“ชัชชาติ”แจงปมรถขยะ EV ทำตามระเบียบ โปร่งใส เป้าหมายมีรถบริการประชาชน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ชี้แจงกรณีโครงการจัดหารถขยะไฟฟ้า (EV) ของ กทม. ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบด้านงบประมาณจากสภากรุงเทพมหานคร โดยยืนยันว่า การเสนอของบประมาณดำเนินการตามขั้นตอนและระเบียบที่กำหนด พร้อมปฏิเสธประเด็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหาร กทม. กับสภา กทม. โดยระบุว่าพร้อมรับฟังและเคารพการตัดสินใจของสภาในฐานะตัวแทนประชาชน
แจงปมไร้ TOR เหตุยังไม่ถึงขั้นตอนจัดทำ
สำหรับข้อสงสัยกรณี กทม. เสนอขออนุมัติงบประมาณโครงการรถขยะ EV ทั้งที่ยังไม่มีร่างขอบเขตของงาน หรือ TOR นั้น นายชัชชาติ อธิบายว่า ในขั้นตอนเสนอขออนุมัติงบประมาณ กทม. จะใช้ ราคาอ้างอิงจากการสืบราคาจากผู้ประกอบการ เพื่อจัดทำประมาณการและกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณก่อน
เมื่อสภา กทม. อนุมัติงบประมาณแล้ว จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง TOR จากนั้นจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง TOR ตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ดังนั้น สำหรับงบประมาณปี 2570 การที่ยังไม่มี TOR จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับขั้นตอน เนื่องจากยังไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง TOR
รถขยะ EV เริ่มปี 68 ก่อนถูกนำกลับมาขอใหม่
นายชัชชาติ ชี้แจงว่า โครงการรถขยะ EV ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งเริ่มต้นในปี 2570 แต่ กทม. เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 และในขณะนั้นสภา กทม. ได้อนุมัติงบประมาณแล้ว
หลังได้รับงบประมาณ กทม. จึงเข้าสู่ขั้นตอนแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง TOR และเปิดรับฟังความคิดเห็นหลายครั้ง แต่กระบวนการเกิดความล่าช้า และสภา กทม. ไม่ได้อนุมัติให้ขยายระยะเวลา ส่งผลให้ กทม. ต้องยกเลิกงบประมาณปี 2568 และนำโครงการกลับมาขอบรรจุใหม่ในงบประมาณปี 2570
สำหรับปี 2570 กทม. ได้นำร่าง TOR ที่เคยจัดทำไว้ในปี 2568 มาเผยแพร่ให้ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนพิจารณาล่วงหน้า เพื่อให้เห็นแนวทางของโครงการ ขณะที่รายละเอียดของ TOR ในปี 2570 อาจมีการเพิ่มเติมจากเดิม เช่น ระบบ โหลดเซลล์ สำหรับการชั่งน้ำหนักขยะ
จึงเป็นเหตุผลว่า หากระบุว่า “ยังไม่มี TOR ของปี 2570” ก็ถือว่าถูกต้อง เนื่องจากยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่าง TOR อย่างเป็นทางการ
แจงปี 66 ป.ป.ช.ทักท้วงเปลี่ยนรถน้ำมันเป็น EV
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณในปี 2566 นายชัชชาติระบุว่า กรณีดังกล่าวเกิดจากการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทักท้วงการเปลี่ยนรูปแบบการจัดหารถเป็น EV เนื่องจากการตั้งงบประมาณเดิมอ้างอิงราคาของรถขยะที่ใช้น้ำมัน
กทม.จึงต้องยกเลิกแนวทางดังกล่าวและจัดหารถขยะชั่วคราวมาทดแทน จากนั้น กทม. พยายามหาทางเลือกในการจัดหารถขยะ EV ชั่วคราว ซึ่งคาดว่าจะมีราคาต่ำกว่ารถขยะน้ำมันประมาณ 20% แต่ไม่สามารถดำเนินการจัดจ้างได้ จึงจำเป็นต้องกลับไปใช้วิธีจัดจ้างรถขยะน้ำมันจากผู้ประกอบการรายเดิม
อย่างไรก็ตาม กทม. ได้นำราคาอ้างอิง หรือ Benchmark มาใช้ในการต่อรอง ส่งผลให้สามารถต่อรองราคากับผู้ประกอบการรายเดิมลงได้ประมาณ 30% ซึ่ง กทม. ระบุว่าสามารถช่วยประหยัดงบประมาณได้
ไม่ Outsource หมดหวั่นกระทบบุคลากร
อีกประเด็นที่ กทม. ต้องพิจารณาควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถขยะ EV คือรูปแบบการบริหารจัดการบุคลากร ปัจจุบัน กทม. มีพนักงานเก็บขยะประมาณ 7,000 คน และพนักงานขับรถประมาณ 2,500 คน
นายชัชชาติ ระบุว่า หาก Outsource งานทั้งหมดให้ภาคเอกชน อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบุคลากร กทม. จึงเลือกแนวทางทยอยลดจำนวนพนักงานเดิมตามการเกษียณอายุ และเพิ่มสัดส่วนการ Outsource อย่างค่อยเป็นค่อยไป
เหตุผลสำคัญคือ การพึ่งพาภาคเอกชนทั้งหมด อาจมีความเสี่ยง หากเกิดกรณีผู้รับจ้างประท้วงหรือหยุดงาน กทม. จะไม่มีบุคลากรสำรองเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน บุคลากรของ กทม. ยังจำเป็นสำหรับภารกิจฉุกเฉินและงานอื่นๆ ที่ต้องใช้กำลังคนของกรุงเทพมหานครโดยตรง จึงเป็นการปรับโครงสร้างในระยะยาว ไม่ใช่การเปลี่ยนรูปแบบการบริหารทั้งหมดในทันที
กฟน.ลงทุนสถานีชาร์จ กทม.ไม่ต้องควักเงิน
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานรองรับรถขยะ EV นายชัชชาติ ย้ำว่า หลังจากหารือร่วมกัน ได้ข้อสรุปให้ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นผู้ลงทุนและดำเนินการติดตั้งสถานีชาร์จ โดย กทม. ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ลงทุนเอง
เหตุผลสำคัญคือ กฟน. มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า สามารถจัดหาแหล่งจ่ายไฟสำรองจากหลายช่องทาง และมีระบบรองรับกรณีไฟฟ้าดับ
นอกจากนี้ จุดชาร์จที่ติดตั้งยังสามารถรองรับรถขยะไฟฟ้าได้ทุกคัน และสามารถนำไปใช้กับรถไฟฟ้าประเภทอื่นของ กทม. ในอนาคต เช่น รถดูดฝุ่นและรถรดน้ำ
เหตุผลไม่ให้ผู้เช่ารถลงทุนจุดชาร์จ
นายชัชชาติ เสริมว่า สถานีชาร์จเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีอายุการใช้งานระยะยาว ขณะที่สัญญาเช่ารถขยะมีระยะเวลาเพียง 5 ปี หากกำหนดให้ผู้ให้เช่ารถเป็นผู้ลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จ เมื่อครบกำหนดสัญญาและมีการประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่ ผู้ประกอบการรายใหม่อาจต้องลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จใหม่อีกครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน และท้ายที่สุด กทม. อาจต้องเป็นผู้รับภาระต้นทุนเหล่านั้นอยู่ดี การให้ กฟน. เป็นผู้ลงทุนจึงเป็นแนวทางที่ กทม. มองว่าจะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานสามารถใช้ประโยชน์ในระยะยาว และรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของ กทม. ในอนาคต
ปัดงัดข้อสภา กทม. ย้ำพร้อมชี้แจง
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหาร กทม. กับสภา กทม. หลังโครงการรถขยะ EV ไม่ได้รับความเห็นชอบด้านงบประมาณ นายชัชชาติ ยืนยันว่า กทม. น้อมรับและเคารพการตัดสินใจของสภา กทม. ในฐานะตัวแทนของประชาชน
เมื่อสภาไม่เห็นชอบ ฝ่ายบริหารก็ต้องนำข้อมูลกลับไปปรับปรุงและทำหน้าที่ให้ดีขึ้น โดยเห็นว่าการพูดคุยและชี้แจงควรเกิดขึ้นภายในสภา เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจัดสรรงบประมาณจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาและลงมติของสภา กทม.
นายชัชชาติ ย้ำว่า แม้รายละเอียดของโครงการอาจมีทั้งส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ฝ่ายบริหารจำเป็นต้องเลือกแนวทางที่เหมาะสม และพร้อมชี้แจงข้อมูลต่อสภา รวมถึงพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย
เป้าหมายต้องมีรถขยะบริการประชาชน
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่สุดของโครงการ ไม่ใช่ว่ารถขยะจะต้องเป็นรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า แต่คือ กรุงเทพมหานครต้องมีรถขยะเพียงพอสำหรับให้บริการประชาชน ส่วนจะเลือกใช้รถขยะน้ำมันหรือรถขยะไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาและการอนุมัติของผู้ที่เกี่ยวข้อง
พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนางัดข้อกับสภา กทม. และมองว่าการดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้ระเบียบและกระบวนการงบประมาณที่กำหนด
“วัตถุประสงค์หลักคือ ต้องมีรถขยะมาให้บริการประชาชน ส่วนจะเป็นรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้อนุมัติ” ผู้ว่าฯ กทม. ระบุ