โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สรุปเหตุการณ์ 'ไบแนนซ์' กู้คืน สินทรัพย์ดิจิทัลได้แล้ว 90% FBI ชี้เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง

SpringNews

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตแฮก Binance 6.3 พันล้านดอลลาร์ ภัยไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุด

วงการคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญความช็อกครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ "Binance" แพลตฟอร์มคริปโทรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก่อตั้งปี 2017 มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคน ถูกแฮกเกอร์เจาะระบบขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าสูงถึง 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.12 แสนล้านบาท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นการแฮกที่มีความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติเดิมของ Bybit ในปี 2025 ที่สูญเสียไป 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐลงอย่างสิ้นเชิง

ความรุนแรงของเหตุการณ์ส่งผลให้ราคาคริปโทหลักปรับตัวลดลง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของนักลงทุน เหตุการณ์นี้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของ Binance ว่าจะฟื้นความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร

วิกฤตแฮก Binance แพลตฟอร์มคริปโทระดับโลก เสียหาย 2.12 แสนล้านบาท FBI ชี้เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ล่าสุด Binance จัดหาสินทรัพย์มาทดแทนและกู้คืนสินทรัพย์ที่สูญหายได้แล้ว 90% Credit ภาพ REUTERS

เงื่อนงำ FBI: กลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือและกลยุทธ์มัลแวร์

หลังเกิดเหตุ FBI พร้อมบริษัทวิเคราะห์ไซเบอร์เร่งสืบสวน โดย FBI แถลงยืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า กลุ่มแฮกเกอร์ระดับเอลีทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ในชื่อกลุ่ม "TraderTraitor" (หรือ Lazarus Group) คือผู้อยู่เบื้องหลัง เจ้าหน้าที่พบว่าแฮกเกอร์เร่งฟอกเงินด้วยการแปลงสินทรัพย์เป็นสกุลเงินดิจิทัล Ethereum ก่อนกระจายเงินผ่านเทคโนโลยีอำพรางธุรกรรม แม้เกาหลีเหนือจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องก็ตาม

ด้าน ริชาร์ด เต็ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Binance เปิดเผยว่า การโจมตีทำโดยกลุ่มคนมากกว่าหนึ่งคนด้วยเทคนิคซับซ้อน จุดเริ่มต้นเกิดจากแล็ปท็อปวิศวกรถูกฝังมัลแวร์ ทำให้แฮกเกอร์เข้าถึงคำสั่งอนุมัติถอนเงิน ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้ซอฟต์แวร์ที่มีกลไก "ทำลายตัวเอง" เพื่อลบร่องรอย อย่างไรก็ตาม Binance ร่วมมือกับ Secret Service อายัดสินทรัพย์คืนมาได้แล้วบางส่วนราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Binance ทุ่ม SAFU เยียวยบคืนแล้ว 90%

เพื่อปกป้องผู้ใช้งาน Binance ประกาศรับผิดชอบความเสียหายทางการเงินทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โดยลูกค้าไม่ต้องแบกรับความสูญเสีย บริษัทจัดสรรงบประมาณสำรองรวมกว่า 6,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้รับประกันและชดเชยสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ใช้งานทั้งหมด 100%

ปัจจุบัน Binance จัดหาสินทรัพย์มาทดแทนและกู้คืนสินทรัพย์ที่สูญหายได้แล้ว 90% ด้วยการเข้าซื้อโทเคนชุดใหม่กลับคืนจากตลาด แหล่งเงินทุนหลักมาจากกองทุนสำรองฉุกเฉิน SAFU มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33,720 ล้านบาท) ซึ่งเป็นทุนสำรอง Bitcoin คุ้มครองลูกค้า ผสมผสานกับเงินกองทุนประกันภัย Futures Insurance Fund และเงินทุนสำรองบริษัท ส่วนสินทรัพย์ที่เหลืออีก 10% บริษัทระบุว่าจะเร่งจัดซื้อชดเชยให้ครบถ้วน 100%

มาตรการคุ้มครองนักลงทุนและการเปิดถอนเงิน

สำหรับการดำเนินงาน Binance ได้จัดทำภาพรวมสินทรัพย์บนแพลตฟอร์มขึ้นใหม่ ณ เวลา 00:00 น. GMT ของวันที่ 31 ตุลาคม เพื่อประกอบกระบวนการพิสูจน์เงินสำรอง (Proof of Reserves) ยืนยันความโปร่งใสแก่ลูกค้าระดับโลก

โดยสกุลเงินดิจิทัลหลัก 10 รายการ ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Tether (USDT), BNB, Solana (SOL), USDC, XRP, USD1, RLUSD และ ZEC ได้รับการค้ำประกันสินทรัพย์เต็มจำนวนในอัตราส่วนอย่างน้อย 1 ต่อ 1 (1:1) นอกจากนี้ Binance ยืนยันเตรียมเปิดระบบถอนเงิน (Withdrawals) ให้ผู้ใช้งานทั่วโลกอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้

ทิศทางความปลอดภัยในโลกการเงินดิจิทัล

วิกฤตแฮก 6.3 พันล้านดอลลาร์ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ถึงอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัล ชี้ให้เห็นว่าแม้แพลตฟอร์มจะมีระบบความปลอดภัยหนาแน่นเพียงใด แต่จุดอ่อนเพียงจุดเดียวจากอุปกรณ์บุคลากรก็สร้างความเสียหายมหาศาลได้

อย่างไรก็ตาม การที่ Binance รับภาระความเสียหายทั้งหมดและดึงกองทุน SAFU มาชดเชยได้ทันท่วงที ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภค แสดงให้เห็นว่ากองทุนสำรองทางการเงินคือปราการสำคัญในการปกป้องนักลงทุน และสะท้อนความจำเป็นในการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูงสุด

ที่มา : bbc

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...