เกิดใหม่เป็นมารดาอวบของทารกมาร (อ่านฟรีวันละตอนจนจบ)
ข้อมูลเบื้องต้น
https://novel.dek-d.com/ebook/15176/
อีบุคเล่มจบมาแย้วน้าาาา
“มาเป็นกำลังใจ ให้ทารกมารตัวน้อยกันน้า เผื่อว่าน้องจะได้ดังหวัง"
เนื้อเรื่องจะค่อยละเมียดละไม กานไปทีละตอนน้า ไม่มีตอนไหน ตูม! แต่จะปายกานเนอะ ประสาเรา
ชาวทารกมาร อัยหยะ!!
ตอนที่ 21 เปนต้นปาย จาปลดลอคห้ายอ่านฟรีกานวันละตอนน้า
ป้อแม๊ ผู้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้จะเปย์อ่านก่อนก็ด้าย ตำลึงมารตงจามตงจี่จาได้มีปายสำนัก
ถูกสามีทิ้งเพราะอ้วน
“ตึง ตึง ตึง”
“กรี้ดดด… พระสนมอย่าวิ่งเพคะ”
“หวางเซ่อขอบใจนะที่เจ้าเป็นห่วง กลัวข้าหกล้มอีกเหรอ” ซุนเซียงยอมทำตามบ่าวข้างกายเพราะคิดว่าอีกฝ่ายหวังดีต่อตน
“พะ…เพคะ ค่อยๆเดินเดี๋ยวก็ถึง “ ผู้เป็นบ่าวนั้นหาได้ห่วงนายไม่ ความจริงนางกลัวสะพานหักต่างหาก เดี๋ยวจะโดนฝ่ายซ่อมแซมดุด่า… สนมเอกเคลื่อนกายไปจุดไหนสะพานเล็กสะพานน้อยเชื่อมตำหนักมักชำรุดเสมอเรื่องนี้นินทากันไปทั่ววัง สร้างความอับอายให้เธอเหลือเกิน
“ไม่ได้หรอกข้าต้องรีบ องค์รัชทายาทเรียกหาด่วนแบบนี้ แสดงว่าพระองค์มีเรื่องสำคัญมาก สงสัยอยากเห็นหน้าข้าและลูกสักครั้งก่อนออกไปรบชายแดนเป็นแน่” พูดพลางเร่งฝีเท้า พร้อมลูบท้องกลมป่องที่เต็มไปด้วยไขมันของตนเองอย่างคาดหวัง
“เพคะ แต่ทรงห่วงพระวรกายของตนเองบ้างเถิด “ หวางเซ่อเออออไปตามเรื่อง แม้ความจริงนั้นต่างกันลิบลับก็ตาม สนมเอกไม่เคยถูกเรียกไปส่งองค์ชายแบบเป็นทางการสักหน จำได้ว่าล่าสุดสนมจางเหมยต่างหาก ที่ได้มอบผ้าเช็ดหน้าของตนแก่องค์รัชายาทหน้าประตูวังเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ
“ว้าย ช่วยด้วยแผ่นดินไหว”
บรรดาบ่าวรับใช้ของสนมจางเหมยที่แห่ตามนายนับสิบคนนั้น ต่างพากันส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดโดยไม่ต้องสั่ง เมื่อสองขบวนมาเจอกันหน้าทางเข้าตำหนักขององค์รัชทายาท
“พวกโง่ แผ่นดินของขุยหลางล้วนอยู่ดีมีสุขและมั่นคงมาช้านาน จะสั่นไหวได้เยี่ยงไร ที่พื้นมันเป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำหนักของสนมซุนเซียงต่างหาก” พูดพร้อมกับมองไปยังเรือนร่างอ้วนกลมที่ยืนหอบอยู่…ช่างน่าสนมเพชดูสิเดินมาไม่กี่ก้าวทำท่าจะตายเข้าให้ ทำไมไม่ตายๆไปเลยก็ไม่รู้จะได้ไม่ต้องวางแผนกำจัดให้เหนื่อยยาก
“จางเหมย เจ้าอย่ามายั่วโมโหข้านะ แล้วมารยาทหนะพกมาบ้างไหมข้าเป็นถึงสนมเอกข้างกายขององค์ชาย เจอหน้าควรทำไงไม่รู้เลยรึ”
“เหอะ!! สนมเอก ตำแหน่งที่ได้มาเพราะพ่อนี่คงภูมิใจมากสินะ ถามจริงๆเถอะปีนี้ทั้งปีองค์ชายเรียกหาท่านสักครั้งไหม” จางเหมยแซะอย่างอดไม่ไหว เธอเกลียดชายผู้นี้เข้าไส้เพราะอีกฝ่ายอยู่ในตำแหน่งที่ไม่คู่ควรสักนิด ดูเถอะตั้งแต่หัวจรดเท้าตรงไหนที่ไม่มีไขมันย้อยบ้าง คนอัปลักษณ์เช่นนี้สมควรจะขึ้นเป็นชายาขององค์ชายหรือ
“เรียกสิ ไม่งั้นเราจะท้องเรอะ!”
“ท้อง แหม แหมกล้าพูดนะ หมอทั้งสำนักที่ไปตรวจก็ล้วนแต่ยืนยันตรงกันว่าไม่จริงยังจะแถ…อ้วนๆจนไขมันจุกอก ยังเที่ยวบอกคนอื่นว่าตัวเองตั้งครรภ์อีก ไม่รู้จะหน้าหนาไปถึงไหน”
“หุบปากเลยนะไม่งั้น ข้าจะฟ้องเสด็จพี่ว่าเจ้ามันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” ซุนเซียงโมโหจนไขมันกระเพื่อมไปทั้งร่าง และทำท่าจะกระโดดเข้าไปขย้ำคออีกฝ่าย แต่เสียงหนึ่งดันดังขึ้นซะก่อน
“พวกเจ้าจะเถียงกันอีกนานไหม ข้าจะได้ไม่ต้องรอ“ร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อ คมเข้ม แต่ดูดุดันนั่นส่งเสียงกราดเกรี้ยวออกมาครั้งเดียวก็เดินกลับเข้าไปในห้องรับรองของตำหนัก
“เสด็จพี่รอหม่อมฉันด้วย”จางเหมยร้องตาม
“เสด็จพี่รอน้องด้วยเพคะ ซุนเซียง…แว้กก!!! ”ร่างอ้วนกะจะวิ่งแข่งบางคนเข้าไปหาสามี แต่ดันสะดุดบางอย่างจนเซซัดๆ ดีที่ประคองตนเองไว้ทันไม่งั้นคงได้ล้มฟุบล้มฟาบลงไปคาบดิน
“ท่านพ่อมะมีเรื่องอะไรรึ” พอรอดจนเข้ามาในห้องได้ทีหลังเพื่อน ก็รีบถามพ่อตนทันทีเพราะสงสัยในบรรยากาศแสนอึมครึม
“พระสนมนั่งลงก่อนเถอะ” ชายวัยกลางคนบอกลูกชายที่เหงื่อท่วมร่าง ให้ไปนั่งตรงหน้าขององค์ชาย พลางลอบถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า
“เอาหละ มากันครบแล้วหมิงฟายอ่านราชโองการได้”
“พะยะค่ะ อะแฮ่ม…“
คนที่นั่งหอบอยู่นั้นคราแรกไม่ค่อยใส่ใจฟังเสียงขององครักษ์ส่วนพระองค์ของสามีตนนัก เพราะมัวแต่ชื่นชมความรูปงามของสามีอยู่อย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งท้ายๆ นั่นแหละถึงได้ยินคำว่า”ด้วยเหตุนี้…จึงขอปลดสนมเอกซุนเซียงออกจากตำแหน่ง” ดังก้องหูวนไปวนมา
“ทะท่านพี่ หมายความว่ายังไง ปลดข้า…แล้วใครจะขึ้นเป็นชายาหละ”
“หมิงฟายอ่านอีกรอบ”
“ไม่ต้อง! ข้าไม่ได้หูหนวก”ซุนเซียงโกรธระคนน้อยใจจนปากสั่น ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเรียกตนมาเพื่อไล่ออกจากตำแหน่งเขาพยายามตั้งสติแล้วถามหาเหตุผล” คนอ้วนห้ามเป็นสนมนี่หนะ ใครเป็นคนตั้งกฎ ราชโองการปลอมๆนี่ถามหน่อยเถอะองค์จักรพรรดิรู้เรื่องแน่รึ “
“บังอาจ เจ้าคิดว่าข้าไม่มีอำนาจออกราชโองการยังงั้นเรอะ”
“เสด็จพี่ ถึงกระหม่อมไม่รู้การบ้านการเมืองแต่การออกคำสั่งปลดว่าที่ชายาตอนองค์จักรพรรดิไม่อยู่มันสมควรเช่นนั้นรึ ไม่รู้หละให้ตายข้าก็ไม่ยอมรับคำตัดสินเด็ดขาด” ชายหนุ่มเชิดหน้าใส่สามี โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าท่าทีของตนนั้นทำให้อีกฝ่ายโมโหจัดจนต้องสร้างกระบี่ปรานแล้วทิ่มมันไปยังร่างอ้วนๆอย่างรวดเร็ว
“เจ้าจะสละตำแหน่งดีๆ หรือให้ข้าประทานความตายให้!”
ปลายกระบี่สีม่วงในมือของตงหยางแทงตรงหน้าผากของสนมเอกแม้ตั้งใจจะทำแค่ขู่ แต่หยดเลือดที่ไหลย้อยออกมาคือของจริง ภาพตรงหน้าทำให้ซุนซีถึงกลับต้องรีบถลาเข้าไปขวางเพื่อปกป้องชีวิตลูกชายคนเดียวของตน
“องค์รัชทายาทไว้ชีวิตซุนเซียงด้วย”
“ทะท่านพ่อข้ายอมตาย หากจะให้หม่อมฉันสละตำแหน่งเพียงเพราะ…อ้วน ก็ฆ่าทิ้งตอนนี้เลยเถอะท่านพี่”สนมเรือนร่างตุ้ยนุ้ย ส่งเสียงยืนยันความตั้งใจด้วยรู้ดีว่าเหตุผลของการปลดตัวเองออกจากตำแหน่งครั้งนี้นั้นหาใช่เรื่องน้ำหนักส่วนเกินไม่ แต่เป็นเพราะสามีต้องการแต่งตั้งสนมเอกคนใหม่ต่างหาก
“ปากกล้านักนะ ถอยไปขุนนางซุนหรือเจ้าอยากจะตายอีกคน”
ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความโกรธ ถีบพ่อตาของตนเองออกเพื่อได้บั่นคอสนมไร้ค่า ทั้งที่ได้ตำแหน่งนี้มาเพราะอาศัยบารมีพ่อแท้ๆ แต่นับวันยิ่งกำเริบให้สละตำแหน่งดีๆไม่ชอบ กลับพูดจาถือดีกล้าท้าทายอำนาจ น่าฆ่าให้ตายนัก
“องค์ชาย ได้โปรดอย่าทำแบบนี้เลยพะยะค่ะ กระหม่อมจะพาลูกออกจากวังเอง” แม้ถูกเตะถูกถีบแต่หัวหน้าหมอหลวงก็ไม่ยอมแพ้รีบเข้ามาขวางมาห้ามไว้ต่อ พร้อมยินดีหลีกทางให้ขอแค่ไว้ชีวิตลูกชายก็พอ
“ไม่!! ตายเป็นตายให้มันรู้กันไปว่าเสด็จพี่จะฆ่าลูกฆ่าเมียได้ หม่อมฉันจะไม่ยอมให้นังจางเหมยมาครองตำแหน่งนี้เด็ดขาด องค์ชายท่านคิดเหรอว่านังนั่นจะมีลูกให้ได้” ซุนเซียงน้ำตาไหลพรากๆแต่ยังคงส่งเสียงกร้าวใส่สามี พร้อมชี้หน้าด่าว่าที่สนมเอกคนใหม่” ทุกอย่างเป็นแผนของเจ้าใช่ไหม นังชั่วช้า คิดรึว่าจะทำอะไรข้าได้ไว้ให้องค์จักรพรรดิกลับมาก่อนเถอะได้เห็นดีกันแน่”
“เสด็จพี่เพคะ…เหมือนสนมซุนเซียงจะเข้าใจน้องผิดไปใหญ่แล้ว” จางเหมยรีบหลั่งน้ำตาสู้ ซึ่งเหมือนจะได้ผลดีนัก ผู้เป็นสามีตะคอกใส่ร่างอ้วนเสียงลั่นห้อง
“ยังคิดจะสร้างเรื่องโกหกให้หัวขาดอีกรึ ข้าเคยเข้าหาเจ้าตอนไหนแค่เห็นไขมันกระเพื่อมก็จะอ้วกแล้ว ถ้าเจ้ามีลูกจริงยิ่งสมควรถูกประหาร เพราะมันต้องเป็นลูกหมาไม่ใช่ลูกของข้า“ตงหยางสลัดคนเกาะแข้งเกาะขาออก เพื่อจะได้ไปบีบคอร่างที่สร้างแต่ความเสื่อมเสียให้ตนตรงหน้า แต่เหมือนขุนนางซุนจะไม่ยอมปล่อยง่าย
“ซุนเซียงพอได้แล้ว! องค์รัชทายาท พวกกระหม่อมขอสละทุกอย่างพะยะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหัวหน้าหมอหลวง หรือตำแหน่งสนมเอก ขอได้โปรดยกโทษให้ลูกข้าด้วย เด็กคนนี้โง่เขลาเบาปัญญานัก ท่านอย่าได้ถือสาเลย”
“ข้าไม่ถือสา แต่จะฆ่ามันทิ้ง…ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!”
“มาเลยเพคะ ฆ่าหม่อมฉันเลย ผู้คนจะได้รู้กันไปทั่วว่าองค์รัชทายาทเนรคุณและสับปลับเชื่อถือไม่ได้ แม้แต่เมียที่เคยช่วยชีวิตตนก็ประหารลงคอ”
“ท้าเรอะ งั้นก็อย่าอยู่เลย”
“องค์ชายได้โปรด หากพระองค์เว้นโทษตายให้ซุนเซียงครั้งนี้ บุญคุณทุกอย่างคือหายกันพะยะค่ะ กระหม่อมยินดีทำสัญญา…”
“ท่านพ่อไม่ได้นะ ทำแบบนั้นยิ่งเข้าทางพวกมัน ท่านพ่อ อื้อ…” ขุนนางซุนรีบพุ่งเข้าหาลูกชายแล้วใช้มือปิดปากอีกฝ่ายไว้ ไม่อย่างนั้นเรื่องจะยิ่งไปกันใหญ่ ใครจะได้ผลประโยชน์จากการที่เขาสละตำแหน่งหัวหน้าหมอหลวง ก็ช่างมั่นเถอะตราบใดที่ยังมีชีวิตรอดเรื่องอื่นค่อยแก้ไขทีหลัง
“หึ หึ ขุนนางซุน เจ้ามั่นใจในสิ่งที่พูดมาใช่ไหม” ชายหนุ่มชะงัก เพราะอยากจะหลุดพ้นจากบ่วงเวรบ่วงกรรมนี่เต็มทีแล้ว บุญคุณที่เจ้าอ้วนมันช่วยตนจากการจมน้ำจะได้จบสิ้นกันที …เรื่องฆ่าเอาไว้ทำทีหลังก็ยังไม่สาย
“พะยะค่ะ กระหม่อมรู้ดีว่าซุนเซียง ทำผิดกฎของราชสำนัก” แม้ราชโองการที่ว่า… ผู้มีน้ำหนักมากกว่าหมูห้ามเข้ามาถวายตัวเป็นสนมนั้นจะพึ่งประกาศไปเมื่อวาน แต่ความจริงก็คือความจริง ในวังนี้มีเพียงสนมเอกซุนเซียงที่อ้วนกลมพอๆกับโอ่ง นอกนั้นล้วนแต่เอวบางร่างน้อย แถมมีใบหน้างดงามหยาดฟ้ามาดินทั้งสิ้น
“อื้อ อือ อือ แอ่ก!!”
คนที่ดิ้นรนเพื่อจะกราดเกรี้ยวใส่สามี ถูกบิดาจี้จุดให้สลบไปในอ้อมแขน
“พูดแบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย หมิงฟายเอากระดาษมา” ตงหยางเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้เต็มที ปีกว่าแล้วที่ชีวิตต้องตกต่ำ เดินไปไหนก็มีแต่เสียงครหาว่าตนจะเอาหมูเป็นชายา ในที่สุดปัญหาอันเรื้อรังมานานก็ถูกแก้ไข ชายหนุ่มรีบทำหนังสือสัญญาเป็นทางการเพื่อยึดตำแหน่งของสองพ่อลูกคืน…โชคดีท่านพ่อท่านแม่ไปต่างเมือง….เรื่องนี้จึงจัดการได้อย่างฉับไวโดยไม่มีใครคิดค้าน
“กระหม่อม ขออะไรสักอย่างได้หรือไม่”
“เจ้ายังจะอยากได้ทรัพย์สินเงินทองอีกรึ ขุนนางซุนกฎก็คือกฎหลังถอดยศข้าไม่สามารถให้ ตำลึงพวกเจ้าไปตั้งตัวได้แม้แต่อีแปะเดียว ไม่งั้นจะเรียกว่าเป็นการลงโทษได้ไง แค่เว้นโทษตายให้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะ”
“เปล่าขอรับ…ข้าแค่อยากให้องค์รัชายาทระบุไปในสัญญาว่า ซุนเซียงสามารถแต่งงานใหม่ได้” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขอครั้งสุดท้าย ด้วยไม่อยากให้ลูกชายติดอยู่กับประเพณีดั้งเดิมที่ว่า…คนเคยเป็นสนมแม้จะถูกปลดแล้วก็ห้ามเข้าหอกับใครอีกเด็ดขาด ต้องอยู่เป็นโสดไปจนตลอดชีวิต
“เหอะ! นี่ยังคิดว่ามันจะขายออกอีกเรอะ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าใช้ตำแหน่งหัวหน้าหมอหลวง เข้าทางพ่อข้า ไอ้หมูนี่จะได้ตำแหน่งสนมเอกมาไหม” คิดแล้วแค้น เรื่องนี้องค์จักรพรรดิจัดการตอนเขาออกไปรบชายแดนแบบไม่คิดจะสอบถามความรู้สึกกันแม้แต่นิด กลับมาก็กลายเป็นว่ามีว่าที่ชายาอ้วนกลมเรียบร้อย
“กระหม่อมขออภัย…แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็มีซุนเซียงเป็นลูกชายเพียงคนเดียว ที่พอจะสืบเชื้อสายตระกูลซุนต่อได้ หากให้ครองโสดไปจนตายตามกฎ…”
“หึ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเพิ่มเรียบร้อยลงนามซะ” …ช่างเป็นพ่อที่ลุ่มหลงลูกแบบไม่ลืมหูลืมตาเหลือเกิน ไอ้ขยะชิ้นนี้ไร้ปราณแท้ๆ ยังจะหวังให้สืบสกุล…ช่างเถอะให้พวกมันฝันเฟื่องกันไปตามสบาย ขอแค่อย่าได้มายุ่งเกี่ยวกับราชวงค์อีกก็พอ
“พวกมันเริ่มออกเดินทางยัง”
“เพคะ ตอนนี้หมอซุนพาลูกชายออกไปจากวังทางทิศใต้ แต่สนมเอกอย่าวิตกเลย สองพ่อลูกนั่น ไม่มีทางที่จะรอดพ้นนักฆ่าเงาของพวกเราหรอก “หลินหลงรีบรับประกัน เพราะพอถูกถอดตำแหน่งฝ่ายนั้นก็ไร้เขี้ยวเล็บ ถึงจะมีปราณขั้นห้าแต่หาประโยชน์ไม่ได้ ปราณหลอมยาจะมีค่าอะไรเมื่ออยู่ในสนามต่อสู้
“แน่ใจนะว่าไม่มีใครติดตามอารักขา” ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสีดำกรุยกราย ถามขณะแววตาคู่สวยไม่มองหน้าอีกฝ่ายแม้แต่นิด เพราะกำลังจิบสุรารสหวานฉ่ำ ฉลองชัยชนะที่พึ่งได้มาสดๆร้อนๆ …ยิงนกครั้งเดียวร่วงตั้งสองตัวเรียกว่าประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหลายเท่า
“โถพระสนม แม้แต่ม้าสักตัวพวกมันยังไม่มีปัญญาหามาขี่เลยขอรับ ต้องเดินเท้าเอา”
“โง่ชะมัดคงคิดว่าตำแหน่งของตนและลูกมั่นคง และเป็นที่โปรดปราณขององค์จักรพรรดิ ถึงไม่รู้จักสะสมสมบัติและกองกำลังไว้บ้าง คนแบบนี้อยู่รอดในวังมาได้ไงตั้งหลายปี เออ…แล้วเสด็จพี่ยังคอยข้าอยู่ที่ตำหนักหรือเปล่า”
“เพคะ องค์รัชทายาท ให้แจ้งว่าจะรอเสวยมือค่ำกับพระสนม”
“เห้อ..อยากเสวยมื้อค่ำแน่เร้อ” ชายหนุ่มร่างบางทำท่าเบื่อหน่ายนิดๆ เพื่อให้คนสนิทอิจฉาเล่นก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม ” ส่งคนไปเพิ่มอีก ตายก็ต้องเห็นศพ… ห้ามให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด “สั่งเสร็จก็เดินหนีเข้าไปในห้องนอน เพื่อเตรียมตัวไปพบกับคนอยากเสวยตน ค่ำคืนที่ไม่มีหมูมาขวาง ต้องจัดหนักกับสามีทั้งคืนแล้วหละ จะได้ท้องซะที
“ทะท่านพ่อเอาไงดี…”
“หลบอยู่ข้างหลังข้า…ถ้ามีโอกาสให้วิ่งหนีทันที” ซุนซีสั่งลูกชาย ที่กำลังเสียขวัญ ตอนนี้ไอหมอกสีแดงดั่งเลือดที่แผ่ออกมาจากกลุ่มคนชุดดำนั้น บ่งบอกว่าพวกมันกำลังใช้ค่ายกลกระบี่สังหาร ล้อมพวกเขาไว้ทุกทาง
“ใครส่งพวกเจ้ามา ไม่รู้หรือไงว่าข้าเป็นใคร” ซุนเซียงข่มขู่เสียงสั่น
“ฮา ฮ่าๆ รู้สิ มึงก็หมูตกสวรรค์ไงเล่า”
“บังอาจ ข้าเป็นสนมเอกขององค์ชายหนะ พวกเจ้าไม่กลัวถูกตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรเรอะ” แม้จะรู้ทุกอย่างจากบิดา แต่คนที่หอบแฮ่กๆ เพราะความเหนื่อยล้าก็ยังไม่อาจทำใจรับสภาพของตนเองได้…ถ้าจะตายข้าก็จะตายในตำแหน่งเดิม
“เหอะ ไอ้หมูโสโครกนี่มันโง่วะ… ทั่วแคว้นตอนนี้ใครๆก็รู้หมดแล้วว่าสนมเอกคนใหม่คือสนมจางเหมย มึงมันก็แค่ของเก่าที่ไม่สมควรหายใจอีกต่อไป ฆ่ามัน!!”
………………………กราบขอบคุณที่แวะเวียนมาอ่าน โปรดติดตามตอนต่อไป…………………………………
อีบุคเล่มจบมาแย้วววน้า
https://novel.dek-d.com/ebook/15176/
…………………………….
แง แหง่ก แหง่ก ป้อจ๋าแม่จ๋าตงจามตงจี่ได้ขึ้น line today ด้วยน้าาา ขอบคุณมากกกก ฮือ ฮือ
ขอบคุณป้อ แหม๊ ผู้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้ที่เปย์ตำลึงมาร
มาให้ตงจามตงจี่ติดกระเป๋าปายสำนัก รักน้าาา
อีบุคเล่ม1 สำหรับแม่ ป้อ จอมมาร จายเปย์ ถึงตอนที่ 31 เลยกดจิ
https://novel.dek-d.com/ebook/14020/
จากร้านส้มตำ
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!!”
เหล่านักฆ่าชี้กระบี่ขึ้นไปบนท้องฟ้า พลังปราณพุ่งออกมาปลุกกลุ่มเมฆให้บ้าคลั่ง ก่อเกิดคลื่นกระแทกสีเลือดพุ่งเข้าหาพร้อมกับระเบิดใส่ร่างสองพ่อลูก ระรอกแล้วระรอกเล่า
“ปัง ปัง ปัง…”
“วิ่ง” สิ้นเสียงคำสั่งพ่อเท้าของซุนเซียงก็ขยับทันที สำหรับคนไร้ปราณอย่างเขา ทางเดียวที่จะหนีจากความตายได้ ก็คือใช้แข้งขาเท่านั้น
“อ๊าก โอ๊ก…” ถึงจะโดนโจมตีจนเลือดเริ่มไหลโชก แต่คนไม่มีทางสู้ก็ยังวิ่งลัดเลาะไปตามสุมทุมพุ่มไม้ไม่ยอมหยุด ท่ามกลางเสียงหัวเราะสมเพชเวทนาของผู้ตามฆ่า ซุนเซียงได้แต่ภาวนาให้ตนและลูกในท้องปลอดภัย
“ตุ้บ!”
“ท่านพ่อ!!!”
“ไปเลย…วิ่งไปไม่ต้องห่วงพ่อ” คนที่สร้างเกราะป้องกันด้านหลังให้ เผลอสะดุดล้มลงอย่างหมดท่า แต่ก็ไม่อาจทำตนเป็นตัวถ่วง รีบตะโกนบอกลูกชายให้ทิ้งตนเอาไว้ แล้วรีบหนีไปให้พ้นเงื้อมมือมัจจุราช ที่กำลังตามมาติดๆไม่ต่างจากฝูงหมาป่าล่าเหยื่อ
“ไม่!!”หากถามว่าผู้ชายที่เขารักกว่าสามีคือใครร่างอ้วนก็ตอบได้ทันทีว่าคือพ่อ เพราะคนๆนี้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ตั้งแต่เกิด ชายหนุ่มจึงไม่เสียเวลาคิดแม้แต่นิด รีบคว้าร่างผอมขึ้นมาแบก แล้ววิ่งต่อไปแบบไร้สติ….ไม่มีทิศทาง ไม่มีจุดหมาย ด้วยรอบกายมีแต่ป่ากับป่า ขอแค่ให้หลุดพ้นจากคนที่ตามมาก็พอ
“ฟิ้ว ตูม!”ปราณกระบี่พุ่งโจมตีจากด้านหลัง
“กรี๊ดดดด วู้บ!!”
“แม่งโคตรโง่ หน้าผาอยู่ตรงหน้ามันยังมองไม่เห็นสมองหมูชัดๆ” เหล่านักฆ่าทั้งหลายได้แต่ปลงกับคนตาถั่ว ที่วิ่งมั่วจนเท้าพาไปหาความตายเอง ดูจากหุบเหวที่ลึกจนไม่อาจจะมองเห็นพื้นได้นั้น เชื่อได้เลยว่าร่างสองพ่อลูกคงเละไม่ชิ้นดี
“โป้ก โป้กโป้ก”
“นังซุน มึงจะตำแรงไปไหนหูกูจะหนวกแล้วโว้ย”
“ปี่ปี้ แกจะให้นั่งพับเพียบโขลกพริกหรือไง ชาติหน้ามันจะแหลกไหม” ซุนส่ายหัวให้กับเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนร้านส้มตำของตน
“ฟังนะนังเพื่อน แกหนะตำครกทีเสียงดังถึงสามแยกแต่ผู้ชายก็ไม่เคยชายตาแล ลองตำเบาๆบ้างก็ดีหนะเผื่อได้ดุ้นมาเปิดซิงบ้าง ร้างมายี่สิบห้าปีแล้วไม่ใช่เหรอยะ” พูดพร้อมกับอมยิ้มด้วยความเวทนา
“หึ ที่พูดนี่คือต้องการจะขิงเรื่องเมื่อคืนว่างั้นเถอะ แซ่บไหมหละเด็กนั่น” แม้ไม่อยากจะรู้ เจ้าตัวก็ต้องวนหาวิธีมาโม้ให้ฟังอยู่ดี สู้ถามไปซะจะได้จบๆ
“เด็กที่ไหน ขนขึ้นครบแล้วนะเธอ อุ้ย…มีลูกค้ามาเดี๋ยวค่อยคุยต่อหนะเพื่อน ขอคนสวยรับออร์เดอร์ก่อน” ปี่ปี้รีบผละจากมุมครัว เพื่อไปต้อนรับแขกปล่อยให้เพื่อนร่างอวบของตน เตรียมเครื่องปรุงตามสบาย
“ตำปูปลาร้าหกครก ตำผลไม้สอง ยำผ้าขี้ริ้วสาม…ที่เหลืออ่านเองเถอะมึง” สักพักกลับมาพร้อมกับรายการสั่งอาหารในมือ ท่าทางยิ้มกริ่มชินตาเป็นสัญญาณให้ซุนรู้ว่า ความแร่ดของเพื่อนกำลังทำงาน…ไม่แปลกใจเลย เพราะลูกค้าสองโต๊ะที่มานั้น ล้วนแต่เป็นกลุ่มผู้ชายวัยรุ่น ท่าทางจะมาปีนเขา เพื่อนเราคงอยากถูกปีนแหละถึงไม่ยอมทำอย่างอื่น วางกระดาษให้ก็รีบไปเสนอหน้าคุยกับแขกแทน
“ไอ้สัส หาเรื่องพวกกูเหรอวะ”
“เออ กูอยากมีเรื่อง แล้วมันหนักหัวพ่อมึงไหม”
“กรี๊ดด…อย่าค่ะ อย่าทะเลาะกัน ซุนช่วยด้วย!!”
ตำส้มตำพึ่งเสร็จสองครก เสียงเอะอะก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของปี่ปี้ ซุนรีบวางสากและหยิบโทรศัพท์เพื่อจะแจ้งตำรวจให้มาช่วยระงับความวุ่นวาย เพราะการชกต่อยตรงหน้าพริบตา เดียว ก็ทำร้านพังไปเป็นแถบๆ แบบนี้พูดดีๆคงไม่รู้เรื่อง
“เปรี้ยง!”
สายน้ำที่เชี่ยวกราก พัดพาร่างของซุนเซียงที่สลบไสลไปเรื่อย ไม่รู้เพราะนรกเกลียดหรือสวรรค์แกล้งที่ทำให้ร่างนี้อ้วนกลมมาตั้งแต่เกิด แต่ด้วยเพราะไขมันนี่แหละเขาถึงไม่เคยจมน้ำ เคยลองดำดิ่งมาหลายหนผลก็ซ้ำเดิม กายเขาจะฟูลอยขึ้นมาเหมือนกับมีลมอัดแน่นอยู่ข้างในเต็มไปหมด ด้วยคุณสมบัติข้อนี้ พ่อผู้ถูกลูกชายกอดไว้จึงรอดตายด้วย
“…”
อดีตขุนนางซุนซีฟื้นก่อน จึงรีบพาร่างที่เกยตื้นขึ้นมาบนฝั่ง แต่ด้วยน้ำหนักอันมากมายของอีกฝ่าย กว่าจะลากมาตรงหาดทรายข้างลำธารได้ก็แทบจะหมดแรง
“ซุนเซียง…เจ้าเป็นยังไงบ้าง”
“แคก แค่ก แค่ก …ครับ สะบายดี” แม้จะบอกไปแบบนั้น แต่คนที่พึ่งเข้ามาสู่ร่างนี้ครั้งแรก ก็ต้องรีบหลับตาลง เพื่อให้ความทรงจำทั้งหมดทั้งมวล มันหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง…ตอนนี้ฝันหรือเรื่องจริง ทำไมในหัวเขาถึงได้มีข้อมูลของคนชื่อซุนเซียงอยู่เต็มไปหมด
“ดีๆ พอลุกไหวไหม”
“…” ซุนเซียงไม่ตอบแต่ค่อยๆฝืนความเจ็บปวด แล้วเดินตามพ่อไปช้าๆ จนพักหนึ่งถึงได้มั่นใจว่า ตนได้มาสู่ภพใหม่แล้ว…ขายส้มตำอยู่ดีๆ กลุ่มวัยรุ่นที่อุดหนุนเต็มร้าน ก็ยกพวกใส่กันดื้อๆ…และก่อนที่เขาจะได้โทรหาตำรวจ เสียงปืนก็ดังขึ้น รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในร่างนี้เรียบร้อย โอ้….ชีวิตบทจะตายก็ง่ายดายเหลือเกิน
“จ๊อก! อูยยย”
“หิวเหรอ พะพ่อ” ถามอีกฝ่ายแต่ เสียงท้องร้องและความหิวก็พลันเข้าจู่โจมตนเองเช่นกัน …ซุน นายเลิกคิดเรื่องอื่นก่อน ตอนนี้แรงแทบไม่เหลือเดินมาเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอบ้านคน ชายหนุ่มมองไปรอบกาย เพื่อหาสิ่งที่พอจะกินได้บ้าง
“ซุนเซียงพ่อขอโทษ…” คนที่ทรุดลงนั่งอย่างหมดแรงเอ่ยออกมา แม้จะหนีจากพวกตามฆ่าได้ แต่ดูท่าแล้วคงต้องมาตายเพราะอดข้าวอดน้ำอยู่ดี
“วิ้ววว โครม “
แม้ไร้ปราณ แต่สิ่งหนึ่งที่ร่างอ้วนมีก็คือกำลังนี่แหละ พอเขาฟาดท่อนไม้ใส่กิ่งหว้า พวงใหญ่ๆของมันก็หล่นลงมาเรื่อยๆ ชายหนุ่มผู้พึ่งข้ามภพมาไม่คิดจะรอช้า หยิบใส่ปากไม่หยุด… พร้อมกับโยนให้พ่อตนด้วย
“กินได้แน่นะ”
“ได้ ชิมดูสิลูกใหญ่แบบนี้อร่อยมาก” ปากที่เต็มไปด้วยน้ำสีม่วง รับประกัน ก่อนจะใช้เรี่ยวแรงตนเอาผลหว้าลงมาจากต้นต่อ…เรื่องล่าสัตว์ กินของป่า ชาติภพก่อนเขาทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะหลังหมู่บ้านติดกับเทือกเขา ว่างจากขายส้มตำเมื่อไหร่ไม่อยู่หรอกบ้าน แหล่งสำราญแหล่งเที่ยวของซุนเซียงส่วนใหญ่จะอยู่บนภูเขานั่นแหละ
“อื้ม…ไม่เลวๆ เจ้ารู้ได้ไงว่าผลนี่ไม่มีพิษ” ผู้พ่อสงสัย เพราะอีกฝ่ายไม่เคยออกไปไหนเลย ปกติก็มักจะนอนอืดอยู่แต่ในเรือน
“ดูจากนกไง แหะ แหะ ท่านพ่อกินเยอะๆ เลยขอรับ เอ่อข้าถามหน่อยเราจะไปไหนกันเหรอ” ชายหนุ่มหอบเอาผลหว้ามากองไว้ตรงหน้าอีกฝ่าย พลางถามถึงจุดหมายปลายทาง…หลังจากที่ปล่อยให้ร่างนี้เดินนำมาเป็นชั่วโมง
“พ่อก็ไม่รู้ เดินไปเรื่อยเผื่อจะเจอคน “
“อ่า…งั้นเราต้องเริ่มใหม่แล้วหละ รีบกินให้เสร็จเถอะ” แอบถอนหายใจ… เขาไม่น่าปล่อยให้คนที่ไม่เคยเข้าป่านำทางเล้ย ในความทรงจำของร่างนี้ พ่อตนใช้ชีวิตประหนึ่งคุณชายมาตลอด วันๆอยู่แต่สำนักศึกษา จะรู้ทิศรู้ทางในป่าได้อย่างไร
“เริ่มใหม่? เจ้าหมายถึงเราต้องกลับไปที่ลำธารอีกรึ”
“ก็ไม่เชิงขอรับ แต่เราต้องเดินไปตามริมน้ำ อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอแห้งตาย ข้าพูดถูกไหม” คนพึ่งข้ามชาติมาสิงร่าง ส่งยิ้มแรกให้ชายวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อตน…ซุนเซียงคนเก่ากตัญญูไม่เบาเลย แม้ลมหายใจไม่มีแล้ว แต่ก็ยังกอดร่างบิดาไม่ยอมปล่อย
“ตูม!”
“ได้ไหมๆ โอะ…สามตัวเลยรึ ฮา ฮ่า “ คนเป็นพ่อไม่คิดเลยว่า ลูกชายจะใช้วิธีโยนก้อนหินในการล่าปลาเป็นอาหารค่ำ หลังจากที่เดินลัดเลาะตามริมน้ำจนค่อนวัน ก็ยังไม่เจอหมู่บ้านสักหลัง
“ฮาๆ พ่อครับ ท่านอย่าห่วงเลย ปลาเต็มห้วยแบบนี้ยังไงก็รอด” ซุนเซียงไม่วิตกกับชีวิตนัก เพราะหลังจากเอาสมุนไพรตามริมทางทาบาดแผลความเจ็บปวดต่างๆก็ค่อยๆคลายไป ร่างที่เต็มไปด้วยชั้นไขมัน ก็ดีแบบนี้นี่แหละทำให้แผลไม่ค่อยลึก
“แล้วกระบอกพวกนั้นหละ ลูกดักอะไรไว้รึ”
“กุ้งกับปู ท่านรีบไปเติมฟืนเถอะเดี๋ยวข้าจะเอาพวกนี้ไปย่าง” เรื่องทำลอบดักกุ้งดักปูจากเถาวัลย์ ซุนเซียงไม่มีคำอธิบายใดๆให้พ่อตนนักหรอก ส่วนมากก็อ้างว่าดูจากบ่าวไพร่บ้าง ถักเล่นๆบ้าง ส่วนอีกฝ่ายจะเชื่อไม่เชื่อชายหนุ่มก็ไม่สนใจ เพราะสิ่งสำคัญคือต้องเติมพลังให้ร่างกายมากๆต่างหาก
“อื้ม นี่…มันอร่อยกว่าอาหารในวังอีกนะ ปลาไม่มีกลิ่นคาวเลย เจ้าทำได้ไงเนี่ย”
“ใส่ข่าป่าครับ พอเราเอาปลามาคลุกกับข่าก่อนย่างกลิ่นคาวก็จะหายไปหมดเอง ข่าพวกนี้นอกจากจะช่วยให้รสชาติดีแล้ว ยังป้องการไข้หนาวไข้ลมได้อีกด้วย ท่านพ่อกินเยอะๆเถอะ คืนนี้อากาศน่าจะเย็นไม่น้อย” ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายจะพึงพอใจกับรสชาติของมัน ร้านส้มตำของเขาในชาติภพก่อนก็ขึ้นชื่อเรื่องปลาเผา …แม้ตอนนี้เครื่องจะไม่ครบ แต่ปลาสดๆในน้ำสะอาดใสให้รสชาติหวานฉ่ำนุ่มลิ้นอยู่แล้ว หากรู้วิธีปรุงมันสักนิด
“เรื่องข่าเป็นยาแก้ไข้หนะพ่อรู้ แต่ข้าก็พึ่งเห็นต้นข่าป่าสดๆ ก็ตอนเจ้าถอนมันมานี่แหละ “หมอยาผู้ปรุงโอสถโดยใช้ตัวยาจากร้าน แทบไม่เคยสัมผัสกับสมุนไพรที่เกิดในหุบเขา พอเห็นลูกใช้มันอย่างชำนิชำนาญก็อดทึ่งไม่ได้…ลูกข้าไม่ใช่ขยะอย่างที่องค์รัชาทายาทหรือผู้คนกล่าวหาแม้แต่นิด อย่างน้อยการรู้จักเอาตัวรอดในป่าก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดี
“ท่านพ่อ ปราณโอสถที่ท่านมีนี้ ปรุงยาได้ทุกอย่างใช่ไหมขอรับ” รีบหาความรู้เพิ่ม แม้ซุนเซียงคนเก่าจะเป็นลูกชายหัวหน้าหมอหลวง แต่ในหัวกลับมีข้อมูลเรื่องปราณต่างๆน้อยมาก
“ยา…นี่ลูกสนใจเรื่องยาด้วยเหรอ”
“แหะ แหะ ข้าขอโทษด้วยที่ผ่านมาเอาแต่คิดเรื่องสามี” ซุนเซียงยิ้มแห้ง” แต่ในเมื่อเราตกอับแบบนี้ คงต้องพึ่งทักษะการทำยาของท่านพ่อทำมาหากินแล้วหละขอรับ” ชายหนุ่มสารภาพตามตรง เพราะขณะเดินทางมาทั้งวัน เขาอดกังวลไม่ได้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง
“ฮา ฮ่าๆ เจ้าโตขึ้นแล้วจริงๆ ดีๆ ลืมมันไปซะอดีตก็คืออดีต พอตั้งหลักได้เราก็มาช่วยกันตั้งหน้าตั้งตาทำยาขายเถอะ “
“อดีตข้าคงลืมไม่ลงหรอกขอรับ”
“มะหมายถึงเจ้ายังอยากกลับไปเป็นสนมเอกอีกรึ”
“ปะเปล่า เรื่องนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ขืนเราแสดงตนให้คนอื่นรู้ว่าเป็นใคร ชีวิตก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ แต่ที่ข้าบอกว่าจะไม่ลืมอดีต เพราะจะใช้มันเตือนใจตัวเองขอรับ …ครั้งหนึ่งถูกสามีเขี่ยทิ้งเพราะอ้วน ฮึ ฮึ “
“ซุนเซียงเจ้ายังรักองค์ชายอยู่รึ ไอ้เลวนั่นส่งคนมาดักฆ่าเรานะ มันชั่วช้าป่านนี้ยังตัดใจไม่ขาดหรือลูกข้า” ผู้พ่อถามด้วยน้ำเสียงคับแค้น
“ไม่ขอรับ” จะรกจะรักอะไรเล่า คนผู้นั้นก็แค่คนเห็นแก่ตัวมักมากในกาม ออกกฎหมายมาเพื่อบีบเมียให้หย่าเนี่ยนะยิ่งคิดยิ่งอุบาท แถมยังส่งนักฆ่ามาตามเก็บอีก วิญญาณซุนเซียงคนเก่าจะรักจะหลงก็ช่างเถิด แต่เขาไม่เอาด้วยแน่
“เห้อ! ดีแล้วหละลูก ไว้เราตั้งหลักปักฐานเรียบร้อย หากอยากจะมีสามีอีกหน ก็ค่อยมองหาคนดีๆพ่อเชื่อว่าต้องมีคนที่เห็นคุณค่าของลูกแน่ ”
“ท่านพ่อ ลูกไม่คิดอยากมีเลยขอรับ ถ้าเป็นไปได้อยากร่ำรวยมากกว่า” จากความทรงจำของร่างเดิมดินแดนนี้หาคู่ผัวตัวเมียที่รักเดียวใจเดียวยากจะตาย ผู้ชายที่มีฐานะหน่อยก็ล้วนแต่มีบ้านใหญ่บ้านน้อยยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ชีวิตที่ต้องตบตีกันเพื่อแย่งผู้ชายนั้น ซุนเซียงขอถอยห่างมันน่าเบื่อเกินไป
“ร่ำรวยเลยรึ อ่า…งั้นเราก็ต้องเปิดร้านขายยา เป็นหมอธรรมดาไม่มีทางรวยหรอก ขนาดพ่อเป็นหัวหน้าหม้อหลวงมาสองปียังเก็บตำลึงได้ไม่ถึงสองพันเลย” คิดเรื่องนี้แล้วเจ็บใจนัก เพราะตนตงฉิน และรักษาแบบให้เปล่าเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่มีตำลึงมากพอที่จะสร้างอำนาจวาสนา พอโดนเล่นงานจึงเข้าตาจนไร้หนทางสู้
“ไว้ตัดสินใจอีกทีตอนเราออกจากป่าเถอะขอรับ ท่านพ่อนอนพักก่อนก็ได้นะ ข้าจะนั่งเฝ้ายามและทำห่อหมกสักหน่อย พรุ่งนี้จะได้มีอะไรกินตอนเดินทาง” ซุนเซียงไม่รู้สึกกลัวป่าแถวนี้สักนิด ขณะที่พ่อเขาเอนกายอยู่ข้างกองไฟ ชายหนุ่มก็ยังดักปลาดักกุ้งด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ ไปเรื่อย พอได้มาก็ใช้ใบไม้ใบข่าป่าแถวริมรำธารมาห่อ แล้วหมกไปให้สุก โดยไม่รู้ว่ากลิ่นหอมของเสบียงตนลอยไปไกลถึงอีกฝั่งของคุ้งน้ำเรียบร้อย
“แฮร่”
“ผีแหก…กะแกเป็นใคร!!! ” คนที่กำลังเผากุ้งชุดสุดท้ายตกใจจนขวัญหาย เพราะร่างเล็กๆของหญิงชราผมขาวโพลนกระโดดมาอยู่ตรงหน้า โดยไม่ให้สุ้มให้เสียง แถมฝ่ายนั้นยังทำท่าเหมือนผี หลอกเขาอีกต่างหาก
“ยายแก่ เจ้าต้องการอะไร” ซุนซี ที่สะดุ้งตื่นรีบถามขึ้นบ้าง เพราะจากที่เขาตรวจสอบดูผู้มาเยือนหาใช่คนธรรมดาไม่ แม้เจ้าตัวจะพรางระดับปราณไว้แต่กลิ่นอายของนักฆ่าหาได้กลบมิด
“อัยหยา เรียกให้มันรื่นหูหน่อยเถอะ แก่เก่ออาราย ข้าพึ่งเจ็ดสิบปีเอง”พอหันไปเกรี้ยวกราดใส่ผู้พ่อเสร็จ คนหิวก็พุ่งไปนั่งข้างกายของร่างตุ้ยนุ้ยอย่างรวดเร็ว” เจ้าทำสิ่งใดกินรึ ขอข้าชิมสักหน่อยได้หรือไม่”
“ท่านยายหิวเหรอ…ลองชิมนี่ก่อนขอรับ” พอเห็นร่างผอม แคระแกร็น น้ำลายไหลยืดๆออกมาแบบไม่ปิดบังก็อดสงสารไม่ได้ รีบแกะห่อหมกปลาเนื้ออ่อนที่สุกใหม่ๆ ให้อีกฝ่าย
“งั่ม งั่ม งั่ม เอื้อก”
………………………กราบขอบคุณที่แวะเวียนมาอ่าน โปรดติดตามตอนต่อไป…………………………………
พระอก เขาก็หล่อประมาณนี้แหละ ถึงมี….เยอะ
ครกกับสากธรรมดา
“ยะยายใจเย็นหน่อย ค่อยๆกิน…” ไม่ทัน เหมือนคนหิวจัดจะยัดเข้าไปแล้วเคี้ยวสามคำ จากนั้นก็กลืนจนหมด
“เอามาอีก มีเท่าไหร่เอามา งั่ม งั่ม…” แม้ปากจะบอกแบบนั้น แต่มือเหี่ยวแห้งหาได้รอช้าไม่ ของกินที่ซุนเซียงทำเสร็จและกองไว้ข้างกาย ถูกอีกฝ่ายแย่งเอาไปแกะใส่ปาก แล้วกลืนเอื้อกๆ ลงไปประหนึ่งว่าปลากุ้งเหล่านั้นไร้ก้างติดคอ
“เจ้าตายอดตายอยากมาจากไหนกันเนี่ย นั่นมันของที่ลูกชายข้าทำไว้เพื่อกินพรุ่งนี้หนะ ให้ตายสิไม่รู้จักเกรงใจกันบ้างเลย”
“แง่มๆ หมดแล้วรึ ทำไมถึงมีแค่นี้เล่า” ร่างที่ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแผล่บ แผล่บ ไม่คิดจะต่อความกับคนขี้บ่น เพราะมัวแต่ใช้สายตามองหาของอร่อย เผื่อหนุ่มตุ้ยนุ้ยจะซุกซ่อนเอาไว้ตรงไหนอีก…นี่เป็นอาหารมื้อแรกในรอบอาทิตย์เลยนะ มีให้กินแค่นี้จะไปพอยาไส้อะไร
“ท่านยาย กินไปตั้งสิบห่อแล้วหนา ขืนทานมากเดี๋ยวได้อ้วกหรอก อีกอย่างปลาที่ข้าดักได้มันก็หมดแล้วหละ “ชายหนุ่มอดยกยิ้มไม่ได้ ชาติก่อนขายอาหารมาเป็นสิบปีพอเห็นคนชอบรสมือตนก็อดปลื้มไม่ได้ วิญญาณพ่อครัวทุกคนคงเป็นเช่นนี้
“ปลารึ…แค่มีปลาเจ้าก็จะทำให้ข้ากินอีกใช่ไหม”
“อ่า… ขอรับ ถ้ามีปลาก็ไม่มีปัญหาหรอก” ซุนเซียงเออออตามไป ด้วยแววตาหญิงชราส่งมาขณะเอ่ยถามนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ดีงั้นตามข้ามา”
ท่ามกลางแสงจันทร์คืนวันเพ็ญ ผิวน้ำที่ต้องแสงนั้นส่งประกายระยิบระยับวับวาว ทำให้ลำธารที่กว้างไม่ต่ำกว่าหนึ่งลี้นั้นดูสวยงามเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่สองพ่อลูกสนใจหาใช่ความงามไม่ สายตาของพวกเขาจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างแห้งเหี่ยวต่างหาก
“นางเดินบนน้ำได้ แสดงว่าต้องมีปราณกระบี่ไม่ต่ำกว่าขั้นสาม”
“งั้นก็ต่ำกว่าท่านพ่อใช่ไหม” ชายหนุ่มถามกลับ เขาพยายามหาข้อมูลของชาติภพนี้ให้มากที่สุด ด้วยมีความแตกต่างกันเหลือเกิน ดินแดนใหม่นี้มีแต่เรื่องน่าเหลือเชื่อและพิสูจน์ทางวิยาศาสตร์ไม่ได้เต็มไปหมด
“ไม่ใช่ คนๆนี้พลังไม่มีทางด้อยไปกว่าข้าแน่ เผลอๆอาจสูงกว่าด้วยซ้ำ เจ้าดูดิเท้าที่แตะผืนน้ำไม่ได้จมลงไปแม้แต่นิด น้ำที่นางเหยียบก็หาได้สั่นไหว ฝีมือระดับนี้แสดงว่าควบคุมลมปราณได้เป็นอย่างดี…ลูกชายเจ้าอย่าได้เชื่อใจคนผู้นี้เด็ดขาด “
“ทำไมหรือท่านพ่อ” รีบกระซิบถาม
“นางเป็นเสือซ่อนเล็บหนะสิ กะ…เกิดอะไรขึ้น???“ ขณะที่พ่อลูกกำลังกระซิบกระซาบอยู่ริมฝั่ง คนที่เดินไปถึงกลางแม่น้ำ ก็จุ่มปลายเท้าลงไปในลำธารเบาๆ แต่กลับสร้างคลื่นที่มองไม่เห็น พุ่งเข้าใส่ตัวปลา จนพวกมันต้องสะเดิดขึ้นมา นอนหงายตายเป็นเบืออยู่เหนือผิวน้ำเต็มไปหมด
“ฟิ้ว ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ….!!!!”
ไม่กี่อึดใจต่อมาด้วยพลังปราณแสนทรงพลังของแม่เฒ่า ปลาที่ตายเกลื่อนอยู่ก็ลอยมากองกันอยู่ข้างกายซุนเซียง เรียบร้อย
“พอไหม หรือจะให้ข้าจัดการอีกรอบ”
“พะพอก่อนขอรับ “ แค่นี้กว่าจะล้างและชำแหละเสร็จก็ใช้เวลาหลายชั่วโองแล้ว ขืนเอามาอีกเขาคงไม่ได้นอนพอดี
“เอื้อก!! อูย ค่อยยังชั่วหน่อย ขอบใจมากเลยนะพ่อหนุ่มรูปงาม” คนที่กินจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่ก้างเริ่มมองเห็นร่างอ้วนกลม น่ารักน่าชังขึ้นเรื่อยๆ …ราศีเปล่งประกายแบบนี้ต้องเป็นร่างมารดาของทารกมากวาสนาที่ตนมาดักรอตามนิมิตไม่ผิดแน่
“แม่เฒ่า ในเมื่อใช้ลูกข้าทำอาหารให้กินจนดึกดื่นแบบนี้แล้ว ก็รู้จักแทนคุณหน่อยเถอะ อย่าเอาแต่ผลประโยชน์ตนฝ่ายเดียวอยู่เลย” ซุนซงรีบทวงถาม
“อ่า..พวกเจ้าอยากข่มขืนข้าเหรอ…” หญิงชราส่งสายตาหวานเยิ้มให้แก่ทั้งคู่ เหมือนพร้อมที่จะโดนเต็มที
“ถุย! อย่ามาพูดแบบนี้หนะข้าเสียดายปลา” คนที่เผลอกินของอร่อยไปอีกหลายห่อ เหนื่อยใจกับความคิดพิเรนของร่างเหี่ยวแห้ง
“บ้านยายอยู่ไกลไหม พอดีพวกเราหลงป่าเลยอยากจะกลับเข้าไปในเมือง”ซุนเซียงถามแทนบิดา ชายหนุ่มผู้พึ่งเกิดใหม่ แอบมั่นใจนิดนิดว่าร่างตรงหน้าตนต้องมีเหตุผลในการปรากฏตัว การพบกันไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ
“จะไปตอนนี้เลยไหมหละ” ถามแบบไม่เรื่องมาก
“ขอรับ เชิญท่านนำทางเถิด”
ด้วยความชำนาญของแม่เฒ่าชุนชุน พระจันทร์ยังไม่ทันลับฟ้า พวกเขาทั้งสามก็เดินทางมาถึงเมืองเป่ยตงเรียบร้อย ซุนเซียงมองไปรอบกาย บ้านเรือนล้วนสร้างมาจากไม้และหิน… ดูท่าเขาจะข้ามภพมาในยุคที่เทคโนโลยียังไม่เจริญ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ป่าเขาล้วนแต่ยังสมบูรณ์
“เราแยกกันตรงนี้เถอะ ขอบคุณผู้อาวุโสมาก” ชายหนุ่มทำตามพ่อตนแนะนำ ไม่สานต่อสัมพันธ์
“มีที่พักแล้วรึ”
“ยังขอรับ เอ่อ ยายพวกข้าเป็นคนพลัดบ้านพลัดเมืองมา ยังไร้ที่ซุกหันนอนไม่มีงานทำ พอจะแนะนำได้ไหมว่าต้องทำยังไงต่อ” ซุนเซียง เอ่ยปากตรงๆ แม้ท่านพ่อจะเตือนไม่ให้เชื่อใจ แต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกชายหนุ่มว่า วาสนาของเขาและหญิงชราต้องมีร่วมกันแน่ ไม่งั้นจะพบเจอยามตกยากเหรอ
“คืนนี้ไปพักที่เรือนข้าก่อน ตามมา”
“ขอบพระคุณขอรับ”
เวลาผ่านไปค่อนคืนแล้ว ขืนชักช้าเรื่องมากก็ไม่ได้นอนพอดี ซุนเซียงเลยพยักหน้าให้บิดาและเดินตามร่างผอมไปอย่างว่าง่าย
“ไทจือ เจ้าทำยังไม่เสร็จอีกรึ”
“บ๊ะ ยังเหลือเวลาตั้งสองชั่วยาม เจ้าจะมาเร่งข้าทำไม ยังไงก็ทันขายน่า” ชายร่างอ้วนนั่งตีแป้งอย่างอารมณ์เสีย เพราะเมียมาวุ่นวายในห้องครัวของตน ทั้งๆที่ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งเยอะแยะ อีแค่ทำซาลาเปาขายแบบทุกวัน ทำไมต้องมาย้ำซ้ำๆอยู่ได้ไม่เบื่อหรือไงนะ
“ทันหนะข้ารู้ แต่ทำให้ครบด้วยหละ อ้อ…เมื่อคืนเจ้าสำนักมาคนมาพักเจ้าอย่าลืมเตรียมอาหารเผื่อด้วย ข้าจะไปดูหน่อยว่าตื่นหรือยัง” อิงฟ่านยังไม่ทันขยับกาย สามีก็ถามขึ้นเสียก่อน “แล้ววันนี้เจ้าสำนักชุนจะกินอะไร”
“โอ้ยยังจะถามอีกเหรอ ทำไปให้ลองเถอะ อย่าซ้ำของเก่าหละกัน”
“อุวะ…ไม่ซ้ำได้ไง แกรู้ไหมว่าข้าทำกับข้าวขึ้นโต๊ะไปให้เจ้าสำนักลองชิมนี่กี่ร้อยอย่างแล้ว จะเอาตำรับใหม่ๆมาจากไหนอีก เห้อ…ทำแทบตายสุดท้ายแค่ปลายตาดู แล้วก็ไม่พ้นกินกล้วยแทน” พ่อครัวประจำเรือนออกอาการท้ออกท้อใจ
“อย่าบ่น เจ้ามันไร้ฝีมือเอง อุ้ย…ท่านเจ้าสำนัก มะมาตั้งแต่ตอนไหนเจ้าค่ะ” คุยเพลินพอหันออกไปนอกประตูคนที่กินยากกินเย็นก็ยืนกอดอกทำหน้าเฉยอยู่แล้ว
“พวกเจ้าไปตลาดหน่อย “ พูดพลางยื่นรายการซื้อของให้
“เจ้าสำนักต้องการอะไรหรือเจ้าคะ อะ…ซื้อของสดเยอะแยะ ท่านจะให้พวกข้าเตรียมอาหารไหว้เจ้าใช่ไหม”อิงฟ่านดูข้าวปลาอาหารที่เขียนมาเต็มหน้ากระดาษแล้วออกอาการตื่นตะลึง มากพอที่จะเลี้ยงคนได้ครึ่งร้อย
“อย่าพึ่งถามเลยน่า รีบไปซื้อมาเถอะ ไปทั้งคู่นั่นแหละจะได้ช่วยกันขน”
“พุงเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” ซุนซียงที่ตื่นมาได้พักหนึ่งแล้ว พอสำรวจหน้าตาตนเองอยู่ในห้องน้ำเสร็จก็สรุปว่า เหมือนชาติก่อนเปะ เพียงแต่อ้วนท้วนสมบูรณ์มากไปหน่อย น่าจะเป็นเพราะร่างนี้เอาแต่นั่งกินนอนกินหุ่นเลยขาดความกระชับ
“นี่มันปานอะไร” สัญลักษณ์รูปร่างประหลาดตรงข้อมือภพชาติก่อนไม่มี ทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะลองสัมผัสดู
“วื้ด!”
อากาศตรงหน้าเลื่อนออก เผยให้เห็นชั้นเก็บของกว้างยาวประมาณหนึ่งศอก ในนั้นมี…ครก สาก และมะละกอหนึ่งลูก …คนจ้องตาค้างอยู่ พอได้สติก็ลองหยิบทุกอย่างออกมาลูบๆคลำๆ เผื่อพวกมันจะกลายเป็นของวิเศษเลิศล้ำมากไปกว่าที่เขาเห็น
“ครกหิน สากหิน หิน หิ้น หิน” ไม่เห็นจะมีอะไรมากกว่านั้น
“มะละกอ ลูกเดียวนี่หนะ แถมยังลูกเล้กเล็กอีก ถ้าตำขายได้ไม่น่าเกินห้าจาน” ชายหนุ่มผู้เห็นมะละกอเป็นเงินเป็นทอง คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย และหลังจากสำรวจกับของที่มีในช่องลับจนแน่ใจแล้วว่ามันไม่ได้พิสดารพันลึกอะไรเล้ย เป็นแค่ครกกับสากธรรมดา ชายหนุ่มปลงกับวาสนาตนเองครั้งที่พัน เพราะนับตั้งแต่เกิดใหม่ในร่างนี้ไม่เห็นจะมีอะไรดีสักนิด ไหนจะสามีทิ้ง ถูกตามฆ่า แล้วสวรรค์ยังให้แค่ของใช้ในครัวพื้นๆติดกายมาอีกต่างหาก
“เจ้าหนุ่มตื่นหรือยัง ออกมาทำอะไรให้ข้ากินได้แล้ว หิ้ว หิว เร็วเข้าเถอะ คนสวยจะเป็นลม”เสียงของหญิงชราเรียก ทำให้ซุนเซียงต้องออกจากห้องไปหา เรือนหลังเล็กที่อีกฝ่ายมอบให้ทั้งคู่พักนี้แม้แต่แยกตัวจากเรือนใหญ่แต่ก็ไม่ได้ไกลกันมาก
“ท่านยังไม่ได้กินข้าวหรือขอรับ นี่ก็บ่ายแล้วหนา “
“เฮ้อ…พ่อรูปหล่อ พอดีคนสวยหนะช่างเลือก อาหารอะไรที่ไม่อร่อยเอาเข้าท้องไม่ได้หรอก ขอบอกตรงๆหนะอาทิตย์นี้พึ่งได้กินมื้อแรกก็ตอนอยู่ในป่านั่นแหละ อิ อิ วันนี้ข้าได้ให้เจ้าพวกนี้เตรียมของไว้รอแล้ว เจ้ารีบลงมือเถอะ” ร่างผอมคุยขณะเดินนำอีกฝ่ายไปยังเรือนครัวที่แยกออกมาจากเรือนอื่น ข้างในนั้นมีสองสามีภรรยากำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดข้าวของที่ได้มาจากตลาด
“เจ้าสำนัก อ่า จะให้ข้าตั้งสำรับเลยไหม”
“ไม่ต้อง พวกเจ้าถอยออกมาก่อน ซุนเซียงจะเป็นคนทำอาหารให้ข้ากินเอง”หญิงชราไม่คิดจะสนใจชิมรสมือของไทจือแม้แต่นิด
“หือ มะหมายความว่าท่านจะไล่พวกเราออกหรือ”อิงฟ่านเริ่มวิตก แม้ทั้งคู่จะรับใช้เจ้าสำนักมาเป็นสิบปีแล้วแต่หาได้มีความมั่นใจในหน้าที่การงานไม่ ด้วยฝีไม้ฝีมือการทำอาหารของสามีตน ไม่ถูกปากเจ้านายแม้แต่นิด
“อย่าพึ่งพูดมากได้ไหม “
ซุนเซียงยิ้มให้คนที่ถูกเจ้านายเรียกออกไปคุยข้างนอกตามมารยาท ก่อนที่จะเข้าครัว ชายหนุ่มมองดูผัก ดูเนื้อที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยแววตาชื่นชม สองคนนั่นฝีมือทำอาหารเป็นแบบไหนยังไม่รู้ แต่การทำงานด้านอื่นถือว่าใช้ได้
“ทำแกงคั่วง่ายๆสักหม้อน่าจะพอ อื้ม…ผักสดดี เนื้อก็นิ่ม” แม้เครื่องเทศหลายอย่างจะไม่มี เพราะอยู่กันคนละยุคคนหละสมัยอาหารการกินก็ย่อมแตกต่างเป็นธรรมดา แต่คนเคยชินกับการประยุกต์ส้มตำแบบใหม่ๆ มานับไม่ถ้วนนั้นหาได้สนใจไม่ ซุนเซียงเตรียมทำแกงคั่วตำรับใหม่ โดยใช้ของที่มีอยู่ตรงหน้าโดยไม่รีรอสักนิด
“โป้ก โป้ก โป้ก !!!”
“ว้าย!! …เขาจะพังครัวเรอะ”อิงฟ่านตกใจ
“เจ้า ทำอะไร!!!” เสียงประหลาดดังสนั่น ทำให้ชายหนุ่มร่างอ้วนต้องรีบพุ่งเข้าไปในครัว เพราะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะพังทุกอย่างในห้องนั้นให้แหลกคามือ
………………………กราบขอบคุณที่แวะเวียนมาอ่าน โปรดติดตามตอนต่อไป…………………………………