ปมร้อนฉุด-น้ำซัด‘รัฐบาลดิ่ง’ ‘เศรษฐกิจ-การเมือง' เดิมพัน'ภท.-น.หนู'
ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ“รัฐบาลภูมิใจไทย” ทว่าจากสารพัดมรสุมที่กำลังรุมเร้าและกำลังกัดกินความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลานี้
ทั้งคดีโกงสว.ที่ถูกตัดจบแบบทิ้งไว้ซึ่งสารพัดคำถาม คดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลังพ้นเส้นตาย17ก.ย.ในการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้โดยสุจริต ทว่ากระบวนการเอาผิด “ไอ้โม่ง” ตัวการ จนถึงเวลานี้ยังเกิดคำถามจะสามารถสาวไปถึง “ปลาใหญ่” ได้หรือไม่ อย่างไร
ประจวบเหมาะกับสถานการณ์น้ำที่กำลังรุกคืบ แถมถูกนำไปเปรียบเทียบเหตุการณ์“มหาอุทกภัยหาดใหญ่” จ.สงขลา รวมถึงจังหวัดอื่นๆในพื้นที่ภาคใต้รวม9จังหวัดในช่วง “รัฐบาลอนุทิน1” ที่กำลังวนลูปฉุดความเชื่อมั่นรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้ง
สะท้อนจากผลสำรวจ“นิด้าโพล” หัวข้อคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2569” เปิดเผยเมื่อวันที่ 27ก.ย.พบว่าคะแนนนิยมของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลดลงอย่างต่อเนื่อง3ไตรมาสซ้อน
โดยล่าสุดเหลือ13.76%จากไตรมาสแรก 29.40% ไตรมาส2เหลือ21.68%
ต่างจากแคนดิเดตนายกฯใน “ขั้วรัฐบาล” อย่าง“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คงที่ 11.28% จากไตรมาสแรก 8.08% ไตรมาส2 11.64%
ขณะที่แคนดิเดตนายกฯขั้วฝ่ายค้าน อย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แม้ล่าสุดจะมีคะแนนนิยมลดลงเหลือ 24.72% จากไตรมาสแรก 30.60% ไตรมาส2 เหลือ26.08% แต่ยังคงมีคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง
สัญญาณรัฐบาลที่กำลัง“แก้เกม” กลบจุดอ่อน ทั้งจากวิกฤติสื่อสาร รวมถึงระบบการแจ้งเตือนประชาชน จนเป็นเหตุให้สถานการณ์ลุกลามจาก“เอาอยู่” จนต้องยอมรับว่า “เอาไม่อยู่”
ล่าสุดมติครม.เมื่อวันที่29ก.ย. อนุมัติงบกลาง 4,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกทม. และจังหวัดอื่นๆ รวมถึงอนุมัติโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงิน 1.6 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการกันงบประมาณจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนปี 2569 วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อดูแลและเยียวยาสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. เป็นต้นมา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศรวมถึงกรุงเทพมหานคร
หรือในส่วนของกทม.ที่เตรียมดัน “แผนระยะยาว” ขยายโครงข่ายอุโมงค์ระบายน้ำ หรือ ทางด่วนน้ำ เช่น โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำไปยังคลองจั่น
ทว่าสถานการณ์ “มหาอุทกภัย” ที่กำลังวนลูปจาก “รัฐบาลอนุทิน1” สู่ “รัฐบาลอนุทิน2” ในช่วงระยะเวลาห่างกันเพียง1ปี แถมต่างกันตรงที่รอบนี้รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่ารอบที่แล้ว ไม่ใช่แค่ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่บริหารประเทศ4เดือนภายใต้ดุลอำนาจที่จำกัด
น้ำซัด-“วิกฤติเศรษฐกิจ” กัดกร่อน
แน่นอน ย่อมตามมาด้วยความ “คาดหวัง” และเดิมพันจากประชาชนที่มีต่อรัฐบาลที่สูงลิบตามไปด้วย ทั้ง “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่น
ล่าสุด “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยการประเมินโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์อุทกภัยช่วงวันที่ 25-29 ก.ย. รวม 5 วัน ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พบว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี ขณะที่กรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896–20,635 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะสามารถประเมินได้ชัดเจนหลังสถานการณ์น้ำลด
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ยังประเมินว่า แม้ผลกระทบจากอุทกภัยในกรณีฐาน “ยังไม่รุนแรง” ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่ “เพิ่มแรงกดดัน” ต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4
จุดนี้ย่อมกลายเป็น “โจทย์สำคัญ” ที่จะพิสูจน์ว่า ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแทบทุกองคาพยพในเวลานี้ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” จะสามารถ “พลิกเกม” เพื่อกลบจุดอ่อนที่เกิดขึ้นเพื่อประคองความเชื่อมั่นรัฐบาลได้หรือไม่อย่างไร
“การเมือง-นิติสงคราม” รุกคืบ
ไหนจะ “วิกฤติการเมือง” ที่กำลังรุกคืบในเวลานี้ ทั้งศึกนิติสงครามจาก “คดีโกงสว.” แม้จะถูกตัดจบตรงที่ “21คนการเมืองสีน้ำเงิน” รอด แต่ยังมี “ดาบสอง” ที่ “พรรคประชาชน” ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาคดีที่อาจเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ และเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงอาจขัดต่อกฎหมายหลายประการ เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา 234 พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 172 พ.ร.บ.กกต.มาตรา 69 และ ป.อาญา มาตรา 157
ขณะที่ “คดีโกงสอบ” ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
ชุดที่มี “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนเป็นประธาน เตรียมใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 หรือ “กฎหมายอำนาจเรียกฯ” เชิญ “นายกฯอนุทิน” รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องชี้แจงต่อกมธ.ในวันที่8ต.ค.
อันที่จริงประเด็นการย้อนเกล็ด “แก้เกม” รัฐบาลรวมถึงครม. ที่ชิ่งเวทีสภาฯ ในลักษณะนี้ก็มีมาแทบทุกยุคทุกสมัยและมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป
ตัวอย่างในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย เคยมีกรณีที่“ชวน หลีกภัย” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แก้เกมรัฐบาลที่ไม่มาตอบกระทู้สภาฯ ด้วยการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลขอให้“ตอบในราชกิจจานุเบกษา” จำนวน2กระทู้ ทั้งเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส เมื่อปี 2547 และกระทู้ถามขั้นตอนและกระบวนการในการแต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาใช้เวลานานกว่าปกติ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2567
อีกกรณีคือ “รักชนก ศรีนอก”สส. กทม. พรรคก้าวไกล(ในเวลานั้น) ตั้งกระทู้ถามแบบตอบในราชกิจจาฯ ไปยังนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข เรื่อง ขอทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาคลินิกเสริมความงามไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น
เกมสภาฯที่ต้องจับตาคือ ในช่วงปลาย ก.ย.-ต้นต.ค. “ฝ่ายค้าน” น่าจะตกผลึกประเด็น “ยื่นซักฟอกรัฐบาล” ทั้งแบบลงมติ“ไม่ไว้วางใจ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 และอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา152 แน่นอนว่า
หากมองในแง่เสถียรภาพภายใต้จำนวน “ตั๋วผู้แทน” ที่แต่ละฝ่ายถือในมือเวลานี้ ฝ่ายรัฐบาลถือแต้มต่อในแง่จำนวนตัวเลขที่ทิ้งห่างหลายช่วงตัว
ฉะนั้น จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “เสียงโหวต” ในสภาฯ แต่อยู่ที่ฝ่ายค้านจะสามารถโชว์ฟอร์มในการขยี้สารพัดประเด็นร้อนในเวลานี้ เพื่อเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใดเสียมากกว่า
จับตาเบิร์ธเดย์68ปี“ครูใหญ่”4ต.ค.
ขณะที่ “แนวรุก” นอกสภาฯ ที่กำลังหยิบสารพัดปมร้อนต่างๆเหล่านี้เพื่อขยี้แผลรัฐบาล แม้จะมีการประเมินในเชิงลึกว่า เป็นไปเพื่อเช็คกระแส ยังไม่ถึงขั้น “จุดติด” หรือมีพลานุภาพล้มรัฐบาลหรือนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมือง ทว่าหากรัฐบาลยังขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆอาจไม่ส่งผลดีแน่นอน
ฉะนั้นภายใต้การวางเกมของ “คีย์แมนสีน้ำเงิน” ต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวันที่4 ต.ค.นี้ซึ่งจะเป็นวัน เบิร์ธเดย์ครบรอบ68ปี “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ซึ่งถนนทุกสายจะมุ่งสู่ “บุรีรัมย์”
นอกเหนือจากสูตรการเมือง “น้ำเงิน-แดง-เขียว” ค้ำเสถียรภาพรัฐบาล ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
จะมีการส่งสัญญาณจาก “ผู้นำหลังม่าน” สีน้ำเงิน ในการพลิกเกมประคองเก้าอี้ “นายกฯหนู” อยู่ครบเทอมตามความตั้งใจหรือไม่อย่างไร?