โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กสิกรไทย เตือนภัยโลกร้อนจ่อสร้างความเสียหาย 3 เท่า ลุยอัดสินเชื่อสีเขียว 5 แสนล้าน ดันธุรกิจปรับตัว

เดลินิวส์

อัพเดต 30 ตุลาคม 2569 เวลา 1.32 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
กสิกรไทยเตือนภัยโลกร้อนจ่อสร้างความเสียหายพุ่ง 3 เท่า ลุยอัดฉีดสินเชื่อสีเขียว 5 แสนล้าน หนุนธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

วันที่ 29 ต.ค. 69 ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ "เดลินิวส์" ได้จัดงานเสวนา Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ Climate Ready 2027 : โลกเปลี่ยน เราต้องพร้อม ซึ่งได้เปิดวงเสวนา READY OR NOT? “โลกเปลี่ยน แล้วเราพร้อมหรือยัง?” จาก 3 ผู้เชี่ยวชาญชื่อดัง ประกอบด้วย ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย, นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม (LACO) และ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า หากให้คะแนนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรับมือกับความท้าทายในประเทศไทยคะแนนเต็ม 10 คงให้เกิน 5 คะแนน เพราะในภาคธนาคารนั้นได้เริ่มดำเนินงานมาบ้างแล้ว ทั้งจากแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการนำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ การพัฒนา Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐาน จัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อระบุอย่างชัดเจนว่ากิจกรรมใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์ร่วมกันออกแนวทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ ในภาพรวมทั้งระบบธนาคารได้ยอดการอนุมัติสินเชื่อเพื่อการปรับตัวและความยั่งยืนในระบบธนาคารสูงขึ้นไปแตะระดับ 1.35 ล้านล้านบาท อย่างธนาคารกสิกรไทย ถือเป็นธนาคารแรกๆ ที่ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามเป้าหมายของประเทศ และได้เตรียมเงินสินเชื่อสีเขียวไว้ 4-5 แสนล้านบาท ในกรอบดำเนินงานระหว่างปี 65-73 เพื่อช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ จากเดิมที่จะใช้วงเงิน 1-2 แสนล้านบาท เพราะผ่านไปไม่ถึงครึ่งทาง ยอดปล่อยสินเชื่อเติบโตอย่างก้าวกระโดดทำให้ต้องปรับวงเงินขึ้นมาอีก 2.5 เท่า ซึ่งปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความตระหนักและความต้องการปรับตัวของผู้ประกอบการและลูกค้าธุรกิจเอง

สำหรับภาพรวมเครือกสิกรได้มีการร่วมมือกับ S&P Global เพื่อประเมินความเสี่ยงและความเสียหายจากภัยพิบัติของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยรวบรวมข้อมูลความเสียหายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าความเสียหายมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทยราว 170,000 ล้านบาทต่อปี และมีการประเมินว่าหากโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.37 ล้านล้านบาทต่อปี ภายในปี 93 หรือเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือไม่ได้มีเพียงน้ำท่วม แต่ยังมีอย่างน้อย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. อุณหภูมิที่สูงขึ้นและความร้อนจัดอาจส่งผลกระทบต่อผลิตภาพของแรงงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง รวมถึงส่งผลต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องพิจารณาการลงทุนด้านสถานที่ทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวก 2. ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำ ซึ่งมีบางธุรกิจเริ่มเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงในอนาคตแล้ว ทั้งการจัดทำแผนงานและการเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการดำเนินงาน และ3.ความเสี่ยงอื่น ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะหากยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมโดยไม่ปรับตัว ความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องอาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ธ.กสิกรไทยมองว่าสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับตัว โดยสามารถใช้การจัดสรรสินเชื่อเป็นกลไกช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยได้มีการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่ธนาคารให้แก่ลูกค้า เพื่อให้เห็นว่าการสนับสนุนทางการเงินของธนาคารเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับใด โดยแนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาประกอบการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ซึ่งการประเมินข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ธนาคารและภาคธุรกิจเห็นภาพความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจนขึ้น และสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

ขณะเดียวกัน จากความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของลูกค้า ทั้งในแง่ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ความสามารถในการขายสินค้า และรายได้ที่อาจลดลงหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมาตรฐานการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากธุรกิจไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการส่งออกสินค้าและเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงาน

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงของลูกค้าให้รอบด้าน ไม่ได้พิจารณาเพียงผลกำไรหรือความสามารถในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องประเมินถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการสร้างรายได้ แนวโน้มการเติบโต การเตรียมแผนรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ตลอดจนการทำประกันภัยเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ดร.วิชัย กล่าวว่า หากธุรกิจไม่ได้เตรียมความพร้อม เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นอาจทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก รายได้หายไป และส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้คืนให้กับธนาคาร ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงจึงเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ ขณะเดียวกัน ธนาคารยังมีบทบาทในการช่วยให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนมากขึ้น โดยธนาคารมีการให้สินเชื่อสีเขียวแล้วกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนธุรกิจในหลายด้าน

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีสินเชื่อที่ช่วยให้ผู้ประกอบการลงทุนในอุปกรณ์หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ โดยการสนับสนุนสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงและวงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับลูกค้าที่ต้องการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

"การเตรียมพร้อมธุรกิจเปรียบเทียบกับนักมวยที่ต้องฝึกฝนเพื่อรับมือกับคู่ต่อสู้ที่มีรูปแบบแตกต่างกัน ผู้ประกอบการไม่สามารถเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงเพียงรูปแบบเดียวได้ แต่ต้องพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่หลากหลาย เพื่อให้ธุรกิจสามารถผ่านพ้นวิกฤติและกลับมาดำเนินงานได้ แม้จะได้รับผลกระทบอย่างหนักก็ตาม"

สำหรับแนวทางเตรียมความพร้อม ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเอง โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในตลาดส่งออก ประเมินผลกระทบหากไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือส่งออกสินค้าได้ตามปกติ รวมถึงพิจารณาว่าการลงทุนเพื่อปรับตัวจะช่วยสร้างรายได้หรือลดความเสี่ยงในระยะยาวได้จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผู้ประกอบการต้องประเมินผลตอบแทนและกระแสเงินสดควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนดังกล่าวจะไม่กระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและชำระหนี้ แม้การสนับสนุนธุรกิจสีเขียวจะเป็นทิศทางที่ดี แต่การปล่อยสินเชื่อยังต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระคืน เนื่องจากแหล่งเงินทุนหลักของธนาคารมาจากเงินฝากของประชาชน ธนาคารจึงต้องรักษาความน่าเชื่อถือและบริหารจัดการเงินทุนอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถนำเงินกลับคืนสู่ระบบและพร้อมสนับสนุนลูกค้ารายอื่นได้อย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...