โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิเคราะห์เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ บาดแผลทรัมป์ 2.0 ทำไมโอบามาต้องคัมแบ็ก และอนาคตการเมืองอเมริกา

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
วิเคราะห์เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ บาดแผลทรัมป์ 2.0 ทำไมโอบามาต้องคัมแบ็ก และอนาคตการเมืองอเมริกา

บททดสอบครั้งสำคัญของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำลังจะมาถึงในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ กับสมรภูมิการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Election) หรือ ‘ตัวชี้วัด’ ทิศทางการเมืองและอนาคตของเขาและพรรครีพับลิกันในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง

ประเด็นสำคัญ

  • บาดแผลทรัมป์ 2.0 เมื่อผลของนโยบายสวนทางกับความคาดหวัง
  • ทำไมทรัมป์ยังแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้?
  • โอบามาคัมแบ็ก เดโมแครตกำลังขาดผู้นำทางจิตวิญญาณหรือไม่?
  • เลือกตั้งกลางเทอมจะบอกอะไรเกี่ยวกับฐานเสียงอเมริกัน?
  • มิดเทอมสหรัฐฯ 2026 ปูทางเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028?
  • หากรีพับลิกันแพ้ ทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในพรรคหรือไม่?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้ทรัมป์จะสามารถกลับมาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2024 ได้สำเร็จ แต่การบริหารประเทศตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา กลับเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากชาวอเมริกัน โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพที่ยังไม่คลี่คลาย และการบังคับใช้นโยบายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ขณะที่การตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล ทั้งในด้านเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตก็ถูกจับตามองอีกครั้ง โดยเฉพาะการกลับมามีบทบาทของ ‘ผู้มีบารมี’ ภายในพรรคอย่าง บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ลงสนามช่วยหาเสียงในรัฐมิชิแกน แม้จะพ้นจากตำแหน่งมาเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม

การกลับมาของโอบามาทำให้เกิดคำถามว่า พรรคเดโมแครตกำลังเผชิญปัญหาขาดผู้นำที่สามารถเป็นศูนย์รวมทางการเมืองหรือไม่ ขณะที่นักการเมืองคนสำคัญอย่าง เกวิน นิวซอม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย, อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ (Alexandria Ocasio-Cortez) และคามาลา แฮร์ริส (Kamala Harris) อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่างก็ได้รับความสนใจในฐานะบุคคลที่อาจมีบทบาทในการกำหนดอนาคตของพรรค ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028

THE STANDARD สนทนากับ ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์บาดแผลสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 และสถานการณ์ภายในพรรคเดโมแครต ไปจนถึงฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะหากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

บาดแผลทรัมป์ 2.0 เมื่อผลของนโยบายสวนทางกับความคาดหวัง

หากพิจารณาผลงานของทรัมป์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2025 ดร.ปองขวัญประเมินว่า มีนโยบายสำคัญอย่างน้อย 2 ประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของทรัมป์อย่างมาก ได้แก่ นโยบายตรวจคนเข้าเมือง และการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน

ในประเด็นแรก อาจารย์ขยายความว่า ทรัมป์บังคับใช้มาตรการผลักดันผู้อพยพออกจากประเทศอย่างเข้มงวดและรุนแรง แม้จะเข้าใจได้ว่า การควบคุมคนเข้าเมืองจะเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์ใช้หาเสียงมาโดยตลอด แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนที่สนับสนุนเขา โดยเฉพาะชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกหรือลาติน อาจไม่ได้คาดการณ์ว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการอย่างรุนแรงและกว้างขวางถึงระดับนี้

ผลที่ตามมา คือ ความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่คะแนนเสียงที่ลดลง หลังฐานเสียงดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นบาดแผลทางการเมืองของทรัมป์ คือ การตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งในแง่เป้าหมายและทิศทางของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน

อาจารย์ปองขวัญมองว่า การตัดสินใจดังกล่าวยังขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ทรัมป์พยายามสร้างขึ้นในช่วงหาเสียงว่า จะเป็นผู้นำที่ยุติสงคราม หรือหลีกเลี่ยงการนำสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับสงครามครั้งใหม่

นอกจากนี้ อาจารย์ปองขวัญยังวิเคราะห์ว่า แผลทางการเมืองของทรัมป์อีกอย่างหนึ่ง คือ การไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากตัดสินใจสนับสนุนเขา

อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์กลับมาบริหารประเทศ ปรากฏว่า เขายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน

ทำไมทรัมป์ยังแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้?

เมื่อถามว่า ทำไมทรัมป์จึงแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้งในปี 2024 อย่าง ‘ปัญหาปากท้อง’ ไม่ได้ อาจารย์ปองขวัญเริ่มอธิบายว่า ที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานภายในประเทศหาเสียง ผ่านมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อจูงใจให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ ควบคู่กับการลดภาระภาษีให้ประชาชน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินทิปสำหรับแรงงานบางกลุ่ม และการส่งเสริมการผลิตน้ำมันภายในประเทศเพื่อลดต้นทุนพลังงาน

แต่ปัญหาสำคัญ คือ เครื่องมือทางเศรษฐกิจบางอย่างที่ทรัมป์เลือกใช้อาจสร้างผลกระทบสวนทางกับเป้าหมายการลดค่าครองชีพ ตัวอย่างสำคัญคือมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ แนวคิดดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนภาษีบางส่วนถูกผลักภาระมายังผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต และการสร้างงานภายในประเทศยังเป็นนโยบายระยะยาว อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะบริษัทต่างๆ ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ ทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงในสหรัฐฯ ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า

นอกจากนี้ ดร.ปองขวัญยังย้ำว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพผ่านราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ต้นทุนการผลิต และการขนส่งสินค้าในระบบเศรษฐกิจ

“ด้วยเหตุนี้ จึงอาจตั้งคำถามได้ว่า สมมติฐานพื้นฐานของทรัมป์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนถูกต้องมากน้อยเพียงใด เพราะแม้นโยบายเหล่านี้อาจตอบโจทย์การฟื้นฟูภาคการผลิตและอุตสาหกรรมภายในประเทศในระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถลดค่าครองชีพของประชาชนได้ในระยะสั้น” อาจารย์ปองขวัญย้ำ พร้อมชี้ว่า นโยบายของทรัมป์ในบางกรณี อาจกลับทำให้ปัญหาที่เขาสัญญาว่าจะแก้ไขรุนแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย

โอบามาคัมแบ็ก เดโมแครตกำลังขาดผู้นำทางจิตวิญญาณหรือไม่?

หนึ่งในไฮไลต์ของการหาเสียงเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ในโค้งสุดท้าย คือ การกลับมาของผู้มีบารมีในพรรคอย่างโอบามาในรัฐมิชิแกนและรัฐโอไฮโอ พร้อมโจมตีการดำเนินนโยบายทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก่อนจะทิ้งท้ายวิวาทะเดือด โดยเปรียบเทียบว่า รสนิยมของทรัมป์ในการปรับปรุงทำเนียบขาว เหมือน ซัดดัม ฮุสเซน มาเปิดร้านชีสเค้กแฟกทอรี

อนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปรากฏตัวของอดีตผู้นำสหรัฐฯ ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เหตุใดพรรคเดโมแครตจึงยังต้องพึ่งพาเขาในการระดมฐานเสียง หรือสถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการขาดผู้นำที่สามารถเป็นศูนย์รวมของพรรคหรือไม่

ในประเด็นดังกล่าว อาจารย์ปองขวัญตอบคำถามว่า พรรคเดโมแครตกำลังประสบปัญหาในการสร้างผู้นำทางการเมืองที่สามารถเป็นตัวแทนของพรรคในระดับชาติได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การกลับมาของโอบามาก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังกล่าวเพียงประการเดียว

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า หากย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 จะเห็นว่า พรรคเดโมแครตเผชิญความยากลำบากในการคัดเลือกผู้สมัครที่สามารถสร้างความนิยมและระดมการสนับสนุนจากประชาชนได้อย่างกว้างขวาง

เช่นเดียวกับสถานการณ์ขณะนี้ แม้มีนักการเมืองหลายคนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เช่น นิวซอม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ โอคาซิโอ-คอร์เตซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากนิวยอร์ก แต่บุคคลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากเพียงพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์รวมของพรรค

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงสร้างภายในพรรคเดโมแครตที่ประกอบด้วยกลุ่มการเมืองหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มสายกลางไปจนถึงกลุ่มก้าวหน้า ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในเชิงนโยบายและแนวทางทางการเมือง

ในทางกลับกัน โอบามายังคงเป็นบุคคลที่มีทุนทางการเมืองสูง สามารถช่วยระดมฐานเสียงและสร้างความกระตือรือร้นให้ผู้สนับสนุนพรรคได้

อาจารย์ปองขวัญยังระบุทิ้งท้ายว่า การที่อดีตประธานาธิบดีกลับมาช่วยหาเสียงไม่ใช่เรื่องผิดปกติในการเมืองสหรัฐฯ และไม่ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการสรุปว่า พรรคเดโมแครตกำลังเผชิญวิกฤตผู้นำ

เลือกตั้งกลางเทอมจะบอกอะไรเกี่ยวกับฐานเสียงอเมริกัน?

สำหรับการแข่งขันในระดับรัฐ อาจารย์ปองขวัญมองว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงของคะแนนเสียงที่อาจเกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามพื้นที่และกลุ่มประชากร โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีเชื้อชาติ ระดับการศึกษา และฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน

อาจารย์มองว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจช่วยให้เห็นว่า ฐานสนับสนุนของทรัมป์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจไม่สามารถใช้สรุปการเปลี่ยนแปลงของฐานเสียงอเมริกันในระยะยาวได้โดยตรง เนื่องจากในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ พรรคของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ มักสูญเสียที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะเมื่อประชาชนไม่พอใจผลงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ การเลือกตั้งในแต่ละเขตยังมีปัจจัยเฉพาะพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความนิยมส่วนตัวของผู้สมัคร ผลงานของผู้แทนคนเดิม หรือประเด็นทางการเมืองที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญ

ดังนั้น แม้ผลการเลือกตั้งจะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของคะแนนนิยมในบางกลุ่ม แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าฐานเสียงของทั้งสองพรรคกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

มิดเทอมสหรัฐฯ 2026 ปูทางเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028?

นอกเหนือจากการแข่งขันเพื่อครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับนักการเมืองที่สนใจลงสมัครประธานาธิบดีในปี 2028 ผ่านการสร้างสถานะภายในพรรค

อาจารย์ปองขวัญย้ำว่า แม้การเลือกตั้งกลางเทอมจะไม่ได้เป็นการแข่งขันโดยตรงของผู้ที่ต้องการลงสมัครประธานาธิบดี แต่ก็เปิดโอกาสให้นักการเมืองเหล่านี้สร้างเครือข่ายสนับสนุน ผ่านการช่วยหาเสียง การระดมทุน และการเพิ่มบทบาททางการเมืองในระดับชาติ

สำหรับบุคคลที่น่าจับตามองของพรรคเดโมแครต ดร.ปองขวัญชี้ไปที่ชื่อของ คือ นิวซอม หลังมีบทบาทต่อต้านนโยบายของทรัมป์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีการส่งกองกำลัง National Guard เข้าไปในนครลอสแอนเจลิส ระหว่างการประท้วงต่อต้านนโยบายตรวจคนเข้าเมือง

ขณะที่ชื่ออีกคนหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้ คือ แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2024 แต่ยังคงมีฐานสนับสนุนภายในพรรค และเริ่มกลับมามีบทบาทด้วยการเดินสายช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครเดโมแครตในหลายรัฐ

ขณะที่ฝั่งรีพับลิกัน บุคคลที่ได้รับความสนใจคือ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะแวนซ์ที่มีส่วนช่วยหาเสียงให้พรรครีพับลิกัน

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปองขวัญมองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าใครจะได้เป็นตัวแทนพรรคในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 เพราะการแข่งขันภายในพรรคยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ และผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของบุคคลเหล่านี้ด้วย

หากรีพับลิกันแพ้ ทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในพรรคหรือไม่?

มาถึงฉากทัศน์ในทางการเมืองสหรัฐฯ หลังเลือกตั้งกลางเทอม THE STANDARD ตั้งคำถามว่า หากพรรครีพับลิกันพ่ายแก้ จะกระทบอำนาจรัฐบาล รวมถึงบทบาททรัมป์ในการกำหนดทิศทางพรรคมากน้อยเพียงใด

ในประเด็นดังกล่าว อาจารย์ปองขวัญอธิบายว่า ผลกระทบของการเลือกตั้งกลางเทอมต่อรัฐบาลทรัมป์จะขึ้นอยู่กับว่าพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาใด เช่น ในกรณีที่พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร การผลักดันกฎหมายเพื่อสนับสนุนนโยบายของทรัมป์จะทำได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน เดโมแครตยังสามารถใช้อำนาจของสภาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เช่น การเรียกเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูลหรือการตั้งคณะกรรมการสอบสวน

แต่หากเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ด้วย ก็จะยิ่งเพิ่มข้อจำกัดต่อรัฐบาล โดยเฉพาะกระบวนการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารผ่านคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Orders) ได้เช่นเดิม โดยเฉพาะด้านนโยบายต่างประเทศและการตรวจคนเข้าเมือง แม้จะเผชิญแรงกดดันและการตรวจสอบจากสภาคองเกรสมากขึ้นก็ตาม

ส่วนผลกระทบต่ออำนาจของทรัมป์ภายในพรรครีพับลิกัน อาจารย์ปองขวัญมองว่า เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา เนื่องจากที่ผ่านมา มีสมาชิกพรรคบางส่วนแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่านและมาตรการภาษีนำเข้า

นั่นหมายความว่า หากรีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็อาจทำให้สมาชิกพรรคบางส่วนเริ่มตั้งคำถามกับแนวทางทางการเมืองของทรัมป์ รวมถึงพยายามรักษาระยะห่างจากประธานาธิบดีในบางประเด็นมากขึ้น

อย่างไรก็ดี อาจารย์ปองขวัญย้ำว่า ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายไม่ได้หมายความว่า ทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางพรรคทันที เนื่องจากเขายังคงมีฐานสนับสนุนสำคัญภายในพรรครีพับลิกัน

ด้วยเหตุนี้ ผลการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายด้าน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส ทิศทางการดำเนินนโยบายในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์ และการแข่งขันเพื่อกำหนดอนาคตของพรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...