วง “รัฐบาลอนุทิน1” ที่กำลังวนลูปฉุดความเชื่อมั่นรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้ง

สะท้อนจากผลสำรวจ“นิด้าโพล” หัวข้อคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2569” เปิดเผยเมื่อวันที่ 27ก.ย.พบว่าคะแนนนิยมของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลดลงอย่างต่อเนื่อง3ไตรมาสซ้อน

โดยล่าสุดเหลือ13.76%จากไตรมาสแรก 29.40% ไตรมาส2เหลือ21.68%

ต่างจากแคนดิเดตนายกฯใน “ขั้วรัฐบาล” อย่าง“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คงที่ 11.28% จากไตรมาสแรก 8.08% ไตรมาส2 11.64%

ขณะที่แคนดิเดตนายกฯขั้วฝ่ายค้าน อย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แม้ล่าสุดจะมีคะแนนนิยมลดลงเหลือ 24.72% จากไตรมาสแรก 30.60% ไตรมาส2 เหลือ26.08% แต่ยังคงมีคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง

สัญญาณรัฐบาลที่กำลัง“แก้เกม” กลบจุดอ่อน ทั้งจากวิกฤติสื่อสาร รวมถึงระบบการแจ้งเตือนประชาชน จนเป็นเหตุให้สถานการณ์ลุกลามจาก“เอาอยู่” จนต้องยอมรับว่า “เอาไม่อยู่”

ล่าสุดมติครม.เมื่อวันที่29ก.ย. อนุมัติงบกลาง 4,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกทม. และจังหวัดอื่นๆ รวมถึงอนุมัติโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงิน 1.6 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการกันงบประมาณจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนปี 2569 วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อดูแลและเยียวยาสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. เป็นต้นมา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศรวมถึงกรุงเทพมหานคร

หรือในส่วนของกทม.ที่เตรียมดัน “แผนระยะยาว” ขยายโครงข่ายอุโมงค์ระบายน้ำ หรือ ทางด่วนน้ำ เช่น โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำไปยังคลองจั่น

ทว่าสถานการณ์ “มหาอุทกภัย” ที่กำลังวนลูปจาก “รัฐบาลอนุทิน1” สู่ “รัฐบาลอนุทิน2” ในช่วงระยะเวลาห่างกันเพียง1ปี แถมต่างกันตรงที่รอบนี้รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่ารอบที่แล้ว ไม่ใช่แค่ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่บริหารประเทศ4เดือนภายใต้ดุลอำนาจที่จำกัด

น้ำซัด-“วิกฤติเศรษฐกิจ” กัดกร่อน

แน่นอน ย่อมตามมาด้วยความ “คาดหวัง” และเดิมพันจากประชาชนที่มีต่อรัฐบาลที่สูงลิบตามไปด้วย ทั้ง “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่น

ล่าสุด “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยการประเมินโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์อุทกภัยช่วงวันที่ 25-29 ก.ย. รวม 5 วัน ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พบว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี ขณะที่กรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896–20,635 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะสามารถประเมินได้ชัดเจนหลังสถานการณ์น้ำลด

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ยังประเมินว่า แม้ผลกระทบจากอุทกภัยในกรณีฐาน “ยังไม่รุนแรง” ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่ “เพิ่มแรงกดดัน” ต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4

จุดนี้ย่อมกลายเป็น “โจทย์สำคัญ” ที่จะพิสูจน์ว่า ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแทบทุกองคาพยพในเวลานี้ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” จะสามารถ “พลิกเกม” เพื่อกลบจุดอ่อนที่เกิดขึ้นเพื่อประคองความเชื่อมั่นรัฐบาลได้หรือไม่อย่างไร

“การเมือง-นิติสงคราม” รุกคืบ

ไหนจะ “วิกฤติการเมือง” ที่กำลังรุกคืบในเวลานี้ ทั้งศึกนิติสงครามจาก “คดีโกงสว.” แม้จะถูกตัดจบตรงที่ “21คนการเมืองสีน้ำเงิน” รอด แต่ยังมี “ดาบสอง” ที่ “พรรคประชาชน” ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาคดีที่อาจเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ และเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงอาจขัดต่อกฎหมายหลายประการ เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา 234 พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 172 พ.ร.บ.กกต.มาตรา 69 และ ป.อาญา มาตรา 157

ขณะที่ “คดีโกงสอบ” ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

ชุดที่มี “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนเป็นประธาน เตรียมใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 หรือ “กฎหมายอำนาจเรียกฯ” เชิญ “นายกฯอนุทิน” รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องชี้แจงต่อกมธ.ในวันที่8ต.ค.

อันที่จริงประเด็นการย้อนเกล็ด “แก้เกม” รัฐบาลรวมถึงครม. ที่ชิ่งเวทีสภาฯ ในลักษณะนี้ก็มีมาแทบทุกยุคทุกสมัยและมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ตัวอย่างในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย เคยมีกรณีที่“ชวน หลีกภัย” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แก้เกมรัฐบาลที่ไม่มาตอบกระทู้สภาฯ ด้วยการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลขอให้“ตอบในราชกิจจานุเบกษา” จำนวน2กระทู้ ทั้งเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส เมื่อปี 2547 และกระทู้ถามขั้นตอนและกระบวนการในการแต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาใช้เวลานานกว่าปกติ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2567

อีกกรณีคือ “รักชนก ศรีนอก”สส. กทม. พรรคก้าวไกล(ในเวลานั้น) ตั้งกระทู้ถามแบบตอบในราชกิจจาฯ ไปยังนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข เรื่อง ขอทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาคลินิกเสริมความงามไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น

เกมสภาฯที่ต้องจับตาคือ ในช่วงปลาย ก.ย.-ต้นต.ค. “ฝ่ายค้าน” น่าจะตกผลึกประเด็น “ยื่นซักฟอกรัฐบาล” ทั้งแบบลงมติ“ไม่ไว้วางใจ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 และอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา152 แน่นอนว่า

หากมองในแง่เสถียรภาพภายใต้จำนวน “ตั๋วผู้แทน” ที่แต่ละฝ่ายถือในมือเวลานี้ ฝ่ายรัฐบาลถือแต้มต่อในแง่จำนวนตัวเลขที่ทิ้งห่างหลายช่วงตัว

ฉะนั้น จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “เสียงโหวต” ในสภาฯ แต่อยู่ที่ฝ่ายค้านจะสามารถโชว์ฟอร์มในการขยี้สารพัดประเด็นร้อนในเวลานี้ เพื่อเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใดเสียมากกว่า

จับตาเบิร์ธเดย์68ปี“ครูใหญ่”4ต.ค.

ขณะที่ “แนวรุก” นอกสภาฯ ที่กำลังหยิบสารพัดปมร้อนต่างๆเหล่านี้เพื่อขยี้แผลรัฐบาล แม้จะมีการประเมินในเชิงลึกว่า เป็นไปเพื่อเช็คกระแส ยังไม่ถึงขั้น “จุดติด” หรือมีพลานุภาพล้มรัฐบาลหรือนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมือง ทว่าหากรัฐบาลยังขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆอาจไม่ส่งผลดีแน่นอน

ฉะนั้นภายใต้การวางเกมของ “คีย์แมนสีน้ำเงิน” ต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวันที่4 ต.ค.นี้ซึ่งจะเป็นวัน เบิร์ธเดย์ครบรอบ68ปี “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ซึ่งถนนทุกสายจะมุ่งสู่ “บุรีรัมย์”

นอกเหนือจากสูตรการเมือง “น้ำเงิน-แดง-เขียว” ค้ำเสถียรภาพรัฐบาล ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

จะมีการส่งสัญญาณจาก “ผู้นำหลังม่าน” สีน้ำเงิน ในการพลิกเกมประคองเก้าอี้ “นายกฯหนู” อยู่ครบเทอมตามความตั้งใจหรือไม่อย่างไร?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...