โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดสาร IMF เตือนวิกฤติหนี้-AI สู่เวทีประชุมใหญ่ที่ไทยสัปดาห์หน้า

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 07 ต.ค. เวลา 08.44 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. เวลา 11.05 น.

วันที่ 7 ต.ค.2569 คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กล่าวปาฐกถาเปิดงาน "2026 Annual Meetings Curtain Raiser" ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่ออุ่นเครื่องก่อนการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กอร์เกียวา ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด สัดส่วนจีดีพี (GDP) โลกของภูมิภาคนี้ขยายตัวจาก 25% เป็น 43% นับตั้งแต่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุดเมื่อปี 1991

อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษนี้จะรอดพ้นวิกฤติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการรับมือ 3 ความท้าทายหลัก ได้แก่ การเติบโตของเทคโนโลยี AI, วิกฤติราคาพลังงานยืดเยื้อ และหนี้สาธารณะที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

AI และสงคราม : สองขั้วดึงเศรษฐกิจโลก

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังถูกดึงไปในสองทิศทางตรงข้ามกัน ได้แก่ ผลกระทบด้านลบจากอุปทานพลังงานที่หดตัว และแรงหนุนด้านบวกจากอุปสงค์ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครนซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 และความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียที่ดำเนินมา 8 เดือน รวมถึงความขัดแย้งอื่นๆ กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และขาดนโยบายรองรับ

ในทางกลับกัน AI กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ของเศรษฐกิจโลก เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ต่อ GDP โลกมีแนวโน้มจะแซงหน้าการสร้างทางรถไฟ โครงข่ายไฟฟ้า หรือเครือข่ายโทรคมนาคมในอดีต

ปัจจุบันฮาร์ดแวร์ AI และสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนมากกว่า 10% ของการค้าโลก โดยสหรัฐ จีน และอินเดีย เป็นผู้นำเข้าสุทธิเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ 5 ใน 7 ประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญระดับท็อป 10 ล้วนอยู่ในภูมิภาคเอเชีย

อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้อาจเข้าไปเพิ่มความเสี่ยงด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากประเทศอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้

การขยายตัวของ AI ยิ่งเพิ่มความต้องการใช้พลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับความท้าทายที่สองคือ ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย อาหาร และวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยความมั่นคงทางอาหารยังตกอยู่ในความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังคงทรงตัวอยู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากปัจจัยเสี่ยง และต้นทุนค่าขนส่ง เมื่อบวกกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์จากการกลั่น อีกราว 100 ดอลลาร์ ทำให้ราคาปลีกน้ำมันดีเซล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่การขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังคงได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรป

"หากขอยืมคำพูดจาก Game of Thrones ต้องบอกว่า 'ฤดูหนาวกำลังจะมาเยือน'" กอร์เกียวา กล่าวถึงแรงกดดันด้านราคาที่อาจเพิ่มขึ้นอีก เมื่อประเทศต่างๆ ต้องเริ่มกักตุนพลังงานสำรองรับช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ

หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ในยุคดอกเบี้ยสูง

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงตามไปด้วย ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่นปรับตัวทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2009 และ 1996 ตามลำดับ

โดยหนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีแนวโน้มจะทะลุ 100% ของ GDP ในไม่ช้า กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแบกรับภาระหนี้สูงสุด ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ และประเทศรายได้น้อยเผชิญกับรายได้ที่ต่ำกว่าความสามารถในการชำระหนี้

อีกทั้ง ปัจจุบันส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย และการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยเหมือนช่วง 17 ปีที่ผ่านมา ทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP เป็นเรื่องยากหากปราศจากการรัดเข็มขัดทางการคลัง

กอร์เกียวา กล่าวว่า ประเด็นหลักที่ IMF จะส่งตรงถึงรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกในการประชุมที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์หน้าว่า "เราไม่สามารถประวิงเวลาการดำเนินนโยบายที่จำเป็นได้อีกต่อไป พวกคุณมีเครื่องมืออยู่แล้ว ตอนนี้ขอให้ใช้มันอย่างชาญฉลาด”

กอร์เกียวา กล่าวว่า การจัดระเบียบทางการคลัง ถือเป็นภารกิจที่หนักหน่วงอย่างยิ่ง หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤติที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องเร่งดำเนินการคือ การสื่อสารความจริงแก่ประชาชน

อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุใดการฟื้นฟูวินัยทางการคลังจึงเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นประโยชน์ต่อตัวพวกเขาเอง โดยจะต้องวางแผนจำกัดผลกระทบต่อการเติบโตในอนาคตให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งมีมาตรการค้ำจุนกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม

คุมเข้มนโยบายการเงิน

กอร์เกียวา ย้ำว่า ประเทศต่างๆ ควรมีท่าทีระมัดระวังและดำเนินนโยบายแบบคุมเข้ม (Hawkish) หรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป เนื่องจากปัจจัยการสร้าง AI พลังงาน อาหาร กำแพงภาษี และงบกลาโหม ล้วนกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยความคาดหวัง และผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยี อาจเผชิญภาวะช็อกหากกำไรไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแล และตรวจสอบที่เข้มงวด

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สะสมได้ รัฐบาลต้องปฏิรูปโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโต เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มความยืดหยุ่นในตลาดแรงงาน การอำนวยความสะดวกในการเข้า และออกจากธุรกิจ การเข้าถึงทุนระยะยาว ความมั่นคงทางพลังงาน การตัดลดขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยาก และการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัยเพื่อลดอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการ

นางกอร์เกียวา เน้นย้ำว่า เหตุผลที่สมาชิก IMF มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เกิดจากความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยชี้ว่า"ประเทศต่างๆ ไม่ได้ร่วมมือกันเพราะความสงสาร แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง"

IMF ประเมินว่าหากมีการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง AI จะสามารถเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ถึง 0.5% ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการเพิ่มเม็ดเงินขนาดเท่าเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกภายในหนึ่งทศวรรษ

ซึ่งความสำเร็จนี้ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความพร้อมของตลาดแรงงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อลดอุปสรรค และดึงประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกัน

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...