"สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" มาฟังเอง สืบพยานคดีบุกรุกป่าราชบุรี "สว.ชีวะภาพ" อดีตหน.ชุดพยัคฆ์ไพร เผยลุยสอบเกือบ 1 ปี รวมหลักฐานมัดผิดอาญา จี้ภาครัฐเร่งฟ้องแพ่ง ที่ดินหลวงเสียหายเกือบ 3 พันไร่!??
วันนี้ (8 ต.ค.69) เวลา 09.00 น.ที่ศาลจังหวัดราชบุรี ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดย นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะอดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ และอดีตหัวหน้าชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร ได้เดินทางมาขึ้นเบิกความต่อศาลในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ปากสำคัญ ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเลยในคดีนี้ ได้เดินทางมายังศาลจังหวัดราชบุรีด้วยตนเองเป็นการส่วนตัวเพื่อเข้าร่วมกระบวนการสืบพยานด้วยเช่นกัน โดยผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นทีมทนายความ ซึ่งคาดว่าเป็นทีมทนายของนางสมพร ได้ช่วยกันเข็นรถขนแฟ้มเอกสารหลักฐานทางคดีจำนวนมากประมาณ 10 แฟ้ม เข้าสู่ชั้นพิจารณาของศาล
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สว. ได้กล่าวถึงคดีดังกล่าว ก่อนขึ้นไปเบิกความในฐานะพยานกับผู้สื่อข่าวว่า คดีนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 จากกรณีที่ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ยื่นเรื่องร้องเรียนว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ของฝั่งจำเลยมากกว่า 1,000 ไร่ ในขณะนั้น ตนเองดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และเป็นหัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร จึงได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมหลายหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นเวลานานเกือบ 1 ปี จนกระทั่งเข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2563 สำหรับการสืบพยาน มุ่งเน้นไปที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ ประเภทใบจอง น.ส.3 ก. เนื้อที่ประมาณ 350 ไร่ และ ภ.บ.ท.5 เนื้อที่ประมาณ 90 ไร่ รวมกว่า 400 ไร่ ในพื้นที่ตำบลรางบัว ซึ่งคณะทำงานได้รวบรวมหลักฐาน กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องไว้อย่างครบถ้วนรอบด้าน ยืนยันว่าการยื่นฟ้องดำเนินคดีเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีการกลั่นแกล้งหรือประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จำเลยยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด นายชีวะภาพ กล่าวว่า ขณะนี้กรมที่ดินได้สั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบทั้งหมดแล้ว ทำให้รัฐได้เนื้อที่ป่ากลับคืนมามากกว่า 2,000 ไร่ เพื่อนำไปฟื้นฟูหรือจัดทำเป็นป่าชุมชนต่อไป อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญในทางกฎหมายว่า ภาครัฐยังไม่ได้มีการดำเนินคดีฟ้องแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย ทั้งที่ประเมินมูลค่าความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เกือบ 3,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ขณะเดียวกันในฝั่งจำเลยที่ 3 กลับมีการฟ้องแพ่งกรมที่ดินจนได้รับการเยียวยาไปแล้ว จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการฟ้องแพ่งดำเนินคดีขนานกันไปโดยเร็ว รวมถึงต้องขยายผลสอบสวนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่นำที่ดินผืนนี้มาขาย หรือผู้ถือครองสิทธิ์สืบต่อกันมา ให้ครบถ้วนทั้งขบวนการ อดีตหัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร ได้เรียกร้องให้ภาครัฐและกรมป่าไม้ปรับปรุง ระบบการบริหารจัดการคดี อย่างเร่งด่วน โดยมีข้อเสนอให้จัดตั้งหน่วยติดตามคดีเฉพาะกิจ ตั้งทีมงานนิติกรกฎหมายขึ้นมาติดตามคดีใหญ่ด้านทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะ เพื่อรักษาสิทธิและติดตามการฟ้องแพ่งของรัฐ ไม่ปล่อยให้คดีเงียบหายหรือล่าช้า
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐสนับสนุนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยยกตัวอย่างนายชีวะภาพเอง ว่า แม้ตนเองจะเกษียณอายุราชการมาแล้วถึง 2 ปี แต่เมื่อถึงเวลานัดสืบพยานกลับต้องเดินทางมาศาลเพียงลำพัง โดยไร้การสนับสนุนหรือการประสานงานจากทีมกฎหมายของหน่วยงานต้นสังกัด หากไม่มีระบบมาซัพพอร์ตเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกราชการ จะส่งผลให้ในอนาคตไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดกล้าเสี่ยงเข้าไปจับกุมหรือทำคดีผู้มีอิทธิพลคดีใหญ่ระดับหลายพันไร่เช่นนี้อีก เรียกร้องให้มีระบบแจ้งความคืบหน้าหรือผลการสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง กลับไปยังชุดจับกุมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเตรียมพร้อมและรับทราบรายละเอียดของคดีได้อย่างถูกต้อง นายชีวะภาพ ย้ำว่า คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญของประเทศ ในการสร้างบรรทัดฐานการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องรักษาป่าไม้ และการสร้างระบบบริหารจัดการคดีทรัพยากรธรรมชาติให้มีความศักดิ์สิทธิ์และมีประสิทธิภาพในระยะยาว