โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

"ทวี สอดส่อง" แฉปมขยะพิษปราจีนบุรี! ชี้ทุจริตเชิงโครงสร้าง จี้คืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชน

สยามรัฐ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.69 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า “ขยะพิษ” คือผลของการทุจริตเชิงโครงสร้างและช่องโหว่ทางการเงิน ต้องคืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชนผู้เสียหาย

ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรของกลุ่มทุนผูกขาด หรือตัวเลข GDP ที่แลกมาด้วยความพินาศ แต่ต้องวัดกันที่ “สิทธิในการมีชีวิตรอดและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนธรรมดา”

ที่ผ่านมา ผลสำรวจภาคเอกชนเรื่องความไม่โปร่งใสของหน่วยงานรัฐมักถูกตอบโต้ด้วยการแก้ตัวหรือข่มขู่ฟ้องร้อง แต่วิกฤตขยะพิษวันนี้คือ “ประจักษ์พยาน” เพราะหน่วยงานที่ถูกชี้ว่ามีความเสี่ยง ล้วนทำหน้าที่ควบคุมมลพิษ ทางน้ำ ผังเมือง ป่าไม้ โรงงานอุตสาหกรรม ศุลกากร และการบังคับใช้กฎหมาย

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การทุจริตเชิงโครงสร้าง” ที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนใส่ “เกียร์ว่าง” และแปลงตนเป็นนั่งร้านคุ้มกะลาหัวให้อาชญากรสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องรับผิด

ภาพน้ำท่วมชะล้างสารเคมีและกากพิษในจังหวัดปราจีนบุรี จนชาวบ้านต้องถือป้าย “เราไม่อยากเป็นมะเร็ง” คือฟางเส้นสุดท้ายของความสิ้นหวัง

📌 หลักฐานจากรายงานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26

🔸 บ่อขยะพิษสูงเท่าตึก 7 ชั้น : บ่อขยะอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีขยายตัวกว่า 350 ไร่ ขุดลึกเหนือชั้นน้ำใต้ดินเพียง 10 เมตร มีการลักลอบนำสารเคมีนอกใบแจ้งจาก EEC มาทิ้งจนไฟไหม้ปล่อยไอพิษ และกองกากยิปซัมฤทธิ์กรดในอำเภอศรีมหาโพธิถูกฝนชะลงแหล่งน้ำ

🔸 ผังเมืองเอื้อนายทุน : ปล่อยให้ถมดินปิดทางน้ำในอำเภอศรีมหาโพธิ เมื่อน้ำหลากจึงชะสารเคมีและโลหะหนักลงแม่น้ำปราจีนบุรี ทำลายน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน

🔸 นอมินีสวมใบอนุญาต : ทุนต่างชาติใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้า ถือใบอนุญาตตัดบดยาง แต่แอบหลอมสารเคมีและรีไซเคิลกากพิษ เช่น โรงงานในชลบุรีที่ทำผิดถึง 17 คดี แต่ยังเปิดกิจการและปล่อยน้ำเสียลงดิน

🔸 กากแคดเมียม 15,000 ตัน : ถูกขนจากจังหวัดตากไปซุกที่สมุทรสาครและชลบุรี คำถามทางบัญชีคือ กากหลายพันตันหายไปจากระบบได้อย่างไร ทั้งที่ต้องมีใบกำกับการขนส่งทุกเที่ยว

🔸 ด่านศุลกากร พึ่งต่างชาติเตือน : ฝุ่นแดงเตาหลอมเหล็ก (EAF Dust) 816 ตัน (ราว 100 ตู้คอนเทนเนอร์) จากแอลเบเนียเกือบหลุดเข้าไทย และสกัดได้เพราะองค์กรเฝ้าระวังระหว่างประเทศแจ้งเตือนล่วงหน้า แสดงว่าระบบคัดกรองสินค้าขาเข้าของไทยยังมีช่องโหว่ ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกลักลอบนำเข้าต่อเนื่อง

🔸 คดีถูกโยนไปมา : กรณีอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 จังหวัดฉะเชิงเทรา ปนเปื้อนโลหะหนักจนใช้การไม่ได้ แต่ตำรวจท้องที่ บก.ปทส. และ DSI กลับเกี่ยงสำนวน ผมในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยอมรับว่า ปัญหานี้แก้ด้วยคำสั่งฝ่ายบริหารไม่ได้ ต้องแก้ที่กฎหมาย

886377953 1157678296826482 5678004094924678026 N

💰 ช่องโหว่ใหม่ : บริษัทในเครือค้ำประกันกันเอง ชาวบ้านชนะคดี แต่อาจไม่ได้เงินเยียวยา

ขณะที่รัฐบาลประกาศปราบนอมินี กระทรวงพาณิชย์กลับออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 เข้าตำรา “มือถือสาก ปากถือศีล” กฎกระทรวงนี้ยกเว้นใบอนุญาตให้บริการระหว่างบริษัทในเครือ ทั้งงานบริหาร ไอที และ การค้ำประกันหนี้ รัฐจึงมองเห็นเส้นทางเงินในเครือข่ายต่างชาติน้อยลง

ลองนึกภาพตามนี้ครับ

1️⃣ โรงงาน A ทำธุรกิจกากอันตราย มีที่ดินและเครื่องจักร

2️⃣ บริษัทแม่กวาดเงินสดของโรงงาน A เข้าบัญชีกลาง (Cash Pooling) และเรียกเก็บค่าบริหาร ค่าไอทีจากโรงงาน A ทุกเดือน

3️⃣ โรงงาน A เอาทรัพย์สินที่เหลือไปค้ำหนี้ให้บริษัท B ในเครือ

4️⃣ เมื่อสารพิษรั่วไหล ชาวบ้านฟ้องและชนะคดี แต่โรงงาน A อาจเหลือเพียงซากโรงงานกับหนี้สิน แทบไม่มีทรัพย์สินให้บังคับคดี

ที่น่ากังวลกว่านั้น ตัวบทนับความเป็น “บริษัทในเครือ” จาก จำนวนคน ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการซ้ำกันได้ ไม่ต้องดูสัดส่วนทุนเพียงอย่างเดียว เครือข่ายนอมินีที่ถือหุ้นเพียงเล็กน้อยจึงอาจผูกหลายบริษัทให้ค้ำหนี้กันเองได้

ผลคือ กำไรถูกลงบัญชีไว้ที่บริษัทในเครือ แต่ความเสียหายถูกทิ้งไว้กับประชาชน

✅ ข้อเสนอผ่าทางตัน : กระบวนการยุติธรรมที่ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

1. ให้ชุมชนเป็น “ผู้เสียหาย” โดยตรง : ทลายกรอบเดิมที่ศาลมักไม่ถือว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษในวงกว้างเป็นผู้เสียหาย ให้ฟ้องเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นหน้าที่ตามมาตรา 157 ต่อศาลคดีทุจริตฯ ได้เอง และฟ้องผู้ก่อมลพิษได้ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยไม่ต้องรอ ป.ป.ช. ตำรวจ DSI หรืออัยการ เพื่อตัดตอนการดองสำนวนและการแทรกแซงทางการเมือง

2. อุดช่องค้ำประกันในเครือ : ห้ามโรงงานกากอันตรายเอาทรัพย์สินไปค้ำหนี้ให้บริษัทอื่นในเครือ ตัดเกณฑ์ “นับจำนวนคน” ออก และบังคับเปิดเผยภาระค้ำประกันและรายการระหว่างกันในงบการเงิน

3. กองทุนหลักประกันและคุ้มครองสิทธิชุมชน : บังคับโรงงานกากอันตรายวางเงินประกันตามต้นทุนฟื้นฟูจริง ในบัญชีที่บริษัทแม่ถอนไม่ได้ และทำประกันภัยสิ่งแวดล้อม ป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนผ่องถ่ายทรัพย์สินหนี พร้อมตั้งกองทุนช่วยชาวบ้านสู้คดี ป้องกันการถูกฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP)

4. ตรวจบัญชีกาก “เข้า บำบัด คงเหลือ” : ทุกไตรมาส และเปิดเผยต่อสาธารณะ

5. ยกระดับเป็นศาลสิ่งแวดล้อมชำนัญพิเศษ : สั่งระงับกิจการชั่วคราวได้ทันที และในคดีแพ่งให้โรงงานเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าไม่ได้ก่อมลพิษ เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือโรงงาน ไม่ใช่ชาวบ้าน

6. ประชาคมต้องมาจากประชาชนจริง : มติประชาพิจารณ์ต้องมาจากคนในพื้นที่ผลกระทบ หากจัดตั้งประชาคมเท็จต้องดำเนินคดีทันที พร้อมทบทวนกฎกระทรวงที่ถอดเครื่องมือคัดกรองของรัฐ

“ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก และปอดคนไทยไม่ได้มีไว้ฟอกสารพิษ! เมื่อขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากพิษถูกลักลอบกลบฝังบนแผ่นดินเรา ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่ออำนาจในการปกป้องชีวิตกลับคืนสู่มือประชาชน”

แผ่นดิน สายน้ำ และอากาศบริสุทธิ์ คือสมบัติที่เราต้องส่งต่อให้ลูกหลาน เราไม่อาจยอมให้ผู้มีอำนาจนำประเทศไปประเคนให้กลุ่มทุนข้ามชาติเป็นที่ทิ้งขยะแลกผลประโยชน์อีกต่อไป ถึงเวลาที่อำนาจและความยุติธรรมต้องกลับคืนสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
หัวหน้าพรรคประชาชาติ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...