เส้นเงินไม่โกหกใคร! “พุทธ อภิวรรณ” แฉเส้นเงินบริจาค 8 แสน พบโอนถึงคนใกล้ชิด จี้ตำรวจขุดเส้นทางเงิน
เส้นเงินไม่โกหกใคร! “พุทธ อภิวรรณ” แฉพิรุธเงินบริจาค 8 แสน เผยเห็นสลิป-รายการเดินบัญชีพบโอนถึงคนใกล้ชิด ตั้งคำถามเงินช่วยประชาชนหายไปไหน จี้ตำรวจขุดเส้นทางเงินถึงที่สุด
นายพุทธ อภิวรรณ องค์พระบารมี ผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อให้ข้อมูลในฐานะพยาน กรณีบริจาคเงินให้กับมูลนิธิองค์กรทำดีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” โดยใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง
ภายหลังให้ปากคำ นายพุทธเปิดเผยว่า ตนบริจาคเงินให้กับองค์กรดังกล่าวมาแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2568 ทั้งในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมและการช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนใต้ โดยทยอยโอนครั้งละ 1-2 แสนบาท รวมเป็นเงินประมาณ 800,000 บาท ยืนยันว่าการมาพบตำรวจครั้งนี้มาในฐานะพยาน ไม่ได้เข้าแจ้งความหรือเป็นผู้เสียหาย
ส่วนเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น นายพุทธยอมรับว่าไม่ทราบ แต่ที่ผ่านมาเห็นบุ๋ม ปนัดดา ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง จึงเชื่อว่าเงินน่าจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ และไม่ได้ตรวจสอบย้อนกลับไปยังมูลนิธิ เพราะเชื่อว่าผู้บริจาคหลายคนคงไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น พร้อมยอมรับว่าไม่คิดว่าบุ๋มจะมาถึงจุดนี้ได้
เมื่อถามถึงข้อสงสัยกรณีเส้นทางการเงินอาจเกี่ยวข้องกับการซื้อที่ดิน การสร้างพูลวิลลา หรือการสร้างศาลเจ้ามูลค่ากว่า 10 ล้านบาท นายพุทธมองว่า ตำรวจควรนำยอดเงินบริจาคในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 มาเปรียบเทียบกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิ เพื่อดูว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร พร้อมระบุว่าในฐานะผู้บริจาคย่อมรู้สึกไม่โอเค หากเงินที่ตั้งใจนำไปช่วยเหลือประชาชนถูกนำไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่น
นายพุทธยังกล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกคาดไม่ถึงกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้บุ๋ม ปนัดดา จะยังยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง แต่ในฐานะคนทำข่าวที่ได้เห็นข้อมูล ทั้งสลิปและรายการเดินบัญชี ยอมรับว่าพบความผิดปกติของเส้นทางการเงิน รวมถึงการโอนไปยังบุคคลใกล้ชิด ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยหลายประการ
ส่วนกรณีบุ๋มระบุว่าจะนำเงินส่วนตัวมาคืนให้มูลนิธิ นายพุทธมองว่าเป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องจัดการ ขณะที่ในทางกฎหมาย หากเรื่องไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมาย
นายพุทธย้ำว่า ต้องการเห็นความชัดเจนจากการตรวจสอบของตำรวจ เพราะไม่ใช่เพียงความต้องการของตนเอง แต่เป็นสิ่งที่สังคมอยากเห็นความโปร่งใสในการใช้เงินบริจาค พร้อมเสนอให้กรณีนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่มูลนิธิอื่น ๆ เปิดเผยยอดรับและยอดจ่ายให้ชัดเจน โดยเชื่อว่าอาจมีมูลนิธิอื่นถูกตรวจสอบตามมาอีก
สำหรับการบริจาคเงินหลังจากนี้ นายพุทธระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบหรือรู้สึกติดใจ เพราะถือว่าได้ช่วยเหลือไปแล้ว และไม่ได้ใช้ยอดบริจาคไปลดหย่อนภาษี เนื่องจากเป็นการบริจาคด้วยความตั้งใจส่วนตัว ส่วนผู้ที่กระทำผิดก็ต้องรับผลจากการกระทำของตน
ด้านนายนิติธร แก้วโต หรือ “ทนายเจมส์” ทนายความ อธิบายว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาแผ่นดิน เมื่อมีผู้เข้าแจ้งความ ตำรวจจึงต้องสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง โดยนายพุทธมาให้ข้อมูลในฐานะพยาน เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีการบริจาคเงินจริง ซึ่งพนักงานสอบสวนจะรวบรวมไว้ประกอบสำนวน
เมื่อถามถึงแนวทางต่อสู้คดี ทนายเจมส์ระบุว่า ต้องพิจารณาจากเส้นทางการเงินเป็นสำคัญ พร้อมกล่าวว่า “เพราะเส้นเงินไม่โกหกใคร” และมองว่าแม้คดีอาญาจะมีผลอย่างไร ก็ยังต้องพิจารณาความรับผิดทางแพ่งแยกต่างหาก โดยต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีความประมาทเลินเล่อหรือไม่
ส่วนกรณีบุ๋มระบุว่าไม่ทราบเรื่อง ขณะที่นายอธิป หรือ “ก็อต” สามี ออกมายอมรับผิดเพียงคนเดียวนั้น ทนายเจมส์ระบุว่ายังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นการเตี๊ยมกันหรือไม่ เพราะยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ย้ำว่าหากตรวจสอบพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น บุคคลนั้นก็อาจต้องรับผิดตามส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางแพ่งและทางอาญา